Masukในช่วงเวลาที่หญิงสาวเข้าครัวทำอาหารอยู่นั้น ธนวรรธน์ได้โทรศัพท์ไปหาจิรนันท์ เพื่อสอบถามข้อมูลอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับณชญาดา ซึ่งยังคงค้างคาใจ ปลายสายกดรับไวกว่าที่คิด
“สวัสดีค่ะคุณธนวรรธน์ มีอะไรจะคุยกับจี๊ดคะ”
“ผมมีเรื่องที่ต้องถามคุณ”
“เรื่องอะไรคะ!?”
“เกี่ยวกับณชญาดา”
“ญาดาเหรอคะ คุณพีทอยากทราบอะไรก็ถามมาได้เลยค่ะ”
“เธอแต่งงานหรือยัง”
ที่ต้องเอ่ยถามเพราะในประวัติที่จิรนันท์เคยส่งมาให้เขานั้น ไม่ได้บอกข้อมูลส่วนตัวหรือแม้แต่สถานภาพของหญิงสาว ส่วนใหญ่จะเป็นประวัติเกี่ยวกับการทำงานของณชญาดา ซึ่งมันไม่ตรงกับสิ่งที่เขาอยากรู้
“ทำไมจู่ ๆ คุณธนวรรธน์ถึงถามเรื่องนี้คะ มันเกี่ยวข้องกับงานที่ญาดาต้องทำยังไงคะ” จิรนันท์ย้อนถามด้วยความประหลาดใจ
“ผมถาม คุณก็ตอบ ไม่ใช่มาย้อนถามผม”
“แต่นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของญาดานะคะ จี๊ดตอบได้แต่เพียงว่าสถานภาพของญาดาตอนนี้คือเธอโสด และอยู่กับลูกเพียงลำพังค่ะ”
“แล้วชลธีคือใคร เกี่ยวข้องยังไงกับญาดา”
“ชลเป็นเพื่อนของญาดามาตั้งแต่เด็ก พวกเขาเติบโตมาพร้อมกัน”
“คำถามสุดท้ายใครคือพ่อของญาณิน”
“เอ่อ...สำหรับเรื่องนี้จี๊ดว่าคุณถามญาดาเองดีกว่านะคะ ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีไปกว่าเธอ”
จะให้ตอบยังไงในเมื่อจิรนันท์เองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของญาณิศา ไม่มีใครรู้คำตอบนี้นอกจากณชญาดา เพราะเธอไม่เคยปริปากบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็ก ไม่ว่าใครจะคาดคั้นยังไงเธอก็ไม่ยอมเปิดเผยความจริง เรื่องนี้จึงยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครรู้คำตอบนานนับเท่าอายุของญาณิน
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ” ธนวรรธน์เอ่ยก่อนจะตัดสาย
“ทำไมจู่ ๆ คุณธนวรรธน์ถึงได้สนใจเรื่องพวกนี้ ระหว่างเขากับญาดาเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ”
จิรนันท์ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ มิได้โทรศัพท์กลับไปสอบถามณชญาดา ด้วยคิดว่าถ้ามีปัญหาอะไรหญิงสาวคงติดต่อกลับมาเอง ก็ได้แต่หวังว่างานทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความราบรื่น
“ญาดาคงจะมีวิธีรับมือและจัดการกับผู้ชายเจ้าอารมณ์อย่างคุณธนวรรธน์ได้”
ธนกฤตเดินเข้ามาในห้องทำงานของธนวรรธน์ เขาเห็นพี่ชายกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม หลังจากพี่ชายวางสายจึงเอ่ยถาม
“พี่พีทคุยกับใคร!?”
“จิรนันท์”
“คุณจี๊ดโทรมาทำไมครับ หรือว่าจะเป็นเรื่องงานของคุณญาดา”
“เปล่า ก็แค่คุยเรื่องทั่วไป” ธนวรรธน์ตอบแบบขอไปที
แต่ธนกฤตกลับไม่คิดเช่นนั้น ถ้าคุยเรื่องทั่วไปอย่างที่พี่ชายบอกจริง ทำไมเขาถึงมีสีหน้าเครียดขรึมเช่นนี้ มันต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ เพียงแต่พี่ชายของเขาไม่ยอมเปิดปากบอกใคร และเมื่อธนวรรธน์ไม่คิดที่จะพูด ให้พยายามอย่างไรก็ไม่มีทางได้รับคำตอบ เสียเวลาเปล่า ดังนั้นธนกฤตจึงเปลี่ยนประเด็นการสนทนา
“วันนี้พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวมาเป็นอย่างไรบ้างครับ”
“ซันกับญาณินสนุกกันมากเลย แม้อากาศจะร้อน แดดจะแรงมากไปหน่อย แต่เด็ก ๆ แรงดีไม่มีตก พากันซนได้ทั้งวัน”
ธนวรรธน์ตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมกับเปิดรูปถ่ายที่เขาแอบถ่ายไว้ในมือถือของตนเองให้น้องชายดู ธนกฤตนั่งดูรูปภาพเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน แถมยังเอ่ยแซวพี่ชายที่ยอมใส่ชุดแต่งกายของชาวญี่ปุ่น
“ถ้าไม่เห็นด้วยตาของตัวเองผมไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าพี่พีทจะยอมทำอะไรแบบนี้”
“ไม่ใช่แค่นายหรอกพี่เองก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน การพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวในวันนี้ เหมือนพี่ได้ย้อนวัยของตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง”
ขณะที่พูดใบหน้าของธนวรรธน์ปรากฏรอยยิ้มที่สดใส แววตาของเขาส่องประกายถึงความสุขที่ได้รับ นาน ๆ ครั้งถึงจะได้เห็นภาพแบบนี้สักหน ตั้งแต่ณชญาดาพาเด็กน้อยทั้งสองก้าวเข้ามาที่ไร่แห่งนี้ ทำให้ธนกฤตและทุกคนในไร่ได้เห็นรอยยิ้มของธนวรรธน์บ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเขาใช้เวลาอยู่กับสองแสบวัยซน
ธนกฤตนั่งดูภาพเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน แม้จะมีอยู่เพียงไม่กี่ภาพก็ตาม เขามาสะดุดกับภาพที่ทั้งสี่คนถ่ายรูปร่วมกัน ดูยังไงก็เหมือนเป็นครอบครัวที่อบอุ่น
ในรูปพี่ชายอุ้มญาณินที่ยิ้มสู้กล้อง ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหนูน้อยญาณินหน้าตาเหมือนพี่ชายราวกับพิมพ์เดียว ทั้งที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แต่ก็ยังเหมือนกันมากขนาดนี้ นับเป็นเรื่องบังเอิญที่แปลกมากจริง ๆ
“จะว่าไปญาณินหน้าเหมือนพี่พีทมากเลยนะครับ ถ้าบอกใครว่าเป็นพ่อลูกกันพวกเขาต้องเชื่อแน่” ธนกฤตพูดไปตามที่คิด
คำพูดของน้องชายทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าธนวรรธน์ค่อย ๆ เลือนหายไป
“ตั้งแต่ซันกับญาณินมาอยู่ที่นี่ ไร่นี้ก็มีแต่ความสดใส รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าคุณญาดาพาเด็ก ๆ กลับไป ไร่ของเราจะเป็นยังไง คงจะเงียบเหงามากกว่าเดิม เราคงจะคิดถึงเด็ก ๆ ทั้งสองคนมากแน่ ๆ เลยนะครับพี่พีท”
‘ไม่มีวันนั้นหรอก ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ญาดาไปจากที่นี่เด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอต้องอยู่ที่นี่’ ธนวรรธน์คิดในใจโดยไม่ได้เอ่ยมันออกมา ใบหน้าของเขาไร้รอยยิ้ม
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







