LOGINสายตาของเด็กน้อยมองสำรวจพี่สาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า “พี่มาจากในเมืองเหรอครับ ทำไมผมไม่คุ้นหน้าเลยล่ะ”
“อ้อ...พี่มาจากรุงเทพฯ น่ะ” พรลดาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ไม่แปลกหรอกที่เด็กคนนี้จะไม่คุ้นหน้าเธอ จากนั้นจึงพูดประโยคต่อมาว่า “แล้วมีใครที่พี่สามารถติดต่อได้บ้างไหม พวกลูกหลานยายเปี่ยงน่ะ”
เด็กชายทำท่าทางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบออกมา
“ยายเปี่ยงแกมีหลานชายอยู่คนหนึ่งน่ะครับ ชื่อพี่ธาดา แต่ว่าเขาไม่กลับมาที่นี่เลยตั้งแต่ตอนที่ยายเปี่ยงตายน่ะครับ เห็นว่าย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ นี่แหละ”
“อ้อ...” พรลดาพยักหน้าเข้าใจ เพราะหลานยายเปี่ยงที่เด็กคนนี้พูดถึงคือคนรักของเธอเอง ตอนนี้เหมือนฝ่ายนั้นจะหายสาบสูญไปแล้ว แม้ว่าสัญญาณมือถือจะติดต่อได้แต่ไม่มีคนรับสายก็ตาม
เมื่อเห็นท่าทางพี่สาวคนสวยตรงหน้า คราวนี้เป็นเด็กชายที่ถามบ้าง “แล้วพี่มาหายายเปี่ยงทำไมเหรอครับ”
“อ๋อ..พอดีว่าพี่เป็นคนที่ซื้อที่ดินผืนนี้จากหลานชายของยายเปี่ยงน่ะ แล้วกำลังจะย้ายมาอยู่ที่นี่”
สีหน้าของเด็กชายดูเหมือนจะดีใจขึ้นมา เมื่อเห็นว่ามีพี่สาวย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ กัน จึงพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม “ยินดีต้อนรับครับพี่สาว ผมชื่อฝุ่นนะครับ บ้านผมอยู่กลางทุ่งนาตรงโน้น แต่ว่าจะพาควายมาผูกกินหญ้าแถวนี้ทุกวันครับ” พอพูดจบฝุ่นก็ชี้มือไปที่ทุ่งนาของบ้านตัวเอง เพื่อให้พี่สาวจากกรุงเทพได้เห็น
“สวัสดีจ้ะ พี่ชื่อพรลดานะ เรียกว่าพี่ลดาก็ได้ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วย พี่เพิ่งมาอยู่ใหม่อาจจะต้องขอคำแนะนำจากฝุ่นเยอะหน่อย คงไม่รังเกียจนะ” เธอตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น พร้อมกับฝากเนื้อฝากตัวเพราะหญิงสาวมองว่าตนเองนั้นยังใหม่กับที่นี่ ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านก็ไม่เสียหายอะไร
หลังจากที่พูดคุยแนะนำตัวกันแล้ว ฝุ่นก็ช่วยพรลดาขนของขึ้นมาไว้บนบ้าน อีกทั้งยังอาสาที่จะช่วยทำความสะอาดบ้านด้วย แต่เธอเกรงใจและไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายมากเกินไปเลยบอกไปว่าจะทำเอง
ข้าวของที่หญิงสาวขนมาก็ไม่ได้มีมากนัก อาจจะเพราะก่อนหน้านี้เธอเช่าบ้านอยู่เลยไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่เข้าบ้านมากเท่าไร และที่เอามาด้วยก็มีเพียงเสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว รวมถึงก็อุปกรณ์ทำครัวที่ตัวเองมีเท่านั้น
เดิมทีแล้วพรลดามีอาชีพเป็นแม่ค้าขายอาหารในแอพลิเคชันเดลิเวอรี่เจ้าดัง ช่วงแรกที่เริ่มต้นธุรกิจนั้นมันเป็นไปได้ดีมาก นั่นเพราะมีลูกค้าสั่งอ่านหารผ่านแอพลิเคชันมากมาย ยิ่งช่วงที่โรคโควิดระบาดยิ่งได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ไม่ออกจากบ้านกันจึงพึ่งพาการสั่งอาหารเดลิเวอรี่แทบทุกวัน
แต่หลังจากช่วงโรคระบาดผ่านไป สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็เข้ามาแทน ทางภาครัฐจำเป็นจะต้องควบคุมในหลาย ๆ ด้านจึงทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ อาทิเช่น การปิดประเทศทำให้การค้าส่งออกกันไม่ได้ แม้แต่ธุรกิจเล็กขนาดย่อมก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน อย่างการขายอาหารผ่างทางแอพลิเคชันก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน
“นี่ถ้าหากฉันไม่ให้นายยืมเงิน ชีวิตฉันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอกนะ” พรลดาอดที่จะบ่นขึ้นมาไม่ได้ขณะที่กำลังทำความสะอาดห้องนอนชั้นบน
ก็จริงอย่างที่เธอว่าแหละ หากแฟนหนุ่มไม่มายืมเงินไป เธอก็ยังคงพอจะมีเงินเอาไว้ลงทุนทำอย่างอื่นได้บ้าง เงินที่เขายืมไปก็หลายแสนบาทเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเงินที่พรลดาตั้งใจทำงานเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ตอนนี้ที่เหลืออยู่ก็เห็นจะมีแค่ที่ดินผืนนี้เท่านั้น
เมื่อคิดแล้วก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ายังไงก็ต้องอยู่ให้ได้ แต่ก็ยังมิวายบ่นด่าแฟนเก่าอยู่เป็นระยะ
สำหรับเซี่ยเป่าเจิ้นแล้วการที่ลูกสาวคนโตของนางประกาศว่าจะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเหมือนการทำลายความฝันและความคาดหวังทั้งหมดที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่ออนาคตของลูก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่า หากลูกสาวคนนี้คิดจะทำอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครสามารถขัดใจได้ทั้งนั้น“ฉันตัดสินใจแล้วจริง ๆ ค่ะแม่ ว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่จะให้น้องเรียนต่อแทน” เจียงเสวี่ยอิ๋งพูดย้ำอีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบทั้งหมดทว่าคำพูดของหญิงสาวในครั้งนี้ ทำเอาผู้เป็นแม่อย่างเซี่ยเป่าเจิ้นถึงกับประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาลูกสาวคนนี้ไม่เคยเสียสละอะไรให้น้องเลยสักอย่าง แต่มาวันนี้กลับยอมให้น้องเรียนต่อแทนตัวเองแต่ถึงอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ลูกสาวคนเล็กเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย จบแค่ชั้นมัธยมต้นก็พอแล้ว จึงพูดเหมือนเดิม“จะให้เสี่ยวหนิงเรียนไปทำไมกัน ไม่มีประโยชน์หรอก จบมัธยมต้นก็พอแล้ว”“จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไงล่ะแม่ เมื่อกี้ฉันก็อธิบายไปแล้วว่าหากเสี่ยวหนิงได้เรียนต่อ น้องน่าจะมีโอกาสได้ทำงานที่ดีกว่าฉันแน่นอน บางทีน้องอาจจะสอบเข้าทำงานราชการก็ได้นะแม่ น้องเรียนเก่งออกขนาดนั้น” เจียวเสวี่ยอิ
ฉันไม่ต้องการเรียนต่อ“แต่แม่ ถ้าฉันได้เรียนสูง ๆ ฉันก็จะหาเงินได้มากขึ้นนะคะ แม่ให้ฉันเรียนเถอะนะ” เด็กสาวยังคงอ้อนวอนต่อ แม้ว่าจะไม่มีหวังเลยก็ตาม“แล้วเมื่อไรล่ะ ตอนนี้แกเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สอง กว่าจะถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย เงินบ้านเราไม่หมดก่อนหรอกเหรอ คิดบ้างสิ อย่าเอาแต่ใจนักเลย” เซี่ยเป่าเจิ้นยกข้ออ้างขึ้นมา เพราะกว่าลูกสาวคนเล็กจะเรียนจบเธอคงหมดเงิน ไหนจะต้องเรียนชั้นมัธยมปลายอีก เธอจึงมองว่าส่งเสียลูกสาวคนโตน่าจะคุ้มกว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังคงร้องไห้ไม่หยุด เธอพยายามที่จะเข้าไปกอดแม่เพื่อวิงวอนและขอร้องแต่ทว่ากลับถูกแม่ทุบตีกลับมาจนท้ายที่สุดแล้วเธอทรุดลงกับพื้นไปกอดขาแม่ แต่ว่าเซี่ยเป่าเจิ้นก็ยังคงไม่ยอมใจอ่อนอยู่ดีเจียงเสวี่ยอิ่งเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้แล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เลยรีบเข้าไปประคองเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดปลอบใจ“ไม่เป็นไรนะเสี่ยวหนิง เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จะคุยกับแม่เอง เธอไปนั่งพักที่เก็าอี้ก่อนเถอะนะ”พอได้ยินคำของพี่สาว เจียงเสวี่ยหนิงก็เริ่มสบายใจขึ้นมา ในใจนั้นคิดว่าหากเป็นพี่สาวพูดแล้วละก็ ยังไงแม่ก็ต้องยอมฟังแน
“อะไรนะคะ!! แม่ตกงงานเหรอคะ” เจียงเสวี่ยอิ๋งถามด้วยน้ำเสียงตกใจ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้กับครอบครัวตัวเอง แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วก็ตาม“ก็ใช่น่ะสิ วันนี้โรงงานเพิ่งประกาศปลดพนักงาน แม่เองก็ถูกปลดด้วย ยังดีหน่อยที่ทางโรงงานให้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน ยังพอให้ใช้ในครอบครัวสักสองสามเดือน แต่จะไปพอได้ยังไงกันถ้าหากแม่ยังหางานทำไม่ได้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดอย่างหมดแรง ต่อใด้ได้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน แต่ก็ทำให้เธอใช้จ่ายในบ้านได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น หากไม่รีบหางานทำคงได้อดตายกันแน่เจียงเสี่ยวอิ๋งทำเพียงรับฟังไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะหันไปทางน้องสาวแล้วพยักหน้าให้ทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เข้าใจว่าพี่สาวให้กลับเข้าห้องไปก่อน จึงได้พยักหน้ารับแล้วรีบเดินจากไปต่อให้ตกใจแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วก็เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้จริง ๆ เพราะก่อนหน้านี้แม่เคยพูดเรื่องที่โรงงานจะปลดพนักงานให้ฟัง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ความคิดของเธอคิดว่าน่าจะเป็นอีกสองสามเดือนข้างหน้าแต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วคงไม่มีทางอื่นนอกจากยอมรับและคิดหาวิธีเพื่อที่จะให้ครอบครัวมีรายได้ต่อไป“แล้วแม่คิดว่าจะทำยังไงต่อไปค่ะ” เ
โดนปลดออกจากงานแต่ทว่าเมื่อเปิดเข้าบ้านมาถึงห้องโถงก็ถึงกับต้องอารมณ์ขึ้น เพราะเห็นภาพลูกสาวคนเล็กนั่งกินขนมอย่างสบายใจเฉิบบนเก็าอี้ไม้ ด้วยความที่วันนี้ถูกปลดออกจากงาน และที่บ้านมีเงินอยู่ไม่มาก พอเห็นเจียงเสี่ยหนิงนั่งกินขนมอยู่ด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ก็อดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา“เสี่ยวหนิง ยังมีหน้าจะมากินขนมอยู่อีกเหรอ รู้ไหมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับแม่ และครอบครัวของเราบ้าง” เซี่ยเป่าเจิ้นส่งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ด้วยความโกรธถาโถมจนเกินจะรับ บนใบหน้าของเธอจึงแดงไปหมด“เอ่อ...” เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทางของแม่แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ถูกด่าอีกแล้ว แต่เด็กสาวก็ชินเสียแล้วเพราะนี่นี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกตำหนิ“แล้วนั่นไปเอาเงินจากไหนมาซื้อขนม รู้ไหมว่าบ้านเราไม่ได้มีเงินมากมายที่จะให้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดพร้อมกับกระชากถุงขนมออกจากมือของลูกสาวคนเล็ก“ฉะ...ฉัน” เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันได้พูดออกมาก็ถูกเซี่ยเป่าเจิ้นตะคอกกลับมาอีกครั้ง“แกรู้ไหมว่าวันนี้ฉันเพิ่งถูกเลิกจ้าง ได้เงินชดเชยมาก็แค่ร้อยหยวนเท่านั้น ฉันกลุ้มใจแทบตายแต่แกยังจะซ
“อร่อยมากเลยค่ะ ฉันเพิ่งเคยได้กินขนมข้าวเหนียวเป็นครั้งแรก” เจียงเสวี่ยอิ๋งตอบ เธอไม่โกหกเลย เพราะที่ผ่านมานั้นเธอแทบจะไม่เคยได้กินขนมเลย ต่อให้จะมาตลาดบ่อยครั้งแต่ก็มาซื้อแค่วัตถุดิบในการทำอาหารเท่านั้น“ถ้าชอบก็กินเยอะ ๆ นะ” หญิงสาวยื่นขนมถุงขนมของเธอให้กับน้องสาว“พี่กินอิ่มแล้วเหรอคะ” เด็กสาววถามอย่างเกรงใจ เพราะเห็นว่าพี่ของเธอกินไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเจียงเสวี่ยอิ๋งยิ้มให้อีกครั้ง แล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าชอบก็กินเถอะ ขนมข้าวเหนียวนี่พี่เคยกินหลายครั้งแล้ว เสี่ยวหนิงกิ่นให้อิ่มเถอะ เดี๋ยววันหลังหากพี่หาเงินได้แล้วจะพามาเลี้ยงไอศกรีมดีไหม”เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาคลอเบ้า เด็กสาวซาบซึ่งกับสิ่งที่พี่สาวทำให้มาก เนื่องจากเธอไม่เคยมีคนเอาใจหรือว่าเสียสละให้อย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อไดรับการปฏิบัติเช่นนี้ก็ดีใจจนน้ำตาไหล“ขอบคุณนะคะพี่ใหญ่” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นรู้ได้เลยว่ากำลังสะอื้น“ไม่ต้องร้องไห้นะเด็กดี กินต่อเถอะนะ” หญิงสาวลูบศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆก่อนที่สองพี่น้องเดินสำรวจเมืองกันต่อ อีกทั้งยังพูดคุยและออกความเห็นกันว่ามีสิ่งไหนน่าทำบ้าง เจียงเสวี่ยอิ๋งมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอา
สำรวจเมืองด้วยกันตามท้องถนนในเมืองคึกคักไปด้วยผู้คนสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสตามสมัยนิยม บ้างถือถุงผ้าใส่ของ บ้างจูงเด็กเล็กเดินผ่านกันไปมา ร้านค้าสองข้างถนนตั้งเรียงราย มีทั้งร้านขายของชำ ร้านขายอาหาร และร้านตัดเสื้อที่ยังคงใช้จักรเย็บผ้าดั้งเดิมกลิ่นหอมของเกี๊ยวนึ่งและซาลาเปาทอดใหม่ ๆ ลอยมาจากแผงขายอาหารข้างถนน เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่า กลบเสียงสนทนาเป็นระยะ คนขายส่งเสียงเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้น“เกี๊ยวร้อน ๆ ซาลาเปาทอดร้อน ๆ ครับ แค่กล่องละหนึ่งหยวนเท่านั้น!”และที่มุมถนน ตึกของสถานที่ราชการตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ ผนังปูนสีขาวซีด ป้ายประกาศแจ้งข่าวสารประชาชนติดเรียงรายกันอยู่ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินเข้าออกด้วยท่าทางเคร่งขรึมเสียงรถจักรยานส่งเสียงกระดิ่งแหลมคม คนขี่ปั่นอย่างคล่องแคล่วหลบหลีกฝูงชน ส่วนรถบรรทุกขนาดเล็กส่งเสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ในขณะที่แล่นผ่านไปอย่างช้า ๆแม้เมืองนี้ดูจะวุ่นวายแต่กลับมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง เสียงผู้คน เสียงค้าขาย และกลิ่นอาหาร ผสมผสานกันเป็นบทเพลงแห่งชีวิตในยุคนั้นอย่างแท้จริง“น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ พี่ไม่เคยสังเกตอะไรแบบนี้เลย ด







