เข้าสู่ระบบ"แต่ก่อนเจ้าบังคับให้บิดาของเจ้าขอพระราชทานสมรสกับข้า มาวันนี้อยากจะหย่าก็หย่าง่ายๆ อย่างนั้นหรือ”
"แล้วท่านอ๋องจะเอาอย่างไรกันล่ะเพคะในเมื่อข้าต้องการหย่าท่านก็ไม่หย่า ถ้าเช่นนั้นจากนี้ไปหากว่าข้าตามตอแยท่านอีกท่านก็อย่ามาหาว่าข้าน่ารำคาญก็แล้วกัน!" พูดจบก็เดินออกไปจากวังไม่รอเขาเลยสักนิด
นางยอมรับว่ารู้สึกโกรธเขามากไม่เข้าใจอ๋องบ้าผู้นั้นเลยสักเพียงนิด ไม่ใช่ว่าเขาต้องดีใจหรอกหรือที่นางจะหย่าแล้วที่เขาพูดออกมาเช่นนั้นมันหมายความว่าอย่างไรกัน!
อ๋องฉินไม่พูดสิ่งใดต่อเขาเดินตามนางไปจนถึงหน้าประตูวังหลวงก่อนจะยื่นมือไปรับอาชาประจำกายมาจากทหารผู้ดูแล แล้วยื่นมือหนาคว้าเอวบางของนางอุ้มขึ้นมานั่งบนหลังม้าก่อนที่ชายหนุ่มจะกระโดดขึ้นมาซ้อนด้านหลังด้วยความรวดเร็ว
หญิงสาวเอี้ยวคอหันกลับไปมองเขาก็พบเข้ากับสายตาเย็นชาที่ยากจะอ่านออกระหว่างทางกลับจวนคนทั้งคู่ไม่แม้แต่จะสนทนากันสักคำสร้างความอึดอัดใจให้แก่ลู่เหยียนซินไม่น้อย
‘ก็แค่พูดเรื่องหย่าเหตุใดต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยแปลกคนเสียจริง’
-จวนอ๋องฉิน-
เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนเป็นอ๋องฉินที่รับนางลงจากหลังม้าเช่นเคย นางกล่าวขอบคุณแต่ก่อนที่จะเดินเลี่ยงไปยังเรือนของตนเองก็ถูกอ๋องฉินเรียกไว้เสียก่อน
"เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีเช้ามืดวันพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางไปเมืองจี้โจวกับข้า"
"เร็วเช่นนั้นเลยหรือเพคะ"
"ชีวิตผู้คนไม่สามารถรอได้" พูดจบเขาที่กำลังจะเดินกลับไปยังตำหนักฉางหมิงก็ได้ยินลู่เหยียนซินถามขึ้น
"ต้องไปนานเท่าใดอย่างนั้นหรือ"
"ครึ่งปีหรืออาจจะหนึ่งปี"
‘นานถึงเพียงนั้นเชียวหรือ’
อ๋องฉินไม่พูดต่อปล่อยให้นางยืนเหม่ออยู่ลำพังแล้วเดินเลี่ยงไปสั่งการให้ทหารจัดเตรียมกองกำลังไปยังชายแดนทันที
"ท่านอ๋องต้องพาพระชายาไปด้วยเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ" ชิงอีองค์รักษ์คนสนิทของอ๋องฉินถามขึ้น
"พระชายาเป็นสตรีทั้งยังไม่มีวรยุทธ์ไปแล้วจะช่วยอะไรท่านอ๋องได้กันพ่ะย่ะค่ะ" เฟยหยาก็อดไม่ได้ที่ถามออกมาเช่นกัน อ๋องฉินไม่สนใจคำพูดของคนสนิทเขามองไปเส้นทางมุ่งสู่เรือนซินหยางพลางยิ้มเจ้าเล่ห์
"ใช่ นางเป็นสตรีที่ไม่มีวรยุทธ์ไปที่นั่นคงสร้างความลำบากให้นางไม่น้อย"
องค์รักษ์คนสนิททั้งสองมองหน้ากันไปมา อ๋องฉินละสายตาจากเรือนซินหยางก่อนจะมุ่งหน้าเดินเข้าไปในเรือนใหญ่ทันที
เมื่อครู่เขาแค่หาเหตุผลให้องค์รักษ์ทั้งสองหยุดซักไซ้เขาก็เท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องหย่ายังไม่ใช่ตอนนี้เขาต้องได้ประโยชน์จากนางก่อนถึงจะยอมปล่อยนางไปได้
-เช้าวันต่อมา-
"พระชายาทายาอีกสักหน่อยเถอะนะเพคะ ยังต้องนั่งอยู่บนรถม้าทั้งวันแผ่นหลังของท่านต้องระบมอีกเป็นแน่"
"พอแล้ว ไว้ค่อยทาทีหลังเถอะรีบไปขึ้นรถม้ากันจวนจะได้เวลาออกเดินทางแล้ว เจ้าเตรียมข้าวของๆ ข้าครบแล้วใช่หรือไม่"
"ครบแล้วเพคะพระชายา"
"ไม่รู้เลยว่าต้องไปนานเท่าใดเมื่อวานข้ายุ่งๆ จนลืมส่งข่าวให้ท่านพ่อเสียสนิทเลย"
"พระชายาไม่ต้องทรงเป็นกังวลเพคะเรื่องที่ท่านอ๋องกับพระชายาต้องเดินทางไปยังชายแดนเหนือเวลานี้ล่วงรู้กันทั้งเมืองแล้วล่ะเพคะ"
"หืม ใครกันช่างปากไวเช่นนี้เพียงแค่คืนเดียวรู้กันทั่วทั้งเมืองเลยเช่นนั้นหรือ"
ลี่ถิงได้แต่ยิ้มแห้งนางไม่กล้าบอกว่าข่าวที่แพร่สะพัดไปนี้เป็นฝีมือของคุณหนูหยางเพราะกลัวว่าพระชายาจะโกรธหยางซูฉินจนก่อเรื่องขึ้นมาอีกนั่นเอง
เมื่อเดินออกมาจากเรือนซินหยางก็มองเห็นบ่าวในจวนช่วยกันยกหีบสัมภาระขึ้นบนรถม้ากันขวักไขว่ข้าวของรุงรังเต็มไปหมดเมื่อพวกเขาหันมาเห็นนางจึงรีบทำความเคารพ ลู่เหยียนซินโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องสนใจนางพวกเขาจึงรีบไปทำงานต่อทันที
ลู่เหยียนซินรีบเร่งฝีเท้าไปขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวนเพื่อออกนอกเมืองไปสมทบกับกองกำลังทหารของอ๋องฉินอีกทีหนึ่ง
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตูเมืองนางก็รีบเปิดม่านประตูชะเง้อคอออกมามองนอกรถม้าทันที สายตาของนางจับจ้องไปยังลานกว้างข้างหน้ามองเห็นกลุ่มเหล่าทหารกล้ารูปร่างโปร่งสูงสมส่วนแข็งแรงอกผายไหล่ผึ่งกำลังยืนจัดขบวนกันอยู่อย่างละลานตาเต็มไปหมด
สายตาของนางจ้องมองความองอาจของพวกเขาเหล่านั้นด้วยดวงตาเป็นประกายจนลืมไปว่าตนเองกำลังจะลงจากรถม้า ไม่ทันระวังก้าวเท้าพลาดสะดุดกับขอบรถม้าเป็นอ๋องฉินที่ยื่นมือมารับนางไว้ได้ทัน
"ซุ่มซ่ามเสียจริง"
นางมุ่ยหน้าให้เขาลังเลที่จะขอบคุณเขาดีหรือไม่ ‘ปากแบบนี้…ไม่ดีกว่า’
"เช้านี้ปากท่านรับประทานสุนัขเข้าไปหรือเพคะท่านอ๋อง"
"ลู่เหยียนซิน!"
"ฮ่าๆๆ" นางรู้สึกสะใจอยู่บ้างที่ได้ด่าเขาออกไปก็เล่นบังคับให้เดินทางไปกับเขาทางอ้อมเช่นนี้ ความรู้สึกอึดอัดอัดอั้นใจที่นางมีจะต้องได้ระบายออกมาบ้างถึงจะคุ้มค่ากับที่นางนั่งเคร่งเครียดมาทั้งวันทั้งคืน
นางถอยหลังออกวิ่งตรงไปยังรถม้าคันใหญ่คันงามที่มีชิงอียืนประกบอยู่กับทหารสองสามคนที่คอยตรวจตรารถม้ากันอยู่รอบคันรถ
"ข้าอยากจะบ้าตาย" อ๋องฉินส่ายหัวให้กับกิริยาเหมือนม้าดีดกระโหลกของนางตั้งแต่ถูกโบยคราวก่อนพอฟื้นขึ้นมาก็เหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตกลงแล้วนางคือลู่เหยียนซินตัวจริงหรือนางเป็นใครกันแน่นะ
วันนี้ลู่เหยียนซินสวมชุดกระโปรงสีฟ้าสดใสนางไม่ได้แต่งตัวหรูหราแต่ปักเครื่องประดับเพียงปิ่นหยกมรกตชิ้นเดียวเท่านั้น
ความสดใสร่าเริงของนางที่แสดงออกมาในวันนี้ทำให้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะทำให้นางรู้สึกทรมานในการเดินทางในครั้งนี้หรือกำลังทำให้นางรู้สึกสนุกอยู่เป็นแน่ ก่อนที่เขาจะเดินตามนางไปก็ได้ยินเสียงเรียกของสตรีนางหนึ่งดังแว่วอยู่ข้างหู
"ท่านอ๋องเพคะ ท่านอ๋องให้หม่อมฉันตามไปด้วยได้หรือไม่" เสียงหวานใสมาพร้อมกับใบหน้าใสซื่อของหยางซูฉินสีหน้าของนางแสดงถึงความโศกเศร้าอย่างที่สุด
"ไปครั้งนี้ไม่แน่นอนถึงเวลากลับเจ้าเป็นสตรีทั้งยังไม่ออกเรือนจะเดินทางร่วมกับข้าคงไม่เหมาะเท่าใดนักอีกทั้งเส้นทางข้างหน้าทุรกันดารยิ่ง ข้าไปเพื่อทำตามราชโองการของฮ่องเต้เจ้ารอข้าอยู่ที่เมืองหลวงนี้เถอะ" เสียงอบอุ่นของบุรุษกล่าวปลอบประโลมหญิงสาวตรงหน้า
ลู่เหยียนซินคงจะไม่รู้สึกอะไรหากนั่นไม่ใช่เสียงของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของนางที่กำลังแสดงออกถึงความห่วงใยกับสตรีคนอื่นอยู่
แต่แล้วลู่เหยียนซินก็เพิ่งนึกขึ้นได้ คำปลอบประโลมของอ๋องฉินเมื่อครู่นี้ทำให้นางฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ
'อันตรายอย่างนั้นหรือ หากมีอันตรายแล้วเหตุใดถึงยังให้ข้าไปด้วยกันล่ะคนผู้นี้ต้องการเห็นข้าลำบากหรือต้องการแอบสังหารข้ากันแน่!'
องค์รัชทายาทย่างกรายเข้าไปในห้องทรงอักษรโดยมีองค์รักษ์คนสนิทที่รอคอยผู้เป็นนายอยู่ก่อนหน้านี้รีบเดินตามเข้าไปด้วย“องค์รัชทายาทกระหม่อมมีเรื่องจะมารายงานพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไร”“กระหม่อมส่งคนไปสอดส่องที่จวนของอ๋องอี้แล้วแต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะป้องกันเอาไว้แน่นหนามิอาจเข้าไปภายในได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”“อย่าใจร้อนค่อยเป็นค่อยไป”“แต่หากว่าทิ้งไว้แบบนี้พระชายาอี้จะไม่คลอดก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”“คลอดแล้วอย่างไรเวลานี้คนที่เป็นองค์รัชทายาทก็คือข้า ไม่ใช่อ๋องอี้ไม่ใช่อ๋องฉินมีสิ่งใดต้องกังวล”“แต่ว่า”“พอได้แล้วข้าต้องการพักผ่อนเจ้าออกไปก่อน”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์รัชทายาทนั่งลงบนเก้าอี้มังกรทองคำก่อนจะหลับตาลงพลางนึกไปถึงใบหน้าอ่อนโยนของพระชายาในเมื่อก่อน ที่เขาพยายามทำให้หนทางเพื่อให้ตำแหน่งนี้มั่นคงก็ไม่ใช่เพราะนางหรอกหรือ เหตุใดนางถึงได้มีท่าทีเฉยเมยกับเขาเช่นนี้กันและแล้วงานชมดอกไม้ก็มาถึง งานนี้ถูกจัดขึ้นในพระราชฐานชั้นในมีฮองเฮาเป็นแม่งานโดยมีเหล่าพระสนมรวมไปถึงองค์หญิงมาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น“พระชายาซุนไม่เห็นท่านเข้าวังนานแล้วรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”“ไม่ได้พูดคุยกันตั้งนานข้าเองก็คิ
ตำหนักเหลียนฮวา“องค์รัชทายาทเสด็จกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”พระชายารัชทายาทที่กำลังนั่งจัดแจกันดอกไม้อยู่ในห้องโถงของตำหนักนั้นได้เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทของตนพลางปาดเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผากออกพักนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองนั้นแปลกไปรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายมากขึ้น หมอหลวงที่มาตรวจอาการก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบความผิดปกติใดๆ เลยสักเพียงนิดเมื่อก่อนอาจจะเป็นเพราะว่านางคิดมากเรื่องการมีลูกมากเกินไปจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง แต่เมื่อพักหลังมานี้ที่องค์รัชทายาทเริ่มเปลี่ยนไปนางก็เริ่มปลงตกเลิกคิดฟุ้งซ่านในทุกวันจึงหางานในวังทำเพื่อไม่ให้จิตใจว้าวุ่นแต่เหตุไฉนถึงยังมีอาการเหมือนเดิม‘หรือเพราะว่านางพักผ่อนไม่เพียงพอกระนั้นหรือ’“ใช่แล้วเพคะพระชายา”สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเล็กพูดขึ้น เด็กสาวมีสีหน้ากังวลอยู่ไม่น้อยเพราะก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทจะห่างเหินกับผู้เป็นนายของตนและเวลานี้ยิ่งเขากลับมาแล้วแต่พระชายาไม่ได้อยู่ต้อนรับนั่นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงหรือไม่และยิ่งไปกว่านั้นคือคนที่องค์รัชทายาทไปพบเป็นคนแรกดันเป็นซูม่านเห
เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มที่ลู่เหยียนซินเดินทางไปมาระหว่างจวนอ๋องอี้และจวนอ๋องซุน เพราะรถม้าของจวนอ๋องฉินอยู่ๆ ก็พังจนใช้งานไม่ได้ครั้นอยากจะซื้อใหม่ก็ดูเหมือนว่านางยังต้องเก็บเงินสำหรับการสร้างโรงหมออีกมากจึงไม่อยากเสียเงินซื้อของที่ยังไม่จำเป็นในเวลานี้และโชคยังดีที่อ๋องอี้ส่งรถม้ามารับนางและคอยกำชับให้สารถีดูแลรับส่งนางไปที่จวนของอ๋องซุนด้วยทำให้หญิงสาวคลายกังวลลงไปมาก“เหยียนเอ๋อวันนี้เจ้าพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”เสียงของอ๋องฉินดังไล่หลังมา หญิงสาวหันไปมองเขาเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปปิดกล่องยาแล้วแบกขึ้นมาสะพายที่ไหล่เอาไว้“ข้าจะไปที่จวนของอ๋องซุนเสียหน่อยดูสิว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”“ข้าคิดว่าเจ้าจะไปที่จวนพี่รองเสียอีก”“เมื่อวานข้าให้ยาบำรุงเผื่อเอาไว้ให้พระชายาอี้สำหรับกินสามสี่วันแล้ว”“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่”“อาการตั้งครรภ์ไม่น่าเป็นห่วงแต่เมื่อไหร่ท่านจะบอกข้าเสียทีว่าเมื่อก่อนเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเรากันแน่” ลู่เหยียนจ้องมองเขาสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อไร้เดียงสาของนางยิ่งทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนนั้นนางน่าจะลืมไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ความทรงจำ
ลู่เหยียนซินจับชีพจรของพระชายาอี้ได้เพียงไม่นานก็ระบายยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหยิบเอากล่องยาข้างกายของตนขึ้นมาวางบนตัก แล้วหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาหนึ่งกระบอกพลางไล่อากาศออกจนมองเห็นน้ำในหลอดบางส่วนกระเซ็นออกมาพระชายาอี้จ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายตาโตโดยที่ไม่รู้เลยว่ามืออีกข้างของลู่เหยียนซินดึงสาบเสื้อของนางลงตั้งแต่เมื่อไหร่พระชายาอี้รู้สึกได้ถึงความเย็นจากบางสิ่งหญิงสาวก้มหน้าลงไปก็เห็นมือขาวๆ ของลู่เหยียนซินถือของบางอย่างที่มีสีขาวสะอาดตานุ่มละมุนแต่กลับเย็นสบาย นางถูวนรอบหัวไหล่เพียงไม่นานไม่ทันที่พระชายาอี้จะเอ่ยถามลู่เหยียนซินก็ใช้เข็มในมืออีกข้างนั้นแทงไปที่แขนของนางอย่างรวดเร็ว“อ๊ะ! อะไรกันเนี่ย”“ข้าแค่ฉีดยาให้ท่าน อย่าได้กังวลไปเลยท่านอ๋องเองก็โดนบ่อย”“ห้ะ” สีหน้างุนงงของพระชายาอี้ทำเอาลู่เหยียนซินแอบขำเล็กน้อย“นางเป็นอย่างไรบ้างหรือ”อ๋องอี้ที่เดิมถูกอ๋องฉินชักชวนให้นั่งรอที่ห้องโถงรับแขกแต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มก็เดินกลับมาในห้องรับรองเพื่อมาเฝ้าดูอาการพระชายาอี้อีกครั้งสีหน้าวิตกของเขาทำให้ลู่เหยียนซินนึกไปถึงวันที่อ๋องฉินได้รับรู้ว่านางตั้งครรภ์ลูกแฝด คนทั้งคู่แม้จะต่างมารดาแ
“ว่าอย่างไร ข้ารอฟังอยู่”อ๋องฉินชั่งใจอยู่นานคิดว่าควรที่จะพูดกับไท่ซ่างหวงดีหรือไม่ สุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า“หลานคิดว่าในวังมีเด็กๆ น้อยเกินไปอยากจะมีลูกเพิ่มอีกสักสี่ห้าคนให้เสด็จปู่คลายเหงาท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”‘จะ เจ้าเด็กนี่!’ ไท่ซ่างหวงกัดฟันกรอดพยายามคิดเสียว่าเขาคงคาดหวังจากหลานชายผู้นี้มากจนเกินไป ชายแก่หลับตาลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วเงยพระพักตร์จ้องมองอ๋องฉินที่ไม่รู้ว่าย้ายไปนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องบรรทมตั้งแต่เมื่อไหร่‘นี่เขาแก่มากไปหรือไม่ประสาทรับรู้ถึงได้ถดถอยถึงเพียงนี้’“นี่คือสิ่งที่เจ้ากังวลอยู่กระนั้นหรือ”“หรือไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้เสด็จแม่ไหนจะเสด็จพ่อต่างก็รบเร้าให้เหล่าองค์ชายมีทายาทเร็วๆ แม้ว่าเสด็จพี่รัชทายาทจะยังไม่มีองค์ชายแต่องค์หญิงก็ใช่ว่าจะไม่มี”“เจ้าจะพูดอะไร” “หืม หลานก็พูดไปแล้วเสด็จปู่ไม่เข้าใจตรงไหน”เมื่อไท่ซ่างหวงที่คิดว่าหลานชายผู้นี้ไม่ได้เรื่องอยู่นั้นแต่เมื่อได้ฟังจากประโยคสุดท้ายและแววตาที่มองส่งมาก็ทำเอาเขารีบเปลี่ยนความคิดขึ้นมาทันทีอ๋องฉินจ้องมองไท่ซ่างหวงด้วยแววตาที่มีควา
“ก็รถม้าของจวนพี่รองของข้าอย่างไรเล่า ท่านเองก็เคยเห็นในตอนที่เขาใช้มันเดินทางไปที่วังหลวงในพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทมาก่อนนะ”“ข้าเคยไปงานนั้นด้วยหรือ”“พี่สะใภ้เรื่องพวกนี้ท่านลืมไปได้อย่างไรกัน”“คือว่าข้าอาจจะทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่ก็ตอนที่เกิดเรื่องในจวนอาจจะทำให้ข้าจดจำเรื่องราวบางอย่างในอดีตไม่ได้น่ะ”“เป็นเช่นนั้นเองหรือ”ลู่เหยียนซินพยักหน้าให้เขาพลางหันกลับไปมองที่รถม้าคันนั้นอีกครั้ง“พี่รองของข้าก็คือองค์ชายรอง อ๋องอี้อย่างไรเล่า”“แล้วเหตุใดท่านถึงทำท่าทางเหมือนตกใจที่เห็นเขาล่ะ”“ก็พี่รองไปอยู่ที่ชายแดนตะวันออกนานแล้วตั้งแต่ครั้งที่เสด็จพ่อแต่งตั้งองค์รัชทายาทเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงไปเลย ไม่คิดว่าอยู่ๆ ก็กลับมาน่ะสิถึงได้แปลกใจนิดหน่อย”“อย่างนั้นเองหรือ”“ว่าแต่พี่สะใภ้ท่านบอกว่ามีที่ที่ต้องไป จะไปที่ไหนงั้นหรือ”ลู่เหยียนซินหันมาจ้องมองน้องสามีอีกครั้งพลางระบายยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนร้านโอสถ“องค์ชายสี่เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น”“ข้าไม่ชอบกลิ่นยา”“หอมจะตายไป”“พี่สะใภ้จมูกของท่านน่าจะใช้การไม่ได้แล้วกระมังกลิ่นฉุนเพียงนี้มันจะหอมไปได้อย่างไรกันเล่า”เขาพูดพลางเอามื







