LOGINบ้านพรรณวัตรทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน พาขวัญก็เห็นแม่พิมกับภารันต์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่รีบลุกขึ้นทันที เพียงแค่เห็นใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงช้ำ และสีหน้าของน้องสาว ภารันต์ก็ไม่ต้องถามอะไรมากนัก เขาก็พอจะเดาได้ว่าน้องสาวคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น“ขวัญ...” แม่พิมเดินเข้าไปโอบกอดลูกสาว“เป็นยังไงบ้างลูก ไม่สบายตรงไหน”พาขวัญไม่ตอบในทันที เธอซบหน้าลงกับอกของแม่ หลับตาลง แล้วปล่อยให้ตัวเองนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ตลอดทางกลับบ้าน เธอพยายามไม่ร้องไห้ แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนที่รักเธอจริง ๆ ความเข้มแข็งที่ฝืนประคองเอาไว้ก็แทบหมดลงพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดของแม่ เธอเช็ดน้ำตาบนแก้ม แล้วมองหน้าแม่กับพี่ชาย“แม่คะ... พี่รันต์”“มีอะไร บอกแม่ได้นะลูก” แม่พิมลูบแขนเธอเบา ๆพาขวัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองหน้าท้องของตัวเอง ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา“ขวัญมีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่รันต์ค่ะ”ภารันต์ขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”พาขวัญเงยหน้าขึ้น“ขวัญท้องค่ะ”ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม่พิมนิ่งไป ส่วนภารันต์เหมือนหยุดหายใจ“...ว่าอะไรนะ”“ขวัญท้องค่ะ”
“ถ้าเธอไม่อยากอับอายไปตลอดชีวิต ก็ไปทำแท้งซะ... หรือไม่ก็ตามรอยน้องสาวฉันไปซะ ไปให้รถชนตายแล้วจบเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไปซะ!”คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว โดยเฉพาะคำว่าตามรอยน้องสาวฉัน พาขวัญมองผู้ชายตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา... คนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ราวกับไม่มีความผูกพันใดหลงเหลืออยู่เลยเธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มจนหมด ขยับกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง คราบน้ำตายังคงเปียกชื้นอยู่บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่โตกลับนิ่งสงบลงอย่างน่ากลัว ในเมื่อเขาเลือกที่จะจมอยู่กับความแค้นจนมืดบอด เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องยืนอ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกต่อไป“เข้าใจแล้วค่ะ...” พาขวัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว“คุณคิดว่าขวัญจะเอาเรื่องลูกมาล้อเล่น เพื่อรั้งผู้ชายอย่างคุณไว้จริง ๆ เหรอคะ”เศรษฐวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบยามได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของเธอ“หูตาคุณคงมืดบอดเพราะความแค้นจนมองไม่เห็นควา
เมื่อเข็มนาฬิกาบนโต๊ะทำงานบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเลิกงาน พนักงานคนอื่น ๆ ต่างทยอยเก็บกระเป๋าและเดินออกจากออฟฟิศไปจนหมด หลงเหลือไว้เพียงความเงียบงันและบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งชั้นภายในห้องทำงานผู้บริหาร แสงไฟส้มอ่อนสาดส่องกระทบกับร่างของเศรษฐวัฒน์ที่ยังคงนั่งก้มหน้าตรวจเอกสาร อัญยิกาไม่ได้กลับเข้ามากับเขาในตอนบ่าย พาขวัญยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา ลมหายใจของเธอติดขัดและสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความอ่อนแอไว้เป็นครั้งสุดท้าย“พี่ธันคะ...”เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เศรษฐวัฒน์ชะงักปลายปากกาในมือ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาคมกริบคู่ นั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นความรู้สึกใด ๆ“มีอะไร” เศรษฐวัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียดพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า แม้ขอบตาร้อนผ่าวจะเริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม“เรื่องที่...ที่คุณแองจี้พูดเมื่อกลางวัน เรื่องงานแต่งงานของพี่ธันกับเธอ...มันคือเรื่องจริงใช่ไหมคะ”เศรษฐวัฒน์นิ่งอึ้งไปชั่ววินาที สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ เขารู้ดี
“เพราะฉะนั้น...ตำแหน่งเลขาส่วนตัวก็คงต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักหน่อย”ปลายนิ้วของพาขวัญจิกเข้าหากันแน่นจนเกร็ง อัญยิการะบายยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาเจ็บปวดนั้น “แต่คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ” น้ำเสียงของเธอกลับฟังดูอ่อนโยนอย่างน่าขนลุก “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อแย่งงานคุณ” เธอหยุดจังหวะ แล้วตอกย้ำประโยคถัดมาอย่างเน้นย้ำ “ฉันแค่กำลังเข้ามารับตำแหน่งที่ควรเป็นของฉัน” อัญยิกายังคงยิ้ม “คุณเข้าใจใช่ไหมคะ”ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ สายตาของพาขวัญเลื่อนต่ำลงมองมือของตัวเอง มืออีกข้างค่อย ๆ ขยับไปแตะกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างเก้าอี้โดยอัตโนมัติ... ภายในนั้นมีซองเอกสารจากโรงพยาบาล และแผ่นผลตรวจขึ้นสองขีดที่เธอยังไม่มีโอกาสได้บอกใคร'ฉันกับคุณธันกำลังจะแต่งงานกันค่ะ' ประโยคนั้นตอกย้ำดังก้องอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน พาขวัญเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว หากเขาตกลงใจจะแต่งงานกับหญิงอื่นแล้ว... เรื่องสำคัญที่เธอกำลังจะบอกเขา จะยังคงมีความหมายอะไรอีก เธอค่อย ๆ ลูบกระเป๋าแล้วละมือลง ปล่อยให้มันซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะเงียบ ๆ ไม่ให้ใครได้ทันสังเกตเห็น โดยเฉพาะชายหนุ่มที่กำลังเดินกลับเข้ามาในห้องเสียงฝีเท้าหนักแน่นอั
พาขวัญมาถึงห้องทำงานประธานบริษัทตั้งแต่เช้า แม้ร่างกายจะยังอ่อนเพลียและใบหน้าซีดเซียวจากอาการแพ้ท้อง แต่เธอก็ยังฝืนทำงานตามปกติ แฟ้มเอกสารถูกเปิดเรียงอยู่บนโต๊ะ เลขาสาวก้มหน้าตรวจรายละเอียด พยายามจดจ่อกับงานตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดล่องลอยเสียงประตูเปิดขึ้น พาขวัญเงยหน้าตามความเคยชิน ก่อนจะเห็นเศรษฐวัฒน์เดินเข้ามาในชุดสูทเรียบหรู สุขุมเช่นทุกวัน ทว่าสิ่งที่ทำให้มือของเธอชะงักอยู่เหนือเอกสาร คือหญิงสาวที่เดินตามหลังเขาเข้ามา อัญยิกาถือแฟ้มติดมือ เดินตามเศรษฐวัฒน์เข้ามาอย่างสนิทสนม“สวัสดีค่ะคุณเลขา” อัญยิกาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานธรรมชาติพาขวัญชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มรับตามมารยาท “สวัสดีค่ะ คุณอัญยิกา”“วันนี้คุณแองจี้จะเข้ามาเรียนรู้งานกับผมทั้งวันนะครับ” เศรษฐวัฒน์บอกพลางเดินไปยังโต๊ะทำงาน“รบกวนด้วยนะคะ” อัญยิกาส่งยิ้ม ก่อนเดินตามเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย“ค่ะ” พาขวัญพยักหน้ารับสั้นๆ แล้วก้มลงทำงานต่อทันทีเศรษฐวัฒน์วางเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนหันกลับมามองเลขาคู่ใจ “คุณพาขวัญครับ”“คะ”“ช่วยเตรียมกาแฟของผมและเตรียมให้คุณแองจี้ด้วยนะครับ เอาลาเต้ไม่หวาน แล้วก็ขนมโฮลวีตปิ้งไม่เอาแยม”“คุณธัน
ร่างบางที่นอนซมอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากอาการคลื่นไส้ที่พุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหันพาขวัญรีบยกมือปิดปาก ลุกจากเตียงแทบไม่ทัน ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเสียงอาเจียนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเธอคุกเข่าอยู่หน้าโถสุขภัณฑ์จนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ขย้อนออกมาอีก ร่างกายสั่นสะท้านจากความอ่อนแรง หายใจหอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นไปเกาะขอบอ่างล้างหน้าน้ำเย็นจากก๊อกไหลผ่านปลายนิ้ว พาขวัญวักน้ำขึ้นล้างหน้า เงยหน้ามองตัวเองในกระจก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ตลอดคืน เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาพาขวัญลืมตา มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าชะงักอยู่กลางอากาศประจำเดือน...เธอหันกลับไปหยิบโทรศัพท์จากข้างเตียง เปิดปฏิทินในเครื่อง แล้วเลื่อนย้อนดูวันที่ นิ้วเรียวเลื่อนไปทีละเดือนครั้งหนึ่ง...สองครั้ง...ก่อนหยุดนิ่ง พาขวัญนับวันที่อีกครั้ง แล้วนับซ้ำ ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นค่อย ๆ แยกออกจากกัน“ไม่จริง...” เธอวางโทรศัพท์ลงบนขอบอ่าง ก่อนหยิบขึ้นมาดูใหม่ราวกับหวังว่าตัวเลขจะเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม วันที่เลยกำหนดมานานกว่าที่ควรจะเป็น พาขวัญยืนนิ่งอ
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช“พรรณวัตร…”เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
เศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งอยู่หน้าต่างอยู่นาน… นานพอที่แสงจากเสาไฟถนนทอดเงาเย็นเยียบลงบนใบหน้าแข็งกร้าวของเขา ความมืดด้านนอกไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ย้ำเตือนว่าฝันร้ายเมื่อครู่ยังตามหลอกไม่หยุด เขายกมือขึ้นกดสันจมูกแรง ๆ เหมือนกับพยายามบีบความเจ็บให้หายไปกับปลายนิ้ว
เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเบา ๆ ลมทะเลอ่อน ๆ พัดโชยมา กลิ่นเกลือในอากาศชวนให้รู้สึกสบายใจเศรษฐวัฒน์เดินเหยียบทรายขาวสะอาดเคียงข้างศลิษา น้องสาวคนเดียวของเขา“พี่ธัน ถ่ายรูปให้ลิษาหน่อยสิ” ศลิษาหันมายิ้มกว้าง ผมยาวสลวยปลิวตามลม“ถ่ายให้สวยๆ นะคะ ถ่ายออกมาไม่สวย ลิษางอนจริงๆ ด้วย” ศลิษาส่งเสียงเรียก พลา







