LOGIN“ระหว่างที่เดินทางไปเมืองจี้โจวอาจจะยากลำบากสักหน่อยข้าจะส่งยาบำรุงไปให้เจ้านำติดตัวไปด้วย เจ้าต้องกินดื่มทุกวันจะบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดีเพื่อรอรับองค์ชายองค์หญิงตัวน้อยนะเหยียนเอ๋อร์”
นางยิ้มตอบฮองเฮาด้วยสายตาสิ้นหวังก่อนจะหันมองไปอ๋องฉินก็เห็นเขาลอบมองนางอยู่ก่อนแล้ว
‘ยิ้มแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน นี่เขาต้องการแกล้งนางใช่หรือไม่นะ’
‘การเดินทางไปชายแดนต้องพบกับความยากลำบาก ใช่สินะ! ให้คนรักของตัวเองอยู่สุขสบายส่วนตัวข้าต้องติดสอยห้อยตามเขาไปเพื่อหวังเอาไปทรมานเล่นสินะความคิดของคนผู้นี้ช่างร้ายกาจเสียจริง!’
ลู่เหยียนมิอาจล่วงเกินต่อหน้าพระพักตร์ได้นางทำได้เพียงยินยอมรับคำไปเท่านั้น
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา”
ฮองเฮาทอดพระเนตรมองดูคนทั้งคู่ด้วยความปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง
“เอาล่ะพระชายาฉินเจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะหารือต่อกับสามีของเจ้าอีกเล็กน้อย”
“เพคะ”
คล้อยหลังลู่เหยียนซินออกไปแล้วฮองเฮาก็ขอตัวกลับไปยังวังหลังเช่นกัน เมื่อทั้งคู่จากไปแล้วฮ่องเต้ก็กลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นเคยเขายกน้ำชาขึ้นมาดื่มพลางจ้องมองโอรสตรงหน้าก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
“ยามนี้ที่ชายแดนเหนือมีกลุ่มคนคอยปล้นเสบียงอาหารเงินทองของมีค่า พวกมันทั้งปล้นและฆ่าชาวบ้านเหมือนผักเหมือนปลาให้ได้มาเพื่อสิ่งที่ต้องการ ชาวบ้านนับร้อยพันต่างสูญเสียเดือดร้อนกันถ้วนหน้า”
“ความจริงแล้วข้าตั้งใจเพียงให้แม่ทัพฮั่วเป็นคนจัดการเองแต่จนตอนนี้เรื่องราวก็ยังยืดเยื้อไม่จบสิ้นทั้งภัยแล้งที่กัดกินมาเป็นเวลายาวนานอีก เจ้าไปครั้งนี้ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยราษฎรได้ไม่มากก็น้อย” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรโอรสของตนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม
“ลูกจะทำสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
“พระชายาของเจ้านำนางไปด้วยอาจจะลำบากสักหน่อยแต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่าในบางเวลานางอาจช่วยเจ้าได้”
อ๋องฉินส่ายหัวทันทีนางจะเป็นภาระของเขาถึงจะรู้อยู่ก่อนแล้วแต่การนำนางไปด้วยเป็นการทรมานนางอีกวิธีหนึ่ง เขายิ้มด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก
ฮ่องเต้เห็นเขาแอบยิ้มก็คิดเอาไว้แล้วว่าเจ้าลูกคนนี้น่าจะกำลังหาทางทรมานชายาของตนเองเป็นแน่
'เฮอะ! แรกๆ ก็แบบนี้ล่ะหลังๆ กลัวจะเหมือนสุนัขที่ขาดเจ้าของไม่ได้นะสิ ข้ารู้ข้าเห็นเพราะข้าผ่านมาก่อนลูกข้าจะเหมือนใครถ้าไม่ใช่ข้ากัน!'
อ๋องฉินนั้นเป็นองค์ชายลำดับที่สามของฮ่องเต้เยว่เหวินเทียนแห่งแคว้นเป่ยฉี
ฮ่องเต้เยว่เหวินเทียนมีเหล่าองค์ชายองค์หญิงมากมายแต่ทายาทสายตรงที่เกิดจากฮองเฮาและพระสนมชั้นสูงมีเพียง
องค์รัชทายาทเยว่เหวินเฉินองค์ชายลำดับที่หนึ่งและอ๋องฉินเยว่เหมินหมิงองค์ชายลำดับที่สามที่เกิดจากฮองเฮาองค์ปัจจุบัน
อ๋องอี้เยว่เหวินหลี่ องค์ชายลำดับที่สองที่เกิดจากหยางกุ้ยเฟยและอ๋องซุนเยว่เหวินซุน องค์ชายลำดับที่สี่ที่เกิดจากหลินเต๋อเฟย
อ๋องฉินผู้นี้มีความสามารถในด้านการรบที่มากฝีมือทั้งวรยุทธ์ยังล้ำเลิศกว่าผู้ใด เขากุมอำนาจทางการทหารเป็นท่านอ๋องที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก
ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดคนที่มีวรยุทธ์สูงสุดคืออ๋องฉิน ทุกครั้งที่ต้องฝึกวรยุทธ์ร่วมกันกับเหล่าพี่น้องเขาก็ไม่เคยคิดจะออมมือเลยสักครั้ง
“เอาล่ะเจ้ากลับจวนไปได้แล้วไปเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในครั้งนี้เสียเถอะ เห็นหน้าเจ้านานไปข้าเริ่มหายใจไม่ออก”
อ๋องฉินพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า
“ทรงชรามากแล้วรักษาพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เยว่เหวินหมิง!” ฮ่องเต้ขว้างที่ฝนหมึกมุ่งตรงไปหาเขาในทันที อ๋องฉินหลบได้ทันเขาเร่งฝีเท้าออกไปจากห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็วก่อนที่ฮ่องเต้จะได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจดังแว่วเข้ามาภายในห้อง
‘เจ้าลูกคนนี้นับวันยิ่งก่อกวนใจเขามากขึ้นน่าตีให้ตายเสียจริง!’
ทางด้านลู่เหยียนซินเมื่อออกมาจากห้องทรงพระอักษรแล้วก็พบเข้ากับคนผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะมายืนรอนางอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
"พระชายาท่านนี้คือฉางกงกงเป็นขันทีและข้ารับใช้ประจำกายของไท่ซ่างหวงที่ตำหนักซูหนิงพ่ะย่ะค่ะ"
"อ๋อ งั้นหรือ"
‘ถ้าเช่นนั้นเวลานี้ก็ต้องอยู่รับใช้ไท่ซ่างหวงสิเหตุใดถึงมายืนอยู่ตรงนี้กันเล่า’
"พระชายาไท่ซ่างหวงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" ฉางกงกงรีบเข้ามารายงานทันทีเมื่อเห็นพระชายาฉินเดินออกมาจากห้องทรงพระอักษร
'ไท่ซ่างหวงเรียกหาอย่างนั้นหรือ’
"ท่านกงกงข้าเคยไปทำสิ่งใดล่วงเกินให้พระองค์โกรธเคืองหรือไม่" เมื่อไม่แน่ใจว่าเจ้าของร่างเดิมนี้เมื่อก่อนได้ก่อเรื่องสร้างราวใดๆ ทิ้งเอาไว้หรือไม่ จึงจำเป็นต้องเอ่ยถามออกไปด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย
"หามิได้พ่ะย่ะค่ะพระชายา พระองค์แค่ทรงต้องการสนทนาด้วยก็เท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ"
เหล่าราชวงศ์คนชั้นสูงไม่มีทางที่จะเรียกเข้าพบเพียงเพื่ออยากจะพูดคุยด้วยเท่านั้นคงต้องมีเรื่องอะไรให้นางได้ปวดหัวอีกอย่างแน่นอน เมื่อครู่ก็เพิ่งจะถูกบังคับให้เดินทางไปชายแดนเหนือมาครั้งนี้จะถูกบังคับให้ทำสิ่งใดอีกกันเล่า
"โว้ย! ข้าอยากจะบ้าตาย" นางขยี้ผมแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดใจจนกงกงทั้งสองจ้องมองด้วยความตื่นตกใจ
‘เหตุใดพระชายาถึงไม่รักษากิริยาของสตรีชั้นสูงเฉกเช่นสตรีคนอื่นๆ เลยนะ’
"เอาล่ะท่านนำทางข้าไปเถอะ" หลังระบายอารมณ์กับศีรษะของตัวเองแล้วก็เอ่ยบอกกับฉางกงกงต่อทันที
"พ่ะย่ะค่ะพระชายา"
นางกดๆ เส้นผมที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยก่อนจะเดินตามฉางกงกงไปยังตำหนักซูหนิง ตำหนักแห่งนี้ห่างไกลจากตำหนักหน้าพระราชวังเป็นอย่างมาก
ตรงหน้าของนางนี้เป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่การตกแต่งตำหนักไม่หรูหราจนเกินไปคงไว้ด้วยศิลปะที่สวยงามของลวดลายเนื้อไม้ดูแล้วสบายตาเป็นอย่างยิ่ง
นางเดินเข้าไปในพระตำหนักก่อนที่สองเท้าจะก้าวข้ามธรณีประตูไปก็เห็นฉางกงกงหันหลังกลับมามองนางด้วยความรวดเร็ว
เรือนไม้เชิงเขาชายแดนเหนือ (ห่างออกไปราวสองลี้[1])ภายในเรือนไม้หลังน้อยที่โอบล้อมไปด้วยต้นเหมยแดง กลิ่นหอมฟุ้งของยาสมุนไพรผสานกลิ่นดอกไม้ป่ากรุ่นอบอวลไปทั่วห้องร่างของสตรีในชุดชาวบ้านธรรมดาเนื้อนุ่มกำลังขยับแพขนตาขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยฉายประกายความเจ็บปวดและตรอมใจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง ดวงตาคู่สวยมองลอดหน้าต่างออกไปเห็นทิวทัศน์หิมะอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งกำแพงสีชาดและหลังคากระเบื้องเคลือบของวังหลวงที่เคยจองจำนางไว้"ฟื้นแล้วหรือเพคะ..."น้ำเสียงสดใสและนุ่มนวลดังขึ้นจากมุมห้อง เด็กสาวแปลกหน้าทว่ากลับแจ่มชัดในความทรงจำ... เด็กสาวที่เคยรับใช้นางในตำหนักบูรพา ผู้ที่นางเคยช่วยชีวิตไว้จากโรงซักล้าง เวลานี้นางมาทำหน้าที่รับใช้อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง"เจ้า..."เด็กสาวเปรยยิ้มบาง ๆ น้ำตาที่อดกลั้นไว้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจหยุดได้ นางก้าวเข้ามาหาพร้อมถ้วยชาโสมร้อนในมือ"พระชายา ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที... ไม่สิ ยามนี้ต้องเรียกว่าคุณหนูซ่งแทนแล้วกระมังเพคะ"อดีตพระชายารัชทายาทขมวดคิ้วเบา ๆ พลางยกมือขึ้นกุมอก"ข้า...ข้ายังไม่ตายหรือ? แล้วยาพิษนั่น...""ท่านสิ้นใจไปแล้วในสายตาของคนทั้งแผ่นดิน
- ห้าปีผ่านไป -สายลมทะเลพัดผ่านผืนผ้าใบหนาหนักของเรือสำเภาลำเขื่อง ธงผืนใหญ่สะบัดพลิ้วตามแรงลมผสานเสียงคลื่นกระทบกราบเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เรือสินค้าขนาดใหญ่ของตระกูลฮั่วกำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นทางใต้ การเดินทางรอนแรมบนผืนน้ำสีครามเข้มดำเนินมาจนเข้าสู่วันที่สิบห้าที่ดาดฟ้าเรือชั้นบน ฉินอ๋องยืนเอามือไพล่หลังสายตาทอดมองเส้นขอบฟ้าที่พร่าเลือนไปด้วยไอแดด เสื้อคลุมสีเข้มปลิวไสวใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายอันกว้างใหญ่ของท้องทะเล"ป่านนี้ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อจะทรงเลิกบ่นท่านหรือยัง ทอดทิ้งงานราชกิจที่แน่นขนัดมาเช่นนี้"น้ำเสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ลู่เหยียนซินก้าวเดินอย่างระมัดระวังบนพื้นไม้กระดานที่โคลงเคลงเล็กน้อยในมือประคองถ้วยชาอุ่นร้อนเอาไว้ฉินอ๋องหันกลับมาทันที เขาสาวเท้าเข้าไปหาพร้อมยื่นมือหนาประคองเอวบางของนางไว้หลวม ๆ กันพลาดพลั้ง"เจ้าจะไปห่วงตาแก่ที่วัน ๆ เอาแต่จมอยู่กับกองฎีกาคนนั้นทำไมกัน ห้าปีมานี้ข้าช่วยเคี่ยวกรำทำงานในฐานะผู้สำเร็จราชการให้จนแทบไม่ได้พัก คราวนี้พาครอบครัวออกมาพักผ่อนทั้งที เลิกพูดถึงพระองค์ได้แล้วน่า…”
-เช้าวันถัดไป-ภายในอุทยานหลวง ไท่ซ่างหวงประทับยืนเอามือไพล่หลังทอดพระเนตรมองฉินอ๋องที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาหาพระองค์ก่อนจะตรัสขึ้นมาว่า“ข้าประกาศราชโองการแต่งตั้งเหลนชายคนนี้เป็นหวงไท่ซุนไปแล้ว ทว่าพวกขุนนางเฒ่ากลับเริ่มถวายฎีกา คัดค้านอ้างธรรมเนียมเดิมว่ารัชทายาทน้อยต้องย้ายเข้าตำหนักบูรพาเพื่อศึกษาร่ำเรียน... ช่างน่าแปลกเสียนี่กระไร” ไท่ซ่างหวงตรัสเสียงเรียบ ทว่าสายพระเนตรกลับแฝงรอยขำขันอยู่ประปราย“แปลกอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”ไท่ซ่างหวงหันมามองหลานชายก่อนจะประทับลงบนเก้าอี้หิน แล้วตรัสต่อว่า“อันที่จริงฎีกาเหล่านั้นควรจะคัดค้านเรื่องแต่งตั้งทารกเป็นรัชทายาทมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลายเป็นพร้อมใจกันสนับสนุน แล้วเร่งรัดให้พวกเจ้าย้ายเข้าตำหนักบูรพาไปเสียได้... แล้วเจ้าเล่า คิดจะย้ายจวนตามความเห็นของขุนนางเหล่านั้นหรือไม่”ฉินอ๋องเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรด้วยสายตามุ่งมั่น“เสด็จปู่เวลานี้ตำหนักบูรพาเพิ่งจะแปดเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและกิเลสอันโสมม หลานไม่ต้องการให้ลูกชายเติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำประจบสอพลอของเหล่าขันที หรือวังวนเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางเฒ่าพวกนั้นจนต้องกลายเป็นคนขลาดเขลาและโหดเหี้ยมเหม
“และเสด็จปู่ทรงมีราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทคนใหม่แล้ว”“อย่างนั้นหรือเพคะ แล้วท่านต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่ตำหนักบูรพาหรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหรือกังวลใจแม้แต่น้อยชายหนุ่มพลิกกายของนางให้หันกลับมาสบตากัน แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความเย็นชาเหลืออยู่ มีเพียงความอบอุ่นและรักมั่นเพียงผู้เดียวที่มอบให้นาง มือหนาเอื้อมไปลูบแก้มเนียนเบาๆ“ข้าปฏิเสธตำแหน่งนั้นไปแล้ว...ข้าบอกเสด็จปู่ว่าข้าต้องการเพียงจวนหลังเล็กๆ ที่มีเจ้า มีลูก และข้าจะไม่มีวันรับสตรีใดเข้ามาให้เจ้าต้องเป็นทุกข์เด็ดขาด”คำสารภาพอันหนักแน่นทำให้ลู่เหยียนซินแย้มยิ้มหวาน แววตาสั่นคลอนด้วยความตื้นตันในความรักของเขา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้ฉินอ๋องต้องเลิกคิ้วขึ้นชายหนุ่มลอบยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงละมุนแกมเอ็นดูหมายจะเห็นสีหน้าประหลาดใจของนาง“แต่ข้าถูกเสด็จปู่ดัดหลัง...พระองค์ไม่บังคับข้า ไม่ส่งสตรีนางใดมาให้เรายุ่งเหยิงทว่าพระองค์ทรงแต่งตั้งเยว่เหวินหลงลูกชายของเราขึ้นเป็นหวงไท่ซุนโดยตรง ส่วนข้าต้องดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คอยแบกฎีกากองโตและปกป้องบัลลังก์ใ
บรรยากาศ ณ ห้องรับรองลับโรงน้ำชาชื่อดังในเมืองหลวงกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศโชยอบอวลไปทั่วทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องขุนนางใหญ่สามสี่คนในชุดลำลองใบหน้าถอดสี พวกเขานั่งล้อมวงพลางลอบมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ราวกับกลัวว่าเงาร่างขององครักษ์ทมิฬจากจวนฉินอ๋องจะโผล่ออกมาจากเงามืด“ปัดโธ่เอ๋ย! ใครจะไปคาดคิดว่าแผนการของไท่ซ่างหวงจะล้ำลึกถึงเพียงนี้!”เสนาบดีกรมพิธีการทุบโต๊ะเบาๆ ด้วยความเจ็บใจ“ก่อนหน้านี้พวกเราอุตส่าห์ส่งคนไปทาบทาม ประจบประแจง หวังจะส่งลูกสาวตระกูลใหญ่เข้าไปเป็นพระชายารองในจวนฉินอ๋อง เพราะมั่นใจว่าหลังจากอดีตรัชทายาทถูกปลดเก้าอี้มังกรย่อมต้องตกเป็นของฉินอ๋องแน่ๆ!”“นั่นน่ะสิ” ใต้เท้าหลี่แห่งกรมมหาดไทยเอ่ยสมทบพลางเอามือลูบอกด้วยความเสียวสันหลัง“ข้าถึงขั้นเตรียมสินเดิมทองคำนับสิบหีบกะจะยกเกื้อหนุนอำนาจให้พระองค์ ที่ไหนได้พอราชโองการประกาศออกมากลับสถาปนาซื่อจื่อตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกขึ้นเป็นหวงไท่ซุนข้ามหัวคนเป็นพ่อไปเสียอย่างนั้น!”“พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?” ใต้เท้ากู้เสนาบดีกรมกลาโหมเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานเอ่ยขัดเสียงเข้ม ใบหน้าของเขาเต็มไป
“มาแล้วหรือ...”น้ำเสียงทรงอำนาจแผ่วเบาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยพระพักตร์“ข้าก็นึกว่าเจ้าจะแกล้งทำเป็นคนตาบอดหูหนวก ยอมอุ้มพระชายากับเหลนน้อยทั้งสองของข้าหนีออกจากเมืองหลวงไปเสียตั้งแต่เมื่อคืน”ฉินอ๋องยิ้มเจื่อนพลางคุกเข่าลงถวายบังคมอย่างนอบน้อม ก่อนจะลุกขึ้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกระดานหมากตามพระราชานุญาต“เสด็จปู่ตรัสล้อข้าเล่นแล้ว... ยามนี้ในวังหลวงยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้ ข้าจะกล้าทิ้งเสด็จปู่ไปได้อย่างไร”ฉินอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจ้องมองเม็ดหมากบนกระดาน“แต่หากเป็นเรื่องตำแหน่งรัชทายาท...หลานขอเรียนตามตรงว่า หลานไร้ซึ่งความทะเยอทะยานในบัลลังก์ทองนั้นจริงๆ พะย่ะค่ะ”ไท่ซ่างหวงทรงวางเม็ดหมากสีดำลงบนกระดานดัง ‘แค้ก’ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย“เจ้าไม่อยากได้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่มีคนให้เลือกแล้ว เสด็จพี่รองของเจ้าก็ดีแต่เฝ้าเมีย เจ้าสี่ก็วันๆ คิดแต่เรื่องของกิน...หากไม่ยกให้เจ้าจะให้ข้าส่งแผ่นดินนี้ให้ใคร?”“เสด็จพี่รองหรือเจ้าสี่ แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าจะอบรมไม่ได้” ฉินอ๋องพยายามปัดภาระ“หรือหากเสด็จปู่และเสด็จพ่อทรงเห็นว่ายามนี้ยังไร้ผู้ที่เหมาะสม...เหตุใดจึงไม่ทอดสายตาทอดมองไป







