Masuk"ไม่รักก็คืนอิสระให้ฉัน" "ระหว่างเรามันเลยจุดที่จะถามหาความรักไปไกลแล้ว ดำดิ่งไปด้วยกันแบบนี้แหละ...ฉันขาดเธอไม่ได้ว่ะ"
Lihat lebih banyakปลายฤดูฝน
เขตปกครองตระกูลหวัง
ลำธารขนาดเล็กที่ไหลตัดผ่านระหว่างไร่ไวน์กับฟาร์มผักออแกนิกเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองตระกูลตกลงให้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน สองฝั่งลำธารมีต้นไม้อายุยืนขนาดใหญ่ ที่กิ่งโน้มชนกันให้ร่มเงาตลอดทั้งวัน
เจ้าของร่างสมส่วนในชุดสำหรับทำงานในไร่ นอนพักสายตาใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ริมลำธารในเขตไร่ตระกูลหวัง เสียงสายน้ำไหล กอปรกับสายลมที่พัดเอื่อย ๆ ช่วงห้าโมงเย็น ทำให้ทายาทคนรองของตระกูลมาเฟียใหญ่ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า เพราะลุยงานในไร่มาทั้งวันได้เป็นอย่างดี
เรือนผมสีดำธรรมชาติพลิ้วไหวเบา ๆ ไปตามกระแสลม เผยให้เห็นต่างหูสีเงินที่สะท้อนแสงยามเย็นสายหนึ่งที่ลอดลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ เปลือกตาสีอ่อนยังคงปิดสนิทเมื่อเจ้าตัวดิ่งลึกลงไปในห้วงภวังค์ความคิดที่มีเศษส่วนความทรงจำของใครบางคนลอยฟุ้งในนั้น
อ่า…คิดถึงฉิบหาย
มาร์คัส หวัง ปล่อยให้กงล้อความทรงจำในอดีตหมุนวนต่อไปโดยไม่คิดจะสลัดมันทิ้งไปอย่างที่ควรทำ
ภาพดวงหน้าสวยที่ประดับด้วยรอยยิ้มหวานบริสุทธิ์ของใครบางคนฉายวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับจะกล่อมให้มาเฟียหนุ่มพาจินตนาการถึงรอยยิ้มนั้นดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
ทว่ายังไม่ทันที่เท้าจะก้าวเข้าไปในเขตแดนของการหลับใหล เสียงคุ้นหูของใครบางคนก็กระชากเขากลับมาสู่โลกความเป็นจริงตรงหน้าเสียก่อน
“พระเอกเอ็มวีท่านหนึ่ง” เสียงค่อนแคะลอยแหวกม่านทรงจำเมื่อครู่มาจากอีกฝั่งของลำธาร พร้อมกับละอองน้ำที่เจ้าของเสียงจงใจวักใส่
คิ้วเข้มที่พาดเหนือนัยน์ตาคมสีรัตติกาลย่นเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์นักเมื่อเวลาพักผ่อนถูกรบกวน คลื่นอารมณ์ขุ่นมัวแผ่กำจายรอบร่างกายสูงใหญ่ในวินาทีนั้นเมื่อเห็นว่าคนที่กล้ามารบกวนเขาคือยัยเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยลงรอยกันอย่าง บรูคลิน ริรชา ภัควัฒน์สิริ
คุณชายรองตระกูลหวังหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นัยน์ตาสีรัตติกาลดุดันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิม เมื่อรอยยิ้มเย้ยหยันของคนที่กำลังนั่งล้างรองเท้าบู้ทอยู่อีกริมฝั่งของลำธารสะท้อนในนัยน์ตาคม
“อะไร ก็เล่นเอ็มวีนายต่อไปสิ”
“วอนฉิบหาย” เสียงทุ้มเอ่ยต่อว่าเพียงสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินหนีเพื่อนบ้าน ที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันมาตั้งแต่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มสาว ทว่ายังไม่ทันที่มาเฟียหนุ่มจะได้สาวเท้าเดินแม้เพียงก้าว แผ่นหลังแกร่งก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกและความเปียกชื้นบางอย่าง
อ่า…
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันคือสัมผัสของน้ำในลำธาร
เปลือกตาสีอ่อนพับลงขณะบดกรามแน่นจนเป็นสันนูน หวังระงับคลื่นโทสะที่เริ่มซัดโถมไปรวมกันที่ศีรษะ ครั้นตัดสินใจปล่อยผ่านการกระทำเมื่อครู่ของยัยเพื่อนบ้าน ความเย็นวาบระลอกต่อมากระทบเข้ากับแผ่นหลังแกร่งอีกครั้ง
แม่ง…
“เหมือนนายจะร้อนเลยสงเคราะห์ให้”
ไม่ว่าเปล่าเรียวมือขาวสะอาดกลับวักน้ำใส่คนตรงหน้า ที่ตอนนี้หันมาจ้องด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม นัยน์ตาสีรัตติกาลดุจหุบเหวลึกคู่นั้นทั้งดุดันและน่าหวาดหวั่นจนทำให้ใครต่อใครที่เผลอสบเข้ากับมันต่างพากันหลบด้วยความยำเกรง
ทว่าไม่ใช่กับทายาทภัควัฒน์สิริอย่างบรูคลิน
นอกจากคนตัวเล็กกว่าจะไม่หวั่นกลัวนัยน์ตาลึกลับแสนอันตรายคู่นั้น ก็ไม่มีสักครั้งที่เจอหน้ากันแล้วคนอวดดีจะไม่ขอหย่อนเท้าเข้าไปท้าทายความอันตรายนั้น
ครั้งนี้ก็เช่นกันที่ขาข้างหนึ่งของบรูคลินกำลังหย่อนลงไปในห้วงลึกอันตรายอีกครั้ง ด้วยการจุดชนวนโทสะที่พร้อมลุกโชนได้ทุกขณะของคนตรงหน้า
“โดนฉันอีกที ฉันเอาคืนเป็นร้อยเท่า” น้ำเสียงกดต่ำที่อัดแน่นไปด้วยการกดข่มอารมณ์บางอย่างเอ่ยบอก พลางหันหลังเตรียมก้าวเดินอีกครั้ง
ทว่า…
“เจ้าของทิ้งแล้วดุฉิบหาย” สิ้นประโยคนั้นร่างสมส่วนของคุณชายรองตระกูลหวังก็หมุนกลับมาเผชิญหน้ากับคุณหนูทายาทตระกูลดังอีกครั้ง
นัยน์ตาสีรัตติกาลที่ถูกคลื่นโทสะยึดครองไปแล้วเกือบครึ่งจ้องกดดันเจ้าของริมฝีปากได้รูปที่ยกยิ้มเยาะเขาอย่างเปิดเผย ท่าทางคล้ายหย่อนอารมณ์เนื่องจากมือแกร่งสองข้างที่ล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ราวกับปมยึดเหนี่ยวเส้นความอดทนปมสุดท้าย ที่ค่อย ๆ คลายออกจากกัน…
“อุตส่าห์ปล่อยให้ไปมีเมีย แต่ดันซมซานกลับมาเลียแผลให้เห็น…”
กระทั่ง…
“…น่าสมเพช”
หึ!
ที่สุดแล้วเส้นความอดทนที่จวนจะขาดอยู่ก่อนแล้วก็ดีดผึงออกจากกัน ประโยคเมื่อครู่เสมือนมือมัจจุราชที่ผลักผู้พูดให้ร่วงหล่นลงไปในหุบเหวรัตติกาลในวินาทีนั้น
หมับ!!
โดยไม่ทันตั้งตัว ร่างบอบบางก็ถูกมือแกร่งกระตุกเข้าหาแผงอกกำยำของอีกฝ่ายอย่างแรง หน้าผากเกลี้ยงเกลาที่ฝังจมอกมาเฟียเพื่อนบ้านชาวาบเพราะแรงปะทะเมื่อครู่ เอวบางที่เคยเป็นอิสระถูกกักขังด้วยวงแขนแข็งแกร่งในพริบตานั้น
“จะทำอะไร” เพื่อนบ้านตัวเล็กกดเสียงต่ำถาม ขณะที่เรียวคิ้วสีอ่อนที่พาดเหนือนัยน์ตาสีโอ๊คเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์
บรูคลินพยายามดิ้นขืนหาทางออกจากพันธนาการแน่นหนาของอีกฝ่าย ทว่าชั่วขณะที่เผลอสบประสานนัยน์ตาคมดุจเหวลึกคู่นั้น เซลล์ทุกเซลล์ทั่วทั้งร่างก็เหมือนจะหยุดทำงานฉับพลัน
ละอองโทสะที่แผ่กำจายรอบตัวมาเฟียเพื่อนบ้านราวกับกรงหนาที่กักขังเธอไว้ไม่ให้กระดิกตัว
“สมเพชฉันนักเหรอ…” เป็นครั้งแรกที่ลมหายใจหญิงสาวคล้ายจะค้างอยู่ในโพรงอก เมื่อสุ้มเสียงราบเรียบทว่าเปี่ยมโทสะของคุณชายรองตระกูลหวังหยุดลงแค่นั้น
ราวกับอีกฝ่ายยื้อเวลาให้เธอเตรียมใจ ก่อนที่ความใจกล้าเมื่อครู่จะเสมือนถูกมวลพายุลูกใหญ่กระหน่ำซัดให้อันตรธานไป เมื่อ…
“…ไหนเธอลองสงเคราะห์ ‘เลียแผล’ ให้ฉันเอาบุญทีสิ” น้ำเสียงเย็นเยือกของมาเฟียหนุ่มราวกับใบมีดที่พุ่งมาจ่อกระดูกสันหลัง
จริงอยู่ที่ในอดีตเธอไม่เคยหวั่นกลัวคนตรงหน้าเลยสักครั้ง เพราะไม่มีครั้งไหนเลยในที่มาร์คัส หวังจะเอาการเย้าแหย่ของเธอมาเป็นอารมณ์เช่นครั้งนี้ มากสุดก็แค่มะเหงกลงกลางหัวเธอแล้วเดินจากไป
ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป ทั้งบรรยากาศรอบตัวเขาและแรงกดข่มที่ชวนขนลุกกว่าครั้งไหน ๆ ไม่คิดเลยว่าแค่การพูดสะกิดแผลใจนิดหน่อยจะทำให้อีกฝ่ายของขึ้นได้ขนาดนี้
“ปล่อยฉัน!” เมื่อสัญชาตญาณรับรู้ได้ถึงอันตรายที่รุกไล่เข้ามาประชิดตัว เรียวมือขาวจึงทั้งตี ทั้งข่วนหวังให้อีกฝ่ายคืนอิสระให้ ทว่าทุกการดิ้นขืนกลับไร้ความหมาย เมื่อคนตรงหน้าคือมาร์คัส หวัง
ยิ่งเธอดิ้นพล่านอยากหลีกหนีจากพันธนาการ เขาก็ยิ่งอยากฉุดรั้งเธอไว้
เพื่อให้รับผลของการกระทำล้ำเส้นเมื่อครู่…
“เลีย” มาเฟียหนุ่มเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเด็ดขาด หนักแน่น ไม่ยอมให้ปฏิเสธ
ทว่า…
“ประสาท” คนถูกกักขังในอ้อมแขนแกร่งเพิ่มแรงดิ้นขืนมากขึ้น ก่อนจะต้องนิ่วหน้า เมื่อฝ่ามือแกร่งที่พันธนาการเธออยู่ก็เพิ่มแรงบีบหนักกว่าเดิมตอบกลับการกระทำของเธอเช่นกัน
“บอกให้เลีย” ฝั่งมากอำนาจเอ่ยย้ำ ทั้งยังใช้นัยน์ตาสีรัตติกาลดุดันไร้แสงกดดันลมหายใจคนตัวเล็กกว่า
“ให้เลียอะไร นายเป็นบ้าเหรอ!”
“ตรงไหนมีแผลก็เลียตรงนั้น”
ปราศจากการผ่อนปรนหรือล้อเล่นใดในห้วงมืดมิดไร้แสงคู่นั้น
ทว่าสัญญาณเตือนจากเขาไม่ได้ทำให้ฝ่ายดื้อรั้นยอมศิโรราบเลยแม้แต่น้อย
“ใครทำก็ให้คนนั้นเลีย ไม่เกี่ยวกับฉัน”
“หย่อนขาเข้ามาแล้วบอกไม่เกี่ยว?”
“เจ็บนะ!” ฉับพลันแรงบีบที่แขนก็หนักหน่วงขึ้นราวกับจะบดกระดูกเธอให้ละเอียดได้ทุกขณะ มาร์คัส หวังที่เคยรู้จักถนอมใครไม่เป็นก็จริง แต่เขาก็ไม่ใช่ประเภทหน้าตัวเมียที่จะทำร้ายร่างกายผู้หญิงแบบไอ้คนเฮงซวยตรงหน้านี่
ให้ตายเถอะ…
“ร้องไห้?” เพราะความปวดร้าวจากต้นแขนสองข้างลามเลียไปทั่วทั้งร่างกายส่วนบนหนักเข้า น้ำตาที่ถูกกดข่มไว้จึงรื้นขึ้นมาประจานความอ่อนแอของเจ้าตัวอย่างยากจะหักห้าม
แม่ง…
“ปล่อย…” ที่สุดแล้วน้ำตาสายหนึ่งที่ยากจะสกัดกลั้นก็ร่วงหล่นลงในลำธารใสตามแรงโน้มถ่วงของธรรมชาติ ทว่านั่นกลับไร้ค่าในสายตาของใครอีกคน แม้แรงบีบที่ต้นแขนจะคลายลงหนึ่งระดับแต่ก็ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้ร่างเล็กไม่น้อย
“รู้อะไรไหมบรูคลิน…” คุณชายรองตระกูลหวังเหยียดมองภาพของคนที่น่าสมเพชไม่ต่างจากเขาด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก ฉับพลันริ้วน้ำแข็งเย็นเยือกในห้วงมืดมิดไร้แสงนั้นก็แหวกม่านน้ำตาเข้ามากรีดแทงหัวใจคนฟังด้วยประโยคถัดมา
“…วิธีเรียกร้องความสนใจเวร ๆ นี่ที่เธอกำลังทำต่างหาก ที่มันโคตรน่าสมเพช”
น้ำตาอีกสายไหลหยดลงไปรวมกับลำธารเบื้องล่างเมื่อความเจ็บปวดที่ต้นแขนลามเลียไปถึงก้นบึ้งหัวใจ
“สะใจแล้วก็ปล่อย” แม้จะอยากตะโกนแย้งอีกฝ่ายว่าเธอเปล่าเรียกร้องความสนใจจากเขา ทว่ากลับทำได้เพียงเค้นเสียงที่ไม่มั่นคงขอให้เขาคืนอิสระให้อย่างคนขี้แพ้
เกลียด…
เธอเกลียดท่าทีเหนือกว่าของคนตรงหน้า
เกลียดสายตาที่สะท้อนภาพเธอเลือนรางที่เขาใช้มองมา
เกลียดที่เธอมักตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทุกครั้ง
แล้วแบบนี้เธอจะเรียกร้องความสนใจจากเขาไปทำไม
สำคัญตัวเองมากไปแล้วไอ้เพื่อนบ้านเฮงซวย
“นายจะบีบกระดูกฉันให้แตกคามือเลยหรือไง!” การดิ้นขืนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดเกิดขึ้นอีกครั้ง ยิ่งฝ่ายมากกำลังกว่ามองมานิ่ง ๆ ด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ว่าเขาจะทำอะไรต่อจากนี้ คนตัวเล็กกว่าก็ยิ่งดิ้นขืนไขว่คว้าหาอิสระ โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำแสนพยศนั้น ยิ่งทำให้บ่วงที่พันธนาการเจ้าตัวอยู่แน่นขึ้นทุกขณะ
กว่าจะรู้ตัวว่าถูกเส้นพันธนาการแน่นหนาเมื่อครู่รั้งดึงลงไปในหุบเหวลึกรัตติกาลก็ตอนที่…
“มาร์คัส ฉันบอกให้…อื้อออ~”
โลกเงียบลงทันตา การดิ้นขืนเมื่อครู่ราวกับถูกความเยือกเย็นในห้วงรัตติกาลมืดมิดนั้นแช่แข็งไว้ หนทางหลีกหนีเร้นหายไปในคลื่นกลิ่นอายลุ่มลึก เมื่อริมฝีปากร้อนของคนตรงหน้าบดเบียดลงมาช่วงชิงเอาทุกสิ่งทุกอย่างกะทันหัน
ทั้งถ้อยคำ…
ลมหายใจ…
…และสติสัมปชัญญะ
.
.
.
เจ้าของหัวใจรัตติกาล
.
ฝากเนื้อฝากตัว ฝากติดตามนามปากกา Thrymr ด้วยนะคะ
“อะ อ๊า” เสียงครางหวานที่ดังหวิวทุกครั้งที่เขาตอกตรึงความใหญ่โตเข้ามา เสียงหอบหายใจเมื่อความรู้สึกถูกครอบครองแล่นพล่านไปตามหลอดเลือดเดือดพล่าน เสียงผิวเนื้อกระทบกันในความเงียบดังอยู่เนิ่นนาน…กระทั่งร่างกายถึงปลายขอบความปรารถนาเดียวกัน คนทั้งคู่จึงทิ้งตัวหอบหายใจกอดกันแนบแน่น มาเฟียหนุ่มซุกใบหน้าลงกับต้นคอขาวของภรรยาคนสวยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า“ขอบคุณครับ…ทูนหัว” ดวงหน้าสวยชื้นเหงื่อคลี่รอยยิ้มบางพลางกระชับอ้อมกอดแน่น ขณะโน้มประทับจุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสามีด้วยความรักใคร่“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”อีกฝ่ายผละขึ้นมาสบตา ส่งผ่านทุกความรู้สึกที่เวียนว่ายในนัยน์ตารัตติกาลคู่คมที่ไม่เคยละไปจากเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณที่เธอขารักพี่อย่างดี” เสียงพร่าแผ่วของเขาราวกับปุยนุ่นที่ไล้ผ่านหัวใจดวงน้อยของเธอ บรูคลินคลี่ยิ้มขณะเขี่ยผมที่ปรกลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย…” คุณชายรองตระกูลหวังยกมือเรียวขาวของภรรยาขึ้นมากดจูบหนัก ๆ ด้วยความรักใคร่ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังประโยคถัดมาของอีกฝ่าย“…เพราะการรักที่รักมันง่ายมากเลยไงคะ” ที่ผ่านมา ‘ความรัก’ ครั้งนี้มันดูเหมือ
“ตอนนี้อยากทำมากกว่าถูหลังแล้วค่ะ” เสียงหวานออดอ้อนกระซิบแผ่วแล้วกดจูบลงบนสันจมูกโด่งของคนตรงหน้าแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนในแบบที่ทำให้มาเฟียมากอำนาจอย่างเขาพ่ายแพ้ราบคาบทุกครั้ง“ยัยเด็ก” เสียงคนตรงหน้าเข้มขึ้นทันทีเมื่อเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ ก่อนต้องขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้งเมื่อความเป็นเขาถูกเรียวมือเล็กข้างหนึ่งกอบกุมเอาไว้แล้วชักรูดขึ้นลงความรู้สึกแปลบปลาบจากการถูกมือนุ่มสัมผัสอย่างช่ำชองและรู้จุดกระสันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่วินาทีหลังจากนั้นความเสียวซ่านจะพุ่งโจมตีไปทั่วเรือนกายกำยำ เมื่อสะโพกกลมกลึงยกขึ้นน้อย ๆ แล้วกดลงครอบครองความเป็นเขาช้า ๆ ราวกับต้องการให้รู้สึกถึงทุกแรงปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายใน“อืม...” ลำคอแกร่งส่งเสียงคราง มาร์คัสหวังปล่อยให้คนบนร่างควบคุมทุกจังหวะ ร่างกายเล็กขยับเนิบช้าทว่าหนักแน่น ความร้อนจากออนเซ็นแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างคนทั้งคู่ ทว่าไม่มีอะไรร้อนระอุเท่าสัมผัสของทั้งสองฝ่ายที่กำลังโรมรันร่างกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง“อื้อ~” เสียงครางหวานดังประสานไปกับเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อจุดกระสันภายในถูกแกนกายใหญ่โตของคนใต้ร่างแตะเข้าซ้ำ ๆ“เธอขา
โตเกียวในค่ำคืนสุดสัปดาห์ ร่างสะโอดสะองของบรูคลินเดินตรงเข้าไปในลิฟต์แก้วของคลับหรูแห่งหนึ่งใจกลางย่านเศรษฐกิจ ขณะที่นัยน์ตารัตติกาลคู่คมของคุณชายรองตระกูลหวังมองตามหลังผู้เป็นภรรยาจากส่วนรับรองชั้นล่าง“ให้ผมขึ้นไปเสริมทีมฮาเซงาวะไหมครับ” ลูกน้องคนสนิทอย่างเล่ยหานกระซิบถามผู้เป็นนาย ก่อนอีกฝ่ายจะตอบ“ไม่ต้อง…เรารออยู่นี่จนกว่านายหญิงจะเสร็จธุระ”ลิฟต์แก้วเลื่อนขึ้นไปชั้นหก ที่มีห้องส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพีที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเจรจาธุรกิจมาร์คัสหวังนั่งนิ่ง ไม่ไถโทรศัพท์ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งเมนูอาหาร เขาแค่นั่งเฝ้าประตูทางเข้าราวกับรู้ว่ามีใครกำลังจะย่างเท้าเข้ามาในไม่กี่นาทีข้างหน้าที่สุดแล้วบุคคลที่เขาเฝ้ารอก็มาชายวัยสามสิบต้น ๆ แต่งตัวเนี๊ยบเดินผ่านหน้าเขาไปโดยที่มีโทรศัพท์แนบหู เดิมทีเขาเพียงจะสังเกตท่าทีของว่าที่พาร์ทเนอร์ฮาเซงาวะที่วันนี้ภรรยาคนสวยของเขามาเป็นตัวแทนในการเจรจาทางธุรกิจทว่า…ตัวเล็กดีว่ะจัดสักน้ำก่อนเซ็นต์น่าจะง่ายหน่อยของแบบนี้ไม่ต้องรีบคุย ซอยไปคุยไปเร้าใจกว่าเยอะเพล้ง!!ไวกว่าความคิด แก้วบนโต๊ะแตกคามือมาเฟียตระกูลใหญ่ มาร์คัสหวังกดข่มอาร
ค่ำคืนนั้น ในครัวขนาดใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยของคนสองรุ่น เสียงหัวเราะของพ่อลูกจากห้องน้ำยังคงแว่วมาเป็นระยะ คลอเคล้าไปกับเสียงเคี้ยวของเด็กน้อยที่กำลังเพลินกับมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยองค์ประกอบภายในบ้านที่ถูกจัดวางอย่างดี กอปรกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยสายใยแห่งความรัก ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความหมายของคำว่า ‘บ้าน’“ปะป๊าช่วยยกกับข้าวทีค่ะ” เสียงหวานของหม่ามี้คนสวยเอ่ยจากหน้าเตาขณะอุ้มลูกสาวไปนั่งบนเก้าอี้ทานข้าวสำหรับเด็ก“ครับเมีย” มาเฟียหนุ่มตอบรับอย่างไม่ลังเล พร้อมรอยยิ้มที่เผยความภักดีที่มีให้อีกฝ่ายอย่างมั่นคงเสมอมา“อาหย่อยจัง” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังพูดไม่คล่องนักดังขึ้นจากเก้าอี้สูงประจำตำแหน่ง เมื่อมือป้อมเล็กตักอาหารฝีมือผู้เป็นแม่เข้าปาก“หม่ามี้เหนื่อยไหมครับ” ขณะที่เด็กชายวัยสี่ขวบเงยหน้าจากจานข้าวตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนหัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นขึ้นในวินาทีนั้น“คุนคุนไม่ดื้อ หม่ามี้ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” บรูคลินยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ“คุนค