เข้าสู่ระบบใช่ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันดี
ดีมาก ๆ
แม้สติสัมปชัญญะของเขาจะไม่ครบถ้วนนัก ทว่าจากประสบการณ์ที่มีสัมพันธ์ทางกายกับผู้หญิงมาหลายต่อหลายครั้ง มาเฟียหนุ่มกลับรับรู้ผ่านการกระทำเงอะงะของอีกฝ่ายได้ทันที
เขาเป็นคนแรกของบรูคลิน
กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นเข้า ขณะเรียวคิ้วเข้มที่พาดเหนือนัยน์ตาสีรัตติกาลย่นเข้าหากันอีกครั้ง เมื่อสัญชาตญาณดิบที่ถูกกระตุ้นด้วยยาเวร ๆ นั่นยิ่งพวยพุ่งเมื่อมองภาพตรงหน้า
ดวงหน้าหวานซับสีระเรื่อที่เคลื่อนไหวขึ้นลงตรงกลางหว่างขา
ตัวตนของเขาที่ผลุบหายเข้าไปในริมฝีปากเล็ก ๆ ที่เอาแต่ก่นด่า
ความรู้สึกถูกครอบครองที่แล่นพล่านไปตามกระแสเลือดในทุกจังหวะที่ตัวตนของเขาครูดไปตามกระพุ้งแก้มอุ่นนุ่มนั่น
แม่ง…
“อ่า…เดี๋ยวก่อน มันจะแตกใส่ปากเธอ” ฝ่ามือแกร่งเลื่อนจากกลุ่มผมนุ่มที่ลูบไปมาเมื่อครู่ไปวางไว้ที่พวงแก้มซับสีระเรื่อ เป็นการบอกให้อีกฝ่ายถอนริมฝีปากออกไป
ดวงหน้าหวานผละออกเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทั้งสองสบประสานนัยน์ตากัน เส้นใยสีใสที่โยงเชื่อมระหว่างริมฝีปากอิ่มสวยกับความเป็นเขาไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถูกราดลงมาบนกองไฟลุกโชนช้า ๆ ความยับยั้งชั่งใจที่เจือปะปนมากับความทรมานฉายชัดในนัยน์ตาคู่คมอย่างปิดไม่มิด
ทั้งที่อยากปริแตกใส่ปากเล็ก ๆ นั่นฉิบหาย แต่ต่อมจิตใต้สำนึกก็แม่งเสือกทำงานเวลานี้
เขากลัวว่าบรูคลินจะหวาดกลัว กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่พร้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเขา นอกเหนือจากตัวตนแข็งชันที่ยังเชื่อมกับปากเล็ก ๆ นั่นด้วยใยสีใส
ถึงอย่างไรยัยนี่ก็เหมือนน้องสาวเขาคนหนึ่ง…
“ทำเถอะ จนกว่านายจะรู้สึกดีขึ้น” เสียงหวานเปรยขณะที่เขาใช้ท้องนิ้วปาดไล้ไปบนริมฝีปากสวยเพื่อเช็ดคราบจากการกระทำวาบหวามเมื่อครู่ให้
“เธอรู้?”
“ฉันไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะดูไม่ออก มันก็แค่ความเวทนามาร์คัส อย่าลืมว่าตอนนี้ไม่มีอย่างอื่นระหว่างเรา มีแค่มนุษยธรรมเท่านั้น และหลังจากวันนี้เราจะลืมมัน…”
“…”
“…เพราะฉะนั้นฉันจะ ‘กลืน’ ทุกอย่างในวันนี้ไปพร้อมกับ…”
“บรูคลิน…”
อ่า…ใช่ ยัยนี่เป็นน้องสาวเขา…
“ถ้าสร่างกว่านี้ ฉันจะไม่มีความกล้าพอ”
น้องสาว…
…เหรอวะ
วินาทีนั้นราวกับมีบางอย่างขาดผึง เส้นแบ่งระหว่างพี่น้องกับสถานะอื่นอันตรธานจนสิ้น เวลานี้มีเพียงพายุแห่งราคะที่ซัดถาโถมเข้าใส่
ฝ่ามือแกร่งเอื้อมไปวางบนท้ายทอยของคนตรงหน้าในที่สุด ขณะที่นัยน์ตาคนทั้งคู่ยังคงสบประสานกันไม่ละไปไหน ตรรกะความคิดมากมายถูกกันออกไป มีเพียงห้วงปรารถนาและสัญชาตญาณดิบที่ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งคู่
ฉับพลันใบหน้าคมคายก็โน้มลงไปจุมพิตแผ่วเบา กลิ่นอายรัตติกาลกรุ่นผ่านริมฝีปากอิ่ม ทิ้งความวูบไหวไว้ที่อีกฝ่ายมากมายก่อนเปรย
“งั้นก็จูบมันเด็กดี ดูดให้แตกแล้วกลืนลงไปพร้อมมนุษยธรรมที่มันพาเราข้ามเส้นมาจนถึงจุดนี้”
ไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ รวมถึงระยะห่างที่มีก่อนหน้าก็อันตรธานไป เมื่อมาเฟียหนุ่มออกแรงข่มท้ายทอยของอีกฝ่ายลงมาตรงหว่างขาเขาอีกครั้ง
เด็กดื้อจูบซับธารสีใสบนส่วนปลายหยักโค้งซ้ำ ๆ ด้วยความประหม่าที่ลดทอนลงไป ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรืออะไรที่มันทำให้คนที่พร่ำบอกว่าเกลียดเขาหนักหนากล้าปรนเปรอเขาได้ขนาดนี้
แม้จะไม่ได้ช่ำชองเร้าใจจนแทบบ้า ทว่าทุกการขยับปากเล็ก ๆ นั่นกลับสร้างความพึงพอใจให้เขาได้อย่างดี จนบางครั้งเกือบจะเผลอขยับสะโพกสวนกลับไป
“กลัวหรือไง” ประโยคคำถามถูกเอ่ยผ่านน้ำเสียงแหบพร่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่หลับตาแน่น ก่อนที่ปลายนิ้วจะจัดการปรับหรี่ไฟในห้องให้สลัวที่สุดผ่านแท็บเล็ตที่วางอยู่ไม่ไกล
“เคยสอนไปแล้วนี่…” บรูคลินเผลอลืมตาขึ้นมาสบสายตากับคนพูดผ่านความมืดขณะที่ถอนริมฝีปากออกจากตัวตนอุ่นร้อนที่ขยายคับพองเต็มโพรงปากนุ่ม
“…จะเอาอะไรเข้าปากก็ต้องมองมันด้วยสิยัยบื้อ” สิ้นประโยคนั้นภาพที่อีกฝ่ายเคยสอนให้เธอกินยาชนิดเม็ดก็ฉายวนซ้ำเข้ามาในหัว
วินาทีที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหลุบมองความใหญ่โตตรงหน้าหัวใจดวงน้อยก็พลันกระตุกวูบอีกครั้ง ราวกับมีบางอย่างดึงดูดให้เธอร่วงหล่นลงไปในวังวนรัตติกาลมืดมิด
เรียวลิ้นชื้นแตะลงบนปลายหยักโค้งช้า ๆ ก่อนจะลากไล้ลงไปตามแนวเส้นเลือดที่โอบล้อมความใหญ่โตนั้นจนกระทั่งถึงส่วนโคน
“อืมม” เสียงครางต่ำในลำคอจากอีกฝ่ายผลักความกระดากอายที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไปจนสิ้น ขณะที่ความใจกล้ากว่าปกติตีแผ่ไปทั่วเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย
เรียวลิ้นเล็กตวัดไล้เลียแท่งร้อนนั้นจากโคนจนถึงส่วนปลายหยักโค้งซ้ำ ๆ จูบมันอย่างที่เขาบอกก่อนจะครอบริมฝีปากนุ่มลงไปแล้วดูดกลืนตัวตนใหญ่โตของเขา
ครั้งแล้ว ครั้งเล่า…
ก่อนที่ริมฝีปากเล็กจะถอยร่นออกมาดูดเม้มส่วนปลายสลับกับครอบลงดูดกลืนลำแท่งอุ่นจนเกือบสุดความยาวซ้ำ ๆ
ให้ตาย…
เปลือกตาสีมุกพับแน่นในวินาทีนั้นเมื่อความปรารถนาส่วนลึกพวยพุ่งขึ้นมา ขณะที่คำว่ามนุษยธรรมที่เธอพร่ำสะกดจิตตัวเองมาตลอดเริ่มเลือนหาย
ตัวตนร้อนผ่าวที่สวนทางกับกลิ่นหอมสะอาดลุ่มลึกราวกับป่าในฤดูฝนของเขาทำเธอแทบขาดใจได้ทุกขณะ ยิ่งเสียงเฉอะแฉะจากการปรนเปรออีกฝ่ายดังสะท้อนแหวกความเงียบในห้องกว้างมากเท่าไหร่ สัญชาตญาณดิบในร่างกายก็ยิ่งไต่ออกมาจากจิตใจราวกับฝูงมดมากเท่านั้น
“ปากเธอโคตรอุ่น” คำชมผ่านน้ำเสียงแหบกระเส่ากว่าครั้งไหน ๆ มาพร้อมฝ่ามือแกร่งที่ลูบกลุ่มผมนุ่มแผ่วเบา วินาทีนั้นคนที่กำลังปรนเปรอเบื้องล่างก็ช้อนนัยน์ตากลมขึ้นมาสบตากัน แสงเงาสลัวที่ตกกระทบบนดวงหน้าสวยคุ้นตาสะท้อนคลื่นอารมณ์บางอย่างที่มองปราดเดียวมาเฟียหนุ่มก็รู้ว่ามันคืออะไร
ยัยเด็กตรงหน้าเขาเองก็กำลังพ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณ
ราวกับเปลวไฟถูกชโลมด้วยธารน้ำแข็งเย็นเยือก เมื่อสายตาที่สะท้อนคลื่นความปรารถนาคู่สวยช้อนมองมา มาร์คัสหวังอดไม่ได้ที่จะกดข่มท้ายทอยอีกฝ่ายให้รับความเป็นเขาเข้าปากเย่อหยิ่งนั่นอีกครั้ง ความอุ่นนุ่มที่โอบรัดตัวตนของเขาอย่างเต็มใจเสมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดสติสัมปชัญญะให้อันตรธานไป
อะ อึก
มาเฟียหนุ่มเผลอขยับสะโพกแกร่งดันเสยแท่งร้อนเข้าไปในโพรงปากนุ่มเน้นลึกจนเกือบสุดความยาว เมื่อความร้อนนับไม่ถ้วนไหลมารวมกันที่แกนกายกลางลำตัว ความหวาดหวั่นตกใจของคนเบื้องล่างสะท้อนในนัยน์ตาคู่คม ทว่าขาที่กำลังจะก้าวไปเตะที่สุดขอบความปรารถนานั้นยากที่จะถอนกลับ
“อ่า อีกนิดคนเก่ง” ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะเล็กย้ำ ๆ หวังปลอบประโลมให้อีกฝ่ายปลดเปลื้องความกังวลทุกอย่างทิ้งไป ขณะที่มืออีกข้างก็จับยึดท้ายทอยชื้นเหงื่อเอาไว้ ก่อนที่ตัวตนของเขาจะดันเสยเข้าไปครูดกับผนังอุ่นนุ่มในโพรงปากเล็กซ้ำ ๆ กระทั่งความปรารถนาทั้งหมดมาจ่ออยู่ที่ปลายลำกายใหญ่
“ซี้ดดด บรูคลิน…” สะโพกแกร่งเร่งจังหวะเข้าออกถี่กระชั้นในห้วงสุดท้ายของความอดทน ก่อนที่ธารปรารถนาสีขาวข้นจะถูกปลดปล่อยออกมาในโพรงปากนุ่มของอีกฝ่ายในที่สุด
ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะเล็กที่ซุกอยู่ตรงกลางหว่างขาเขาแผ่วเบาก่อนที่อีกฝ่ายจะค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกไป กลางลำคอระหงที่ขยับขึ้นลงแผ่วเบาเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเขาและเธอที่เกิดขึ้นวันนี้ถูกกลืนลงลำคอไปพร้อมกับอะไรต่อมิอะไรที่ถูกปลดปล่อยออกมา
“เดี๋ยว” ฝ่ายถูกปรนเปรอกระทั่งหลุดพ้นจากความทรมานเอ่ยเรียกอีกฝ่ายที่หยัดกายลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
“ฉันจะกลับบ้าน”
“มานี่ก่อน” โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ ฝ่ามือแกร่งก็กระตุกคนตัวเล็กกว่าให้ลงมานั่งบนตักแกร่งก่อนจะประกบริมฝีปากลงไปจุมพิตกวาดต้อนเอาคราบคาวในโพรงปากนุ่ม
แม้การกระทำนี้จะทรมานตัวเองจนแทบบ้าเพราะตัวตนของเขาที่ยังไม่สงบถูกคนบนตักบดเบียดแนบชิด ไหนจะกลิ่นกายหอมหวานที่ตรึงความสนใจเขาไว้ได้นั่นอีก ทว่ามาเฟียหนุ่มต้องใช้ความอดทนทั้งชีวิตมากดข่มความต้องการเหล่านั้นทิ้งไป
บรูคลินพูดถูก
ระหว่างเขาและเธอมันล้ำเส้นกันมากพอแล้ว
“เดี๋ยวไปส่ง” หลังจากไล้เลียขอบปากสีระเรื่อจนมั่นใจว่าคราบอะไรต่อมิอะไรที่เลอะก่อนหน้าไม่หลงเหลืออยู่แล้วมาเฟียหนุ่มจึงปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ
“ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีก แยกกันตรงนี้เถอะ” โดยไม่รอให้เขาปฏิเสธ ร่างบอบบางก็หยิบกระเป๋าแล้วเดินจากไป คนฟังที่ไม่อยากรั้งอีกฝ่ายให้ลำบากใจอีกจึงได้แต่สั่งให้คนของตระกูลไปส่งและคุ้มกันคุณหนูฮาเซงาวะให้ปลอดภัยกระทั่งถึงที่หมาย
หลังจากที่บรูคลินกลับไปได้ไม่นาน ตงหยางก็เข้ามาพร้อมกับสมาร์ตโฟนที่ผู้เป็นนายลืมไว้ในห้องวีวีไอพีชั้นล่าง
“ผู้หญิงคนนั้นยอมรับแล้วครับว่าวางยาคุณชาย” ด้วยทำงานด้วยกันมานานตงหยางจึงรู้ว่าควรทำสิ่งใดโดยไม่ต้องรอให้คุณชายรองเอ่ยปากสั่ง ผู้หญิงคนนั้นถูกเขาง้างปากอย่างง่ายดาย คำสารภาพถูกบันทึกไว้รวมถึงภาพจากกล้องจงจรปิดทั้งหมด
“รัมมันรู้หรือยังว่าเลี้ยงงูพิษไว้”
“ทราบแล้วครับ คุณธารามทำเพียงแค่ขำ แล้วฝากมาถามคุณชายว่า…” การเว้นประโยคที่นานเกินไปของตงหยางบ่งบอกว่าสิ่งที่คุณชายไพศาลเลิศหล้าฝากมาถามนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่
“อย่าลีลาไอ้ตง” น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดดังเร่งเร้า มุมปากหยักของมือขวาคนสนิทผุดรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ธารามฝากมา
“เชื่อหรือยังว่าหัวค…มันภักดีแค่กับคนที่มันอยากภักดี”
บัดซบ…
ฝากกดติดตามนามปากกา Thrymr ด้วยนะคะ
“อะ อ๊า” เสียงครางหวานที่ดังหวิวทุกครั้งที่เขาตอกตรึงความใหญ่โตเข้ามา เสียงหอบหายใจเมื่อความรู้สึกถูกครอบครองแล่นพล่านไปตามหลอดเลือดเดือดพล่าน เสียงผิวเนื้อกระทบกันในความเงียบดังอยู่เนิ่นนาน…กระทั่งร่างกายถึงปลายขอบความปรารถนาเดียวกัน คนทั้งคู่จึงทิ้งตัวหอบหายใจกอดกันแนบแน่น มาเฟียหนุ่มซุกใบหน้าลงกับต้นคอขาวของภรรยาคนสวยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า“ขอบคุณครับ…ทูนหัว” ดวงหน้าสวยชื้นเหงื่อคลี่รอยยิ้มบางพลางกระชับอ้อมกอดแน่น ขณะโน้มประทับจุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสามีด้วยความรักใคร่“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”อีกฝ่ายผละขึ้นมาสบตา ส่งผ่านทุกความรู้สึกที่เวียนว่ายในนัยน์ตารัตติกาลคู่คมที่ไม่เคยละไปจากเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณที่เธอขารักพี่อย่างดี” เสียงพร่าแผ่วของเขาราวกับปุยนุ่นที่ไล้ผ่านหัวใจดวงน้อยของเธอ บรูคลินคลี่ยิ้มขณะเขี่ยผมที่ปรกลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย…” คุณชายรองตระกูลหวังยกมือเรียวขาวของภรรยาขึ้นมากดจูบหนัก ๆ ด้วยความรักใคร่ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังประโยคถัดมาของอีกฝ่าย“…เพราะการรักที่รักมันง่ายมากเลยไงคะ” ที่ผ่านมา ‘ความรัก’ ครั้งนี้มันดูเหมือ
“ตอนนี้อยากทำมากกว่าถูหลังแล้วค่ะ” เสียงหวานออดอ้อนกระซิบแผ่วแล้วกดจูบลงบนสันจมูกโด่งของคนตรงหน้าแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนในแบบที่ทำให้มาเฟียมากอำนาจอย่างเขาพ่ายแพ้ราบคาบทุกครั้ง“ยัยเด็ก” เสียงคนตรงหน้าเข้มขึ้นทันทีเมื่อเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ ก่อนต้องขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้งเมื่อความเป็นเขาถูกเรียวมือเล็กข้างหนึ่งกอบกุมเอาไว้แล้วชักรูดขึ้นลงความรู้สึกแปลบปลาบจากการถูกมือนุ่มสัมผัสอย่างช่ำชองและรู้จุดกระสันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่วินาทีหลังจากนั้นความเสียวซ่านจะพุ่งโจมตีไปทั่วเรือนกายกำยำ เมื่อสะโพกกลมกลึงยกขึ้นน้อย ๆ แล้วกดลงครอบครองความเป็นเขาช้า ๆ ราวกับต้องการให้รู้สึกถึงทุกแรงปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายใน“อืม...” ลำคอแกร่งส่งเสียงคราง มาร์คัสหวังปล่อยให้คนบนร่างควบคุมทุกจังหวะ ร่างกายเล็กขยับเนิบช้าทว่าหนักแน่น ความร้อนจากออนเซ็นแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างคนทั้งคู่ ทว่าไม่มีอะไรร้อนระอุเท่าสัมผัสของทั้งสองฝ่ายที่กำลังโรมรันร่างกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง“อื้อ~” เสียงครางหวานดังประสานไปกับเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อจุดกระสันภายในถูกแกนกายใหญ่โตของคนใต้ร่างแตะเข้าซ้ำ ๆ“เธอขา
โตเกียวในค่ำคืนสุดสัปดาห์ ร่างสะโอดสะองของบรูคลินเดินตรงเข้าไปในลิฟต์แก้วของคลับหรูแห่งหนึ่งใจกลางย่านเศรษฐกิจ ขณะที่นัยน์ตารัตติกาลคู่คมของคุณชายรองตระกูลหวังมองตามหลังผู้เป็นภรรยาจากส่วนรับรองชั้นล่าง“ให้ผมขึ้นไปเสริมทีมฮาเซงาวะไหมครับ” ลูกน้องคนสนิทอย่างเล่ยหานกระซิบถามผู้เป็นนาย ก่อนอีกฝ่ายจะตอบ“ไม่ต้อง…เรารออยู่นี่จนกว่านายหญิงจะเสร็จธุระ”ลิฟต์แก้วเลื่อนขึ้นไปชั้นหก ที่มีห้องส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพีที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเจรจาธุรกิจมาร์คัสหวังนั่งนิ่ง ไม่ไถโทรศัพท์ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งเมนูอาหาร เขาแค่นั่งเฝ้าประตูทางเข้าราวกับรู้ว่ามีใครกำลังจะย่างเท้าเข้ามาในไม่กี่นาทีข้างหน้าที่สุดแล้วบุคคลที่เขาเฝ้ารอก็มาชายวัยสามสิบต้น ๆ แต่งตัวเนี๊ยบเดินผ่านหน้าเขาไปโดยที่มีโทรศัพท์แนบหู เดิมทีเขาเพียงจะสังเกตท่าทีของว่าที่พาร์ทเนอร์ฮาเซงาวะที่วันนี้ภรรยาคนสวยของเขามาเป็นตัวแทนในการเจรจาทางธุรกิจทว่า…ตัวเล็กดีว่ะจัดสักน้ำก่อนเซ็นต์น่าจะง่ายหน่อยของแบบนี้ไม่ต้องรีบคุย ซอยไปคุยไปเร้าใจกว่าเยอะเพล้ง!!ไวกว่าความคิด แก้วบนโต๊ะแตกคามือมาเฟียตระกูลใหญ่ มาร์คัสหวังกดข่มอาร
ค่ำคืนนั้น ในครัวขนาดใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยของคนสองรุ่น เสียงหัวเราะของพ่อลูกจากห้องน้ำยังคงแว่วมาเป็นระยะ คลอเคล้าไปกับเสียงเคี้ยวของเด็กน้อยที่กำลังเพลินกับมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยองค์ประกอบภายในบ้านที่ถูกจัดวางอย่างดี กอปรกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยสายใยแห่งความรัก ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความหมายของคำว่า ‘บ้าน’“ปะป๊าช่วยยกกับข้าวทีค่ะ” เสียงหวานของหม่ามี้คนสวยเอ่ยจากหน้าเตาขณะอุ้มลูกสาวไปนั่งบนเก้าอี้ทานข้าวสำหรับเด็ก“ครับเมีย” มาเฟียหนุ่มตอบรับอย่างไม่ลังเล พร้อมรอยยิ้มที่เผยความภักดีที่มีให้อีกฝ่ายอย่างมั่นคงเสมอมา“อาหย่อยจัง” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังพูดไม่คล่องนักดังขึ้นจากเก้าอี้สูงประจำตำแหน่ง เมื่อมือป้อมเล็กตักอาหารฝีมือผู้เป็นแม่เข้าปาก“หม่ามี้เหนื่อยไหมครับ” ขณะที่เด็กชายวัยสี่ขวบเงยหน้าจากจานข้าวตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนหัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นขึ้นในวินาทีนั้น“คุนคุนไม่ดื้อ หม่ามี้ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” บรูคลินยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ“คุนค
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้าไปในห้องนั่งเล่น แสงอุ่นละมุนไล้บนโซฟาหนังแท้ขนาดใหญ่ที่ร่างสมส่วนของมาเฟียหนุ่มนั่งอยู่ แล็ปท็อปวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้านัยน์ตารัตติกาลคู่คมจดจ่ออยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยม ขณะที่มือข้างหนึ่งโอบลูกสาววัยแรกเกิดเอาไว้อย่างทะนุถนอม เบบี๋มังกรวัยสิบวันนอนหลับปุ๋ยในอ้อมแขนผู้เป็นพ่อ ริมฝีปากเล็กจิ๋วเผยอเล็กน้อยราวกับกำลังฝันดีบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้า มีขวดนมของเบบี๋มังกรคนพี่วางเรียงข้างแก้วกาแฟที่ยังมีไออุ่นระเหยอยู่ ข้างกายมาเฟียใหญ่มีร่างอ่อนเพลียของภรรยาคนสวยเอนพิงหมอนอิงนุ่ม ๆ โดยที่ในอ้อมแขนมีเด็กชายวัยสองขวบที่กำลังซุกตัวหลับสนิทกลิ่นแป้งเด็กเจือปะปนกับกลิ่นหอมจางจากเส้นผมของบรูคลินที่เพิ่งสระใหม่ช่วยเติมบรรยากาศภายในเรือนหอแห่งนี้ให้ละมุนและนิ่งสงบครืดดด~ขณะที่กำลังใช้สมาธิไปกับการตรวจงานตรงหน้าและเฝ้าภรรยากับลูก ๆ จู่ ๆ สมาร์ตโฟนเครื่องหรูก็สั่นเป็นสัญญาณของการโทรเข้า ฝ่ามือแกร่งรีบเอื้อมไปหยิบขึ้นมากดรับสายทันทีเพราะกลัวเสียงสั่นจะทำให้เบบี๋ตื่น“ว่าไง” เขารับสายเสียงนิ่ง ก่อนที่ปลายสายจะหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดอย่างอารมณ์ดี
กลิ่นอายของฤดูหนาวปีถัดมาไล้ผ่านกระจกบานใหญ่ของตึกกาสิโนสูงระฟ้าสาขาหลักตระกูลหวัง ทว่าบรรยากาศของห้องประชุมขนาดใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยความนิ่งขรึมในแบบขององค์กรในโลกสีเทากลับเต็มไปด้วยบรรยากาศประหลาดในเช้าวันนี้เพราะคุณชายรองตระกูลหวังที่นั่งหัวโต๊ะประชุมมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก กลิ่นอายอันตรายและแรงกดข่มของมาเฟียใหญ่แผ่กำจายออกมามากผิดปกติจนคนในห้องต่างลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากมาร์คัสขมวดคิ้วมองเอกสารในมือราวกับมันเป็นภาษาต่างดาวจากนั้นก็หยิบช็อกโกแลตออกจากกล่องขึ้นมากัดคำใหญ่ จนบรรดาลูกน้องที่นั่งร่วมประชุมอีกหกชีวิตต่างลอบสบตากันเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดใครมันจะไปกล้า?เพราะคุณชายรองที่ปกติไม่แม้แต่จะแตะของหวาน กลับนั่งเคี้ยวช็อกโกแลตกร้วม ๆ ราวกับเป็นของโปรดอย่างไรอย่างนั้นปึก!ฉับพลันแฟ้มเอกสารก็ถูกโยนลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่เสียงเข้มดุเจือไอสังหารจะดังแหวกความเงียบ“ทำไมรายงานนี่มันกลิ่นเหม็น ๆ วะ” สิ้นคำนั้นทุกคนในห้องต่างสะดุ้งเฮือก ก่อนที่หนึ่งในทีมวิเคราะห์จะเอ่ยเสียงสั่น“มะ…มันคือกระดาษรีไซเคิลครับ คุณชายเคยสั่งให้ใช้…”“เปลี่ยน!” น้ำเสียงแข็งก
สตูดิโอเรือนกระจกทรงยุโรปทอดตัวยาวอยู่กลางสวนหลังคฤหาสน์ไร่ไวน์ตระกูลหวัง ผนังกระจกใสที่ตกแต่งด้วยม่านลูกไม้บาง ๆ สีขาวรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามสาย ภายในมีร่างบอบบางของคุณหนูคนเล็กตระกูลหวังที่กำลังก้มหน้าวาดภาพอย่างตั้งใจ แม้จะรู้ว่า ‘แขก’ คนเดิมกำลังจะมาเยือนอีกครั้งในวันนี้ขณะที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของ
“อ่า…งั้นมึงก็ยิงเลย แต่ถ้าไม่ตายกูจะเผาลูเธอร์แล้วพาเมียกูกลับ!” นัยน์ตาคมดุสีรัตติกาลเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ราวกับต้องการเน้นย้ำในคำพูดเมื่อครู่ เปลือกตาสีอ่อนพับลงรอชดใช้ความผิดในอดีตที่ยังตามติดขณะที่มุมปากหยักของราฟาเอลขยับยิ้มเย็นเยือก ก่อนที่ปลายนิ้วแกร่งจะค่อย ๆ ลงน้ำหนักที่ไกปืน“อย่าทำนะคะ” น
“อะ…อื้มมม…” เสียงครางหวานดังในลำคอระหง ขณะที่ริมฝีปากหยักยังคงบดจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยนราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยไปจากอ้อมแขนของเขาเนื้อกายอ่อนนุ่มที่เปลือยเปล่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้สั่นสะท้านภายใต้สัมผัสเฉียบขาดของเขา ริมฝีปากร้อนลวกลากไล้มาถึงเนินเต้าอวบอิ่มที่ปลายยอดสีชมพูอ่อน
“คุณเคยจูบฉันตรงนี้…เหรอคะ?” เสียงไม่คงที่กับร่างบางที่สั่นระริกทั้งที่เขายังไม่ทันจะเริ่มด้วยซ้ำเรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าคมคายพริบตานั้นราวกับมีบางอย่างขาดผึง กลิ่นอายลุ่มลึกของป่าฤดูฝนกรุ่นผ่านริมฝีปากอิ่มเมื่ออีกฝ่ายประทับจุมพิตลงมา สัมผัสเหนือความคาดหมายนั้นทั้งอ่อนโยน ลึกซึ้ง คล้ายทุกคว







