เข้าสู่ระบบอ่า…
ป่านนี้ยัยนั่น…
“ที่ด่วนมีแค่นี้ใช่ไหม” นัยน์ตาคมสีรัตติกาลหลุบมองแฟ้มเอกสารตรงหน้าหลังจากหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว
“การ์ดงานแต่งใคร?” สุ้มเสียงเข้มเอ่ยถามเมื่อซองกระดาษคล้ายบัตรเชิญงานมงคลวางเด่นอยู่บนโต๊ะทำงานของตนด้วย
“บัตรสำหรับเข้าร่วมงานระดมทุนที่มูลนิธิลูเธอร์จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าครับ คุณชายใหญ่ไม่สะดวกไปเลยให้…”
ฟึบ!
ซองกระดาษเนื้อพรีเมี่ยมสมฐานะผู้ส่งมาเทียบเชิญถูกคนที่อารมณ์ร้อนซึ่งยังคั่งค้างอยู่ในโพรงอกโยนมันลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
อ่า จริง ๆ เลย…
ไอ้เวรนั่นมันจงใจกวนประสาทกันหรือไง ลูเธอร์กับหวังสงบศึกกันแล้วก็จริง แต่หากเขาตอบรับคำเชิญไปงานนี้แทนมาลาไคท์หวัง ก็คงไม่แคล้วจะต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจ
สงครามแม่งจะไม่เกิดบนเรือสำราญราคามหาศาลของมันหรือไง
ราฟาเอล มึงนี่แม่ง…
“ปฏิเสธไป”
“แต่คุณชายใหญ่…”
“เดี๋ยวกูเคลียร์กับเฮียเอง”
“ครับ” ผู้ติดตามคนสนิทเอ่ยตอบเพียงเท่านั้นก็เดินเลี่ยงออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายก่อนหน้า มาเฟียหนุ่มหยิบเอกสารขึ้นมากวาดสายตาอ่าน พลางพยายามสลัดความคิดเกี่ยวกับใครบางคนออกไป
ทว่า…
ทำเถอะ จนกว่านายจะรู้สึกดีขึ้น
งั้นก็จูบมันเด็กดี ดูดให้แตกแล้วกลืนลงไปพร้อมมนุษยธรรมที่มันพาเราข้ามเส้นมาจนถึงจุดนี้
ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีก แยกกันตรงนี้เถอะ
ปึก!
ที่สุดแล้วแฟ้มเอกสารก็ถูกโยนลงที่เดิมก่อนที่ฝ่ามือแกร่งข้างหนึ่งจะยกขึ้นมาเสยกลุ่มผมสีดำธรรมชาติหวังระบายมวลอารมณ์ไม่พึงประสงค์ที่ก่อตัวขึ้นในใจ
บัดซบ…
ลมหายใจอุ่น ๆ ของอีกฝ่ายยังวนเวียนอยู่แถวลำคอและลาดไหล่ เรียวนิ้วแกร่งไล้ไปตามรอยที่ถูกฟันคมขบกัดขณะที่มืออีกข้างหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมาแล้วกดเข้าแอปพลิเคชันสำหรับส่งข้อความ
Marcus : ได้คุยกับบรูคลินบ้างไหม
Ella : คุยทุกวัน ทำไมเหรอ
Marcus : เปล่า ก็ไม่เห็นโผล่มากวนประสาทหลายวัน
Ella : คิดถึงพูดงี้ค่า
Marcus : เลอะเทอะ
Ella : เขาดุเฉย 55555
Marcus : รู้ไหม ที่เราร่วมมือกับไอ้พนินห์ปั่นเฮียมันทำให้ยัยนั่นลำบากแค่ไหน
Ella : เดี๋ยวนะ เฮียไปทำอะไรพี่บรูคลิน
Mascus : อย่าเล่นอะไรแผลง ๆ แบบนั้นอีก
Ella : ถึงว่าล่ะ พี่บรูคลินบอกว่าไม่ค่อยสบาย
Ella : เฮียทำใช่ไหม
Ella : เฮีย น้องถาม
Ella : มาร์คัส
สมาร์ตโฟนเครื่องหรูในกระเป๋ากางเกงสั่นเบา ๆ เมื่อสามข้อความสุดท้ายจากเอลล่าหวังถูกส่งเข้ามา ถ้าให้เขาเดาน้องสาวสุดที่รักของเขาคงหน้าหงิกงอที่เขาเมินข้อความซึ่งปกติเขาจะไม่ทำเด็ดขาด
ช่วงขายาวก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวรถคันหรูที่จอดรออยู่ก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าจุดหมายปลายทางที่จะไปเป็นที่นั่นได้อย่างไร ทั้งที่ตอนนี้งานเขาโคตรยุ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงกล้าเมินข้อความน้องสาวที่เป็นดั่งสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต
รู้แค่ว่ามีสถานที่หนึ่งที่ต้องรีบไป
อ่า…
คันเร่งถูกเหยียบก่อนที่รถหรูจะทะยานออกจากกาสิโนสาขาใหญ่ของตระกูลหวังอย่างรวดเร็ว
ก็แค่…
กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นเข้าเมื่อความสับสนไร้ที่มาพวยพุ่งขึ้นมากวนใจไม่หยุด
แม่ง…
ก็แค่ต้องไปหาคนรับผิดชอบรอยแผลเวร ๆ นี่เท่านั้น
ก็แค่…ต้องเป็นที่นั่น
…ฟาร์มภัควัฒน์สิริ
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา
เสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ ในอ่างอาบน้ำ บรูคลินเอนตัวพิงขอบอ่าง หลับตาพริ้มอย่างผ่อนคลาย ปล่อยให้น้ำอุ่นโอบกอดร่างกายให้คลายจากความเมื่อยล้า
ทว่า…
งั้นก็จูบมันเด็กดี ดูดให้แตกแล้วกลืนลงไปพร้อมมนุษยธรรมที่มันพาเราข้ามเส้นมาจนถึงจุดนี้
ภาพที่ตัดสินใจโง่ ๆ เดินย้อนกลับไปช่วยปลดปล่อยใครบางคนจากพันธนาการของความทรมานฉายวนซ้ำเข้ามาในหัวอีกครั้ง ความรู้สึกโง่บรมผุดพวยขึ้นในใจเป็นทวีคูณ
เรียวมือเล็กยกขึ้นมาถูริมฝีปากตัวเองแรง ๆ จนรู้สึกเจ็บ
เธอรังเกียจ…
รังเกียจตัวเองที่ปล่อยให้ความอ่อนแอควบคุมทุกการกระทำ
ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนอย่างมาร์คัสหวังจะมองเธอในแง่ดีและรู้สึกขอบคุณ
คนคนนั้นมีแต่จะมองว่าเธอมันง่าย อ่อนแอและเปราะบางยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
ทำบ้าอะไรวะบรูคลิน…
เรียวมือขาวยกขึ้นลูบดวงหน้าสีซีดของตัวเองอย่างคนหมดอาลัยตายอยากก่อนจะค่อย ๆ ทรุดตัวลงต่ำกระทั่งทั้งศีรษะจมหายลงไปใต้ผิวน้ำ
ความสงบเงียบใต้ผืนน้ำพอจะช่วยลดทอนจิตใจที่กำลังฟุ้งซ่านเมื่อครู่ได้บ้าง
ทว่าหลังจากที่ทำสมาธิใต้น้ำได้ไม่นาน…
หมับ!!
“อ๊ะ!”
“ทำบ้าอะไรของเธอวะ!”
เสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องน้ำที่ยังอบอวลด้วยไอร้อน
วินาทีนั้นร่างกายที่ยังไม่สร่างไข้ดี กอปรกับที่ร่างกายเสียหลักวูบจากการถูกดึงขึ้นจากอ่างน้ำกะทันหัน ทำให้สมองที่พร่าเบลออยู่แล้วประมวลผลไม่ทัน
เธอไม่ตอบคำถามเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไปทั้งตัว มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นวาบขึ้นมาในสมองตอนนี้ คือทำไมผู้ชายที่บุกรุกสมองเธอมาหลายวันถึงได้มายืนกดดันลมหายใจเธออยู่ที่นี่ได้
ฝ่ายผู้มาใหม่เองก็เหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ควรอยู่ นัยน์ตาสีรัตติกาลหลุบลงต่ำโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้า...
เวรเอ๊ย!
ครั้นละสายตาไปจากเรือนร่างเย้ายวนเปลือยเปล่าตรงหน้า สายตาคมก็สังเกตเห็นเสื้อคลุมอาบน้ำที่วางอยู่ไม่ไกลพอดี
หมับ!
โดยไม่ทันตั้งตัว ร่างบอบบางก็ถูกห่อด้วยชุดคลุมอาบน้ำที่วางอยู่ไม่ไกล แขนแข็งแรงตวัดรวบเอวของอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนร่างกายที่ยังอุ่นร้อนเพราะพิษไข้ต่ำ ๆ จะลอยขึ้นจากพื้นราวกับสิ่งของไร้น้ำหนัก
“นาย…” คนที่เพิ่งประกอบสติกลับเข้าที่ได้เอ่ยถาม ทว่ามีหรือที่คนที่อยู่ภายใต้โทสะจะยอมฟังอะไรที่มันจะยิ่งสุมไฟบนหัวเขา
“หุบปากเล็ก ๆ ของเธอไป”
“ปล่อยก่อน”
“ฉันปล่อยแน่ แล้วจะสวดเธอให้ยับด้วย” ช่วงขายาวก้าวพ้นประตูห้องน้ำแบบสไลด์ก่อนตรงไปที่เตียงขนาดคิงไซซ์กลางห้อง
“อะไรขอ…อ๊ะ!”
ร่างบอบบางเสียหลักวูบเมื่อถูกคนตัวโตกว่าโยนลงบนเตียงกว้างกะทันหัน ครั้นกำลังจะเอ่ยปากด่าฝ่ายบุกรุกตามสัญชาตญาณ กลิ่นอายป่าฝนลุ่มลึกก็แผ่กำจายเข้ามาปกคลุมร่างกายโดยไม่ทันตั้งตัว
มาร์คัสหวังกำลังปั่นประสาทด้วยการแกล้งโน้มตัวคร่อมบนร่างเธอ
นัยน์ตาสีรัตติกาลคมดุจ้องกดดันมาจนทุกถ้อยคำผรุสวาทถูกกลืนลงลำคอแห้งผากไปพร้อมก้อนน้ำลายเหนียวหนืด อีกฝ่ายจงใจโน้มเครื่องหน้าคมคายเข้ามาในระยะที่ทำให้การหายใจเข้าออกทำได้ยากขึ้นทุกขณะ ก่อนเปรยถ้อยคำที่ทำเอาไฟโทสะกองเล็ก ๆ ไหลไปรวมกันที่ศีรษะของคนป่วยได้อย่างง่ายดาย
“หรือจะให้ฉีดยาให้สักสองสามเข็มดีล่ะ จะได้หายสำออย”
“โรคจิต ฉีดยากันพิษสุนัขบ้าให้ตัวเองก่อนเถอะ”
“ใครกันแน่ที่กัดฉันเหมือนหมาบ้า”
“เลิกแกล้งสักที ถอยออกไป”
“เมื่อกี้ทำอะไร” จู่ ๆ สายตาคู่คมเย็นเยือกก็เสมือนมีประกายอบอุ่นสายหนึ่งวาบผ่าน ทว่าเพียงพริบตาก็อันตรธานไปราวกับมันไม่มีอยู่จริง
“อะ..ไร” คำพูดของคนป่วยตะกุกตะกักเมื่ออยู่ภายใต้สายตาคู่คมที่เอาแต่จ้องกดดันลมหายใจกัน กอปรกับท่าทางล่อแหลมที่ชวนหวาดหวั่นหัวใจนั่นอีก
ฝ่ายมากกำลังกว่าขมวดเรียวคิ้วรอคำตอบ ขณะที่ดวงหน้าสวยซีดเซียวเบนหลบสายตาคมของเขา เพราะเธอไม่เข้าใจว่าเขาต้องการคำตอบแบบไหน จึงพยายามนึกหาคำตอบที่สามารถจบบทสนทนาได้โดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถหยิบยกเอามากลั่นแกล้งเธอได้อีก
ทว่าขณะกำลังใช้ความคิดจู่ ๆ เขาก็…
“ตัวอุ่น ๆ”
ประสาทที่ล่องลอยในภวังค์ตื่นเกร็งในวินาทีนั้น ไออุ่นจากฝ่ามือแกร่งที่วางทาบลงมาแทรกผ่านผิวเนื้อบางบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาเข้ามาหลอมสติสัมปชัญญะของเธอช้า ๆ
อ่า…
“รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วออกมาคุยกัน”
ฝากกดติดตามนามปากกา Thrymr ด้วยนะคะ
“อะ อ๊า” เสียงครางหวานที่ดังหวิวทุกครั้งที่เขาตอกตรึงความใหญ่โตเข้ามา เสียงหอบหายใจเมื่อความรู้สึกถูกครอบครองแล่นพล่านไปตามหลอดเลือดเดือดพล่าน เสียงผิวเนื้อกระทบกันในความเงียบดังอยู่เนิ่นนาน…กระทั่งร่างกายถึงปลายขอบความปรารถนาเดียวกัน คนทั้งคู่จึงทิ้งตัวหอบหายใจกอดกันแนบแน่น มาเฟียหนุ่มซุกใบหน้าลงกับต้นคอขาวของภรรยาคนสวยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า“ขอบคุณครับ…ทูนหัว” ดวงหน้าสวยชื้นเหงื่อคลี่รอยยิ้มบางพลางกระชับอ้อมกอดแน่น ขณะโน้มประทับจุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสามีด้วยความรักใคร่“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”อีกฝ่ายผละขึ้นมาสบตา ส่งผ่านทุกความรู้สึกที่เวียนว่ายในนัยน์ตารัตติกาลคู่คมที่ไม่เคยละไปจากเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณที่เธอขารักพี่อย่างดี” เสียงพร่าแผ่วของเขาราวกับปุยนุ่นที่ไล้ผ่านหัวใจดวงน้อยของเธอ บรูคลินคลี่ยิ้มขณะเขี่ยผมที่ปรกลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย…” คุณชายรองตระกูลหวังยกมือเรียวขาวของภรรยาขึ้นมากดจูบหนัก ๆ ด้วยความรักใคร่ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังประโยคถัดมาของอีกฝ่าย“…เพราะการรักที่รักมันง่ายมากเลยไงคะ” ที่ผ่านมา ‘ความรัก’ ครั้งนี้มันดูเหมือ
“ตอนนี้อยากทำมากกว่าถูหลังแล้วค่ะ” เสียงหวานออดอ้อนกระซิบแผ่วแล้วกดจูบลงบนสันจมูกโด่งของคนตรงหน้าแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนในแบบที่ทำให้มาเฟียมากอำนาจอย่างเขาพ่ายแพ้ราบคาบทุกครั้ง“ยัยเด็ก” เสียงคนตรงหน้าเข้มขึ้นทันทีเมื่อเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ ก่อนต้องขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้งเมื่อความเป็นเขาถูกเรียวมือเล็กข้างหนึ่งกอบกุมเอาไว้แล้วชักรูดขึ้นลงความรู้สึกแปลบปลาบจากการถูกมือนุ่มสัมผัสอย่างช่ำชองและรู้จุดกระสันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่วินาทีหลังจากนั้นความเสียวซ่านจะพุ่งโจมตีไปทั่วเรือนกายกำยำ เมื่อสะโพกกลมกลึงยกขึ้นน้อย ๆ แล้วกดลงครอบครองความเป็นเขาช้า ๆ ราวกับต้องการให้รู้สึกถึงทุกแรงปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายใน“อืม...” ลำคอแกร่งส่งเสียงคราง มาร์คัสหวังปล่อยให้คนบนร่างควบคุมทุกจังหวะ ร่างกายเล็กขยับเนิบช้าทว่าหนักแน่น ความร้อนจากออนเซ็นแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างคนทั้งคู่ ทว่าไม่มีอะไรร้อนระอุเท่าสัมผัสของทั้งสองฝ่ายที่กำลังโรมรันร่างกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง“อื้อ~” เสียงครางหวานดังประสานไปกับเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อจุดกระสันภายในถูกแกนกายใหญ่โตของคนใต้ร่างแตะเข้าซ้ำ ๆ“เธอขา
โตเกียวในค่ำคืนสุดสัปดาห์ ร่างสะโอดสะองของบรูคลินเดินตรงเข้าไปในลิฟต์แก้วของคลับหรูแห่งหนึ่งใจกลางย่านเศรษฐกิจ ขณะที่นัยน์ตารัตติกาลคู่คมของคุณชายรองตระกูลหวังมองตามหลังผู้เป็นภรรยาจากส่วนรับรองชั้นล่าง“ให้ผมขึ้นไปเสริมทีมฮาเซงาวะไหมครับ” ลูกน้องคนสนิทอย่างเล่ยหานกระซิบถามผู้เป็นนาย ก่อนอีกฝ่ายจะตอบ“ไม่ต้อง…เรารออยู่นี่จนกว่านายหญิงจะเสร็จธุระ”ลิฟต์แก้วเลื่อนขึ้นไปชั้นหก ที่มีห้องส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพีที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเจรจาธุรกิจมาร์คัสหวังนั่งนิ่ง ไม่ไถโทรศัพท์ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งเมนูอาหาร เขาแค่นั่งเฝ้าประตูทางเข้าราวกับรู้ว่ามีใครกำลังจะย่างเท้าเข้ามาในไม่กี่นาทีข้างหน้าที่สุดแล้วบุคคลที่เขาเฝ้ารอก็มาชายวัยสามสิบต้น ๆ แต่งตัวเนี๊ยบเดินผ่านหน้าเขาไปโดยที่มีโทรศัพท์แนบหู เดิมทีเขาเพียงจะสังเกตท่าทีของว่าที่พาร์ทเนอร์ฮาเซงาวะที่วันนี้ภรรยาคนสวยของเขามาเป็นตัวแทนในการเจรจาทางธุรกิจทว่า…ตัวเล็กดีว่ะจัดสักน้ำก่อนเซ็นต์น่าจะง่ายหน่อยของแบบนี้ไม่ต้องรีบคุย ซอยไปคุยไปเร้าใจกว่าเยอะเพล้ง!!ไวกว่าความคิด แก้วบนโต๊ะแตกคามือมาเฟียตระกูลใหญ่ มาร์คัสหวังกดข่มอาร
ค่ำคืนนั้น ในครัวขนาดใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยของคนสองรุ่น เสียงหัวเราะของพ่อลูกจากห้องน้ำยังคงแว่วมาเป็นระยะ คลอเคล้าไปกับเสียงเคี้ยวของเด็กน้อยที่กำลังเพลินกับมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยองค์ประกอบภายในบ้านที่ถูกจัดวางอย่างดี กอปรกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยสายใยแห่งความรัก ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความหมายของคำว่า ‘บ้าน’“ปะป๊าช่วยยกกับข้าวทีค่ะ” เสียงหวานของหม่ามี้คนสวยเอ่ยจากหน้าเตาขณะอุ้มลูกสาวไปนั่งบนเก้าอี้ทานข้าวสำหรับเด็ก“ครับเมีย” มาเฟียหนุ่มตอบรับอย่างไม่ลังเล พร้อมรอยยิ้มที่เผยความภักดีที่มีให้อีกฝ่ายอย่างมั่นคงเสมอมา“อาหย่อยจัง” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังพูดไม่คล่องนักดังขึ้นจากเก้าอี้สูงประจำตำแหน่ง เมื่อมือป้อมเล็กตักอาหารฝีมือผู้เป็นแม่เข้าปาก“หม่ามี้เหนื่อยไหมครับ” ขณะที่เด็กชายวัยสี่ขวบเงยหน้าจากจานข้าวตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนหัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นขึ้นในวินาทีนั้น“คุนคุนไม่ดื้อ หม่ามี้ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” บรูคลินยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ“คุนค
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้าไปในห้องนั่งเล่น แสงอุ่นละมุนไล้บนโซฟาหนังแท้ขนาดใหญ่ที่ร่างสมส่วนของมาเฟียหนุ่มนั่งอยู่ แล็ปท็อปวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้านัยน์ตารัตติกาลคู่คมจดจ่ออยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยม ขณะที่มือข้างหนึ่งโอบลูกสาววัยแรกเกิดเอาไว้อย่างทะนุถนอม เบบี๋มังกรวัยสิบวันนอนหลับปุ๋ยในอ้อมแขนผู้เป็นพ่อ ริมฝีปากเล็กจิ๋วเผยอเล็กน้อยราวกับกำลังฝันดีบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้า มีขวดนมของเบบี๋มังกรคนพี่วางเรียงข้างแก้วกาแฟที่ยังมีไออุ่นระเหยอยู่ ข้างกายมาเฟียใหญ่มีร่างอ่อนเพลียของภรรยาคนสวยเอนพิงหมอนอิงนุ่ม ๆ โดยที่ในอ้อมแขนมีเด็กชายวัยสองขวบที่กำลังซุกตัวหลับสนิทกลิ่นแป้งเด็กเจือปะปนกับกลิ่นหอมจางจากเส้นผมของบรูคลินที่เพิ่งสระใหม่ช่วยเติมบรรยากาศภายในเรือนหอแห่งนี้ให้ละมุนและนิ่งสงบครืดดด~ขณะที่กำลังใช้สมาธิไปกับการตรวจงานตรงหน้าและเฝ้าภรรยากับลูก ๆ จู่ ๆ สมาร์ตโฟนเครื่องหรูก็สั่นเป็นสัญญาณของการโทรเข้า ฝ่ามือแกร่งรีบเอื้อมไปหยิบขึ้นมากดรับสายทันทีเพราะกลัวเสียงสั่นจะทำให้เบบี๋ตื่น“ว่าไง” เขารับสายเสียงนิ่ง ก่อนที่ปลายสายจะหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดอย่างอารมณ์ดี
กลิ่นอายของฤดูหนาวปีถัดมาไล้ผ่านกระจกบานใหญ่ของตึกกาสิโนสูงระฟ้าสาขาหลักตระกูลหวัง ทว่าบรรยากาศของห้องประชุมขนาดใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยความนิ่งขรึมในแบบขององค์กรในโลกสีเทากลับเต็มไปด้วยบรรยากาศประหลาดในเช้าวันนี้เพราะคุณชายรองตระกูลหวังที่นั่งหัวโต๊ะประชุมมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก กลิ่นอายอันตรายและแรงกดข่มของมาเฟียใหญ่แผ่กำจายออกมามากผิดปกติจนคนในห้องต่างลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากมาร์คัสขมวดคิ้วมองเอกสารในมือราวกับมันเป็นภาษาต่างดาวจากนั้นก็หยิบช็อกโกแลตออกจากกล่องขึ้นมากัดคำใหญ่ จนบรรดาลูกน้องที่นั่งร่วมประชุมอีกหกชีวิตต่างลอบสบตากันเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดใครมันจะไปกล้า?เพราะคุณชายรองที่ปกติไม่แม้แต่จะแตะของหวาน กลับนั่งเคี้ยวช็อกโกแลตกร้วม ๆ ราวกับเป็นของโปรดอย่างไรอย่างนั้นปึก!ฉับพลันแฟ้มเอกสารก็ถูกโยนลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่เสียงเข้มดุเจือไอสังหารจะดังแหวกความเงียบ“ทำไมรายงานนี่มันกลิ่นเหม็น ๆ วะ” สิ้นคำนั้นทุกคนในห้องต่างสะดุ้งเฮือก ก่อนที่หนึ่งในทีมวิเคราะห์จะเอ่ยเสียงสั่น“มะ…มันคือกระดาษรีไซเคิลครับ คุณชายเคยสั่งให้ใช้…”“เปลี่ยน!” น้ำเสียงแข็งก
สตูดิโอเรือนกระจกทรงยุโรปทอดตัวยาวอยู่กลางสวนหลังคฤหาสน์ไร่ไวน์ตระกูลหวัง ผนังกระจกใสที่ตกแต่งด้วยม่านลูกไม้บาง ๆ สีขาวรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามสาย ภายในมีร่างบอบบางของคุณหนูคนเล็กตระกูลหวังที่กำลังก้มหน้าวาดภาพอย่างตั้งใจ แม้จะรู้ว่า ‘แขก’ คนเดิมกำลังจะมาเยือนอีกครั้งในวันนี้ขณะที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของ
“อ่า…งั้นมึงก็ยิงเลย แต่ถ้าไม่ตายกูจะเผาลูเธอร์แล้วพาเมียกูกลับ!” นัยน์ตาคมดุสีรัตติกาลเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ราวกับต้องการเน้นย้ำในคำพูดเมื่อครู่ เปลือกตาสีอ่อนพับลงรอชดใช้ความผิดในอดีตที่ยังตามติดขณะที่มุมปากหยักของราฟาเอลขยับยิ้มเย็นเยือก ก่อนที่ปลายนิ้วแกร่งจะค่อย ๆ ลงน้ำหนักที่ไกปืน“อย่าทำนะคะ” น
“อะ…อื้มมม…” เสียงครางหวานดังในลำคอระหง ขณะที่ริมฝีปากหยักยังคงบดจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยนราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยไปจากอ้อมแขนของเขาเนื้อกายอ่อนนุ่มที่เปลือยเปล่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้สั่นสะท้านภายใต้สัมผัสเฉียบขาดของเขา ริมฝีปากร้อนลวกลากไล้มาถึงเนินเต้าอวบอิ่มที่ปลายยอดสีชมพูอ่อน
“คุณเคยจูบฉันตรงนี้…เหรอคะ?” เสียงไม่คงที่กับร่างบางที่สั่นระริกทั้งที่เขายังไม่ทันจะเริ่มด้วยซ้ำเรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าคมคายพริบตานั้นราวกับมีบางอย่างขาดผึง กลิ่นอายลุ่มลึกของป่าฤดูฝนกรุ่นผ่านริมฝีปากอิ่มเมื่ออีกฝ่ายประทับจุมพิตลงมา สัมผัสเหนือความคาดหมายนั้นทั้งอ่อนโยน ลึกซึ้ง คล้ายทุกคว







