Mag-log in“ขอเรานั่งด้วยคนได้ไหม” ถามพร้อมรอยยิ้ม วางกล่องข้าวและน้ำเปล่าที่ตนเพิ่งสั่งมาจากโรงอาหารลงบนโต๊ะ
ต้องตาเงยหน้าขึ้นมองตะวันที่ยืนรอคำตอบจากตนอยู่ “อยากนั่งก็นั่งสิ เราไม่ใช่เจ้าของโต๊ะตัวนี้สักหน่อย” ตะวันฉีกยิ้มกว้างออกมาพลางเอ่ย “ขอบคุณนะ” “มานั่งกับเราแล้ว เธออาจจะกลับไปนั่งกับพวกนั้นไม่ได้อีกนะ” “ช่างสิ ไม่เห็นจะอยากนั่งกับพวกนั้นเลย คนเยอะนั่งเบียดกันอึดอัดจะตาย นั่งกับเธอแค่สองคนแบบนี้สบายใจกว่า” ต้องตายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับคำตอบของเพื่อนใหม่ “เอ้านี่! เราซื้อน้ำมาฝาก” ว่าพร้อมกับหยิบขวดน้ำขึ้นมาส่งให้ “ขอบใจนะ” ต้องตาพูดพร้อมกับยื่นมือมารับ “เธอเอาอาหารจากบ้านมาทานเองเหรอ ดีจังเลย มีแต่ของน่าทานทั้งนั้น” พูดพลางแกะกล่องอาหารของตนเองออก “ของเหลือ ๆ น่ะ บางวันเราไม่มีตังค์พอจะซื้อข้าวในโรงอาหาร เลยต้องพกจากบ้านมาทานเอง” ต้องตาเอ่ยบอกน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าตะวันรู้ว่ามันแฝงไปด้วยความขมขื่น “วันหลังเราต้องพกข้าวกล่องมาจากบ้านบ้างแล้วละ ดูสิกับข้าวที่โรงอาหารมีแต่ผักแทบจะไม่มีเนื้อหมูเลย” ตะวันว่าอย่างเซ็ง ๆ “คบกับเราเพราะความสงสารเหรอ” ต้องตาเอ่ยถามออกมาอีกครั้งหลังจากต่างคนต่างนิ่งเงียบไปพักใหญ่ “เราคบกับเธอเพราะเราสงสารตัวเองต่างหาก” ตะวันเอ่ยเสียงจริงจัง จนต้องตามองมาอย่างไม่เข้าใจ “เราสงสารที่จะต้องพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางทัศนคติแย่ ๆ ของคนพวกนั้นน่ะสิ ชอบตัดสินคนอื่นจากภายนอก ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นเลย” คำตอบของตะวันเรียกรอยยิ้มของต้องตาขึ้นมาในทันที “แล้วอีกอย่าง เราก็ไม่ใช่ลูกผู้ดีหรือเป็นคุณหนูมาจากไหนหรอก เราเป็นแค่เด็กที่ลุงจักษ์และครอบครัวอัศวภิญโญอุปการะไว้แค่นั้น รู้แบบนี้แล้วต้องตายังอยากเป็นเพื่อนกับเราไหมล่ะ” “อยากสิ! ขอบใจตะวันมากนะที่ยอมเป็นเพื่อนกับเรา ทั้งที่รู้ว่า คนอื่น ๆ ในห้องคิดยังไง” ต้องตาเอ่ยออกมาเสียงเครือ ปกติทุกคนมักจะพากันเมินเฉยหรือพากันหลีกเลี่ยงเพียงเพราะแค่คำว่าเธอจน แต่ตะวันกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเธอเอง และเปิดใจรับเธอเป็นเพื่อน ถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่าเป็นแค่เด็กที่ครอบครัวอัศวภิญโญอุปการะไว้ แต่ดูจากการแต่งตัวและข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่การมีคนขับรถคอยรับส่งที่โรงเรียน มันก็ทำให้รู้ว่าตะวันอยู่ในตระกูลอัศวภิญโญในฐานะที่ไม่ธรรมดา แต่ตะวันกลับลดตัวมาคบหาด้วย ไม่ได้รังเกียจเหมือนที่เพื่อน ๆ หลายคนแสดงออก ความสุขเล็ก ๆ ในใจที่ก่อตัวขึ้นทำให้ต้องตาอดตื้นตันไม่ได้ “เราต่างหากที่ต้องขอบคุณต้องตา ที่ยอมเป็นเพื่อนกับเด็กใหม่ อย่างเรา เราเรียนไม่ค่อยเก่งนะ เธอต้องติวให้เราเยอะ ๆ ด้วย ได้ข่าวว่าเธอเรียนเก่งไม่ใช่เหรอ” “ได้สิ ได้อยู่แล้ว” ต้องตารับคำหนักแน่น น้ำใส ๆ ที่พยายามกลั้นไว้ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “ต้อง! ร้องไห้ทำไม คนนี้รังแกอะไรเธอหรือเปล่า” นักเรียนชาย คนหนึ่งเดินเข้ามาถามพร้อมกับจ้องมาทางตะวันเขม็ง ร่างเล็กวางช้อนในมือลงทันทีเมื่อเจอกับสายตาไม่เป็นมิตรจากอีกฝ่าย “เปล่า ไม่ใช่ นั่งลงก่อน” ต้องตาหันมาบอกเพื่อนชายพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟังอย่างใจเย็น “คนนี้ชื่อสารัช เป็นเพื่อนข้างบ้านเราเอง แต่เรียนอยู่คนละห้อง ส่วนนี่ตะวัน เรียนอยู่ห้องเดียวกับเรา เพิ่งย้ายมาใหม่วันนี้” ต้องตาเอ่ยแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน “หวัดดี” สารัชเอ่ยทักทาย “หวัดดีเช่นกันจ้ะ” ตะวันทักทายกลับด้วยรอยยิ้ม ต้องตามองสารัชที่ทำเป็นตีหน้านิ่งเก็กหล่อแล้วก็หัวเราะคิกคัก คนเดียว ก่อนจะหันมาพูดกับเพื่อนใหม่เบา ๆ “หรือตะวันจะเรียกสาลี่ก็ได้นะ” ตะวันตาโตตกใจกับสิ่งที่ต้องตาบอก เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าเพื่อนชายที่จัดว่าหน้าตาดีตรงหน้าจะเป็นเพื่อนชายหัวใจหญิง เธอดูไม่ออกเลยจริง ๆ “พูดมากอีกแล้วนะหล่อน” สารัชเปลี่ยนโทนเสียงและทำท่า กะหลับกะเหลือกมาให้ “ชู่! ตะวันอย่าพูดไปล่ะ มีไม่กี่คนหรอกที่รู้เรื่องนี้” ต้องตาแกล้งยกนิ้วมาแตะปากตัวเองเบา ๆ เป็นเชิงว่าห้ามพูดต่อ ตะวันพยักหน้าหงึกหงัก “สัญญาจ้ะว่าจะไม่บอกใครแน่นอน”กระทั่งงานจบลงและตอนนี้คู่บ่าวสาวอยู่ในห้องด้วยกันสองคน คีรินทร์มองร่างบางที่ยืนหันหลังให้ ขณะกำลังแกะเครื่องประดับออกจากตัวอยู่ตรงกระจก ชายหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหา สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง สอดวงแขนแกร่งโอบกระชับเอวบางของอีกฝ่าย ลูบหน้าท้อง แบนราบอย่างเบามือด้วยความทะนุถนอม ตอนนี้ตะวันกำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ อยู่ หน้าท้องจึงยังไม่นูนทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าสาววันนี้กำลังมีทายาทตัวน้อยของอัศวภิญโญเข้าไปนอนเล่นฉีกแข้งฉีกขาอยู่ในพุง ชายหนุ่มซบใบหน้าลงกับซอกคอขาว พูดงึมงำชิดใบหู“ตะวันของพี่สวยที่สุดเลย” พูดจบก็สูดเอากลิ่นกายหอม ๆ เข้าไปจนเต็มปอด“ตะวันยังไม่ได้อาบน้ำเลยค่ะพี่คีย์” หญิงสาวรีบร้องห้ามด้วยรู้ดีว่าตอนนี้เนื้อตัวเธอคงเหนียวเหนอะหนะไม่น้อย“ไม่ต้องอาบก็หอม” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเริ่มแหบพร่าขึ้น มือที่โอบกระชับเอวอยู่ก็เริ่มซุกซนป้วนเปี้ยนไม่ยอมหยุด“พี่คีย์เมาแล้วนะคะ”มือของหญิงสาวที่แกะเครื่องประดับก่อนหน้าเลื่อนมาจับฝ่ามือร้อนที่กำลังซุกซนกับร่างกายของตนอยู่ คงเพราะไม่ได้ดื่มกับกลุ่มเพื่อน ๆ นาน ตะวันเลยปล่อยให้เขาดื่มไปพอสมควรตอนอยู่ในงานและดูจากสายตาฉ่ำปรือ น้ำเสียงอ้อแอ้และกล
วันฉลองมงคลสมรสของคีรินทร์ อัศวภิญโญ พ่อเลี้ยงหนุ่มของไร่แสนศิริสุขเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและสุขสันต์ เดิมทีชายหนุ่มต้องการจัดงานที่โรงแรมหรูประจำจังหวัด แต่ตะวันอยากให้จัดแบบเป็นกันเองภายในไร่มากกว่า เพื่อที่เหล่าคนงานจะได้ร่วมยินดีด้วย คีรินทร์รู้ดีว่าตะวันไม่เคยถือตัว และเป็นกันเองกับคนงานในไร่ทุกคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และถึงแม้หญิงสาวจะขอเอาไว้ว่าให้จัดงานเล็ก ๆ แบบเป็นกันเอง แต่ดูเหมือนว่างานที่จัดออกมาจะไม่ได้เล็กอย่างที่ต้องการ ด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมงานกว่าพันคนเธอคงลืมไปว่าทั้งจังหวัดแทบจะไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลอัศวภิญโญ ดังนั้นการจัดงานเล็ก ๆ เห็นทีคงจะทำไม่ได้ ที่สำคัญคนอย่างคีรินทร์คงไม่คิดจะจัดให้เล็กอยู่แล้ว เพราะเขาต้องการให้เกียรติผู้หญิงที่รัก และอยากประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่าตะวันคือผู้หญิงที่จะยืนเคียงข้างเขาไปทั้งชีวิต จากนี้ไปเธอคือแม่เลี้ยงของไร่แสนศิริสุขหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการในงานคู่บ่าวสาวพากันเดินมาทางโต๊ะของแขกคนสนิทซึ่งมีศรุต เผ่า อคินทร์ และอคิราห์ผู้เป็นน้องสาวนั่งอยู่ ก่อนแล้ว“ดีใจด้วยนะไอ้เสือ ในที่สุดก็เจอเหยื่อที่เอามึงอยู่หมัดจนได้”อคินทร์รีบเอ่ยดักท
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” คีรินทร์ค่อมศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงลา ก่อนจะพาตะวันเดินไปทางโต๊ะที่ยังว่างอยู่“พี่คีย์ใจร้าย รู้ทั้งรู้ว่าคุณแพรคิดยังไงด้วย แต่ก็ยังพาตะวันไปแนะนำกับท่านผู้ว่าฯ แบบนั้นอีก” ตะวันเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งสายตาค้อนมาให้ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้“ใจร้ายอะไรกัน พี่แค่แนะนำตามความจริง เรากำลังจะแต่งงานกันแล้วนะ ต่อไปตะวันก็ต้องออกงานพร้อมพี่ ยังไงท่านก็ต้องเจอตะวันอยู่แล้ว ยิ่งพี่ไม่แนะนำสิจะยิ่งดูน่าเกลียด” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับยื่นเมนูอาหารในมือให้“พี่คีย์อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยถามในขณะที่เลื่อนสายตาไล่อ่านเมนู ขี้เกียจจะเถียงกับเขาอีก“สั่งที่ตะวันชอบมาได้เลย พี่ทานได้ทุกอย่าง แล้วช่วงนี้ก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วย จำไว้ว่าตอนนี้เราไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว”“เดี๋ยวก่อนค่ะพี่คีย์ ประจำเดือนตะวันยังไม่มาก็จริง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าตะวันจะท้องจริง ๆ สักหน่อย บางทีมันอาจจะแค่เคลื่อนเพราะตะวันเครียด บางทีพรุ่งนี้...” เธอรีบเอ่ยแย้งเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มหมายถึงอะไร แต่ยังพูดไม่จบเสียงทุ้มก็ขัดขึ้นเสียก่อน“พี่มั่นใจครับว่าตะวันกำลังท้องลูกของพี่อยู่ พี่เชื่อในฝีมือตั
“งั้นเอาไว้ย่าจะหาฤกษ์ที่เร็วที่สุดให้” หญิงชราจำต้องเอ่ยออกมาอย่างจำยอม เห็นท่าทางของหลานชายแล้วก็ไม่อยากจะทำตัวใจร้ายคอยขัดขวางความสุข อีกนัยหนึ่งก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ในท้องของตะวันจะมีทายาทตัวน้อยของอัศวภิญโญเข้าไปนอนเล่นเหมือนอย่างที่หลานชายมั่นใจนักมั่นใจหนาไหม ทางที่ดีที่สุดก็คงต้องรีบตบแต่งให้เร็ว เพื่อกันข้อครหาของชาวบ้านชาวช่องจะดีกว่า อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” คีรินทร์พูดจบก็รีบดึงมือของตะวันให้ ลุกขึ้นยืนตาม“จะรีบไปไหนกันแต่เช้าล่ะนั่น” คนเป็นย่าอดเอ่ยถามไม่ได้เมื่อเห็นอาการรีบร้อนของคนเป็นหลาน“จะพาตะวันไปตัดชุดเจ้าสาวครับ” เขาตอบพร้อมกับจับมือของตะวันเดินออกไป ไม่สนใจสายตาของคนเป็นย่าเลยสักนิดว่าจะมองตามเช่นไร“แล้วก็เถียงว่าไม่ใจร้อน” คุณย่าประไพบ่นกับตัวเองเบา ๆ อย่างไม่จริงจังนัก ดวงตาฝ้าฟางเต็มไปด้วยประกายแห่งความพึงพอใจ ยาวนานเหลือเกินกับการเดินทางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ในที่สุดวันนี้สิ่งที่ท่านรอคอยก็สมหวัง จากเด็กสาวที่อุปการะไว้ในวันวาน วันนี้กำลังจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นหลานสะใภ้ ท่านมั่นใจว่าหลานชายของตนจะไม่มีวันทำให้หญิงสาวต้อง
หลังจากคีรินทร์ปรับความเข้าใจกับตะวันแล้ว วันต่อมา ชายหนุ่มจึงเดินจูงมือหญิงสาวเข้ามาหาประมุขของบ้านที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น เพื่อตั้งใจคุยกับท่านถึงฤกษ์แต่งงาน และแค่เห็นหลานชายเดินเข้ามาด้วยใบหน้าแต้มความสุข คุณย่าประไพก็นึกรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะคุยอะไรกับตน“คุณย่าครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” คีรินทร์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนที่จะหย่อนตัวลงกับโซฟาฝั่งตรงข้าม ข้าง ๆ กันมีตะวันซึ่งนั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตากับผู้อุปการะเพราะความเขินอายอยู่“ว่าไง มีเรื่องอะไรล่ะ หวังว่าจะเป็นเรื่องดี ๆ นะ” หญิงชราเอ่ยถาม มองหน้าหลานชายที่แววตาเปล่งประกายระยิบระยับไปด้วยความสุข ส่วนหญิงสาวในปกครองนั้นเอาแต่หลบสายตา ไม่บอกก็รู้ว่าคงประหม่าอยู่ไม่น้อย“ผมจะแต่งงานกับตะวันครับ” คีรินทร์บอกความต้องการของตนเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“จะแต่งได้ไง น้องกำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศไม่ใช่หรือ”คนเป็นย่าแกล้งเอ่ยค้าน“ไม่ไปแล้วครับ ตะวันจะเป็นเจ้าสาวของผมแทน และจะอยู่กับผมที่นี่ตลอดไป” คีรินทร์เองก็ไม่น้อยหน้า ตอบกลับคนเป็นย่าทันควันเช่นกัน“จะแต่งงานกับตะวัน ถามความเต็มใจของเจ้าตัวหรือยัง เราบังคับน้อง
คีรินทร์ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จะว่าไปตอนนั้น เจ้าหล่อนเองก็เป็นแค่เด็กมัธยมปลาย วุฒิภาวะการตัดสินใจอาจจะไม่ดีพอ ดังนั้นการเอาสร้อยเส้นนั้นไปขาย อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าหล่อนในตอนนั้นแล้วก็ได้“รับปากพี่ได้ไหม ว่าต่อไปนี้มีปัญหาอะไรให้บอก อย่าคิดแก้ปัญหาอะไรคนเดียวอีก” มือหนาลูบแก้มเนียนเบา ๆ“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ “แล้วทำไมพี่คีย์ถึงเอากล่องของขวัญไปวางไว้ในห้องของตะวันล่ะคะ?”“พี่มั่นใจว่าตะวันจะกลับมา” มั่นใจตั้งแต่คุณย่าประไพบอกว่าตัวเองหน้ามืดและไม่ค่อยสบายแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าคุณย่าของตนแข็งแรงดีแค่ไหน ให้เดินรอบไร่แสนศิริสุขกำลังยังเหลือ ๆ นึกขอบคุณที่สุดท้ายก็เห็นในความจริงใจของหลานชายคนนี้“ความจริงถ้าไม่มีเรื่องซะก่อน พี่ตั้งใจจะให้ตะวันเป็นของขวัญ วันรับปริญญา แต่พอรู้ว่าตะวันจะต้องกลับมาเลยใจร้อนรอไม่ไหว ที่สำคัญก็ไม่รู้ว่าตะวันจะได้เข้ารับปริญญาหรือเปล่า”ว่าพลางจ้องไปที่หน้าท้องแบนราบของอีกฝ่าย“เพราะอาจมีคีรินทร์ตัวน้อย ๆ เข้าไปนอนเล่นอยู่ข้างในนี้จน อุ้มท้องไปรับปริญญาไม่ไหวใช่ไหมคะ” ร่างบางถามขึ้น“รู้ด้วยเหรอว่าพี่คิดอะไรอยู่” ถามขึ้นอย่างตกใจที่เจ้าหล







