LOGIN“....” วรรณนรีกับลุคคามองสบตากัน ห่างเพียงแค่โต๊ะกั้น ความบังเอิญที่น่าตกใจนี้... ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะดีใจจนเนื้อเต้น โห่ร้องตะโกนด้วยความปลาบปลื้มว่าคือพรหมลิขิต ทว่าตอนนี้กลับทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนแทน เธอละสายตาออกมา เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงทักของพิมพ์ชนกกับอานนท์ดังขึ้น “มาแล้วเหรอ...” พิมพ์ชนกเอ่ยขึ้นคนแรก น้ำเสียงลิงโลด โล่งใจที่เพื่อนมาสักที ปล่อยให้รอตั้งนาน ยังพูดกับอานนท์อยู่เลยว่าวรรณนรีเทพวกเราหรือเปล่า “รอตั้งนาน ทำไมช้าจัง” วรรณนรียิ้มอ่อน ไม่มองโต๊ะตรงข้ามอีก ดึงเก้าอี้ตัวที่อยู่ติดกับพิมพ์ชนกออกนั่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หันหน้าเข้าหาโต๊ะของพวกลุคคา และบังเอิญลุคคาก็นั่งเก้าอี้ฝั่งที่หันหน้ามาทางเธอเช่นกัน ทำให้ทั้งคู่เผชิญหน้ากันแม้จะไม่อยากก็ตาม “สะดุดพื้น เลยต้องเปลี่ยนรองเท้าน่ะ ก็เลยมาช้า” “เป็นอะไรมากหรือเปล่า” อานนท์ถามแทรกด้วยความเป็นห่วง วรรณนรีส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “นี่... คือยังไม่ได้กินกันเหรอ” บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่จนเต็ม แต่ละจา
วรรณนรียื่นกุญแจรถให้ลุคคาแบบงงๆ ระหว่างนั่งรอเขาไปหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาให้ วรรณนรีอยู่ตามลำพังบนม้านั่ง ความคิดว้าวุ่นในหัวก็ค่อยๆ ตกตะกอน เธอสงบจิตสงบใจ รอเขากลับมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ร่างหนาถือรองเท้าแบบสวมของผู้หญิงส้นไม่สูงมากเดินตรงมาทางนี้ วรรณนรีมองภาพหายากตรงหน้าแล้วเกิดความคิดแปลกๆ มือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพเขาเอาไว้ แชะ... นี่มัน... เธอมองภาพบนจอ หัวใจสั่นระรัว ลุคคาชะลอเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวบนม้านั่งยกโทรศัพท์ขึ้นมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะรีบตะโกนบอกว่าห้ามถ่ายเด็ดขาด... แต่ว่าตอนนี้เขากลับไม่ได้ทำแบบนั้น เขาเลือกที่จะเปิดใจกว้าง และคิดอย่างรอบครอบว่าบางทีเธออาจจะแค่เอาขึ้นมาทำอย่างอื่นก็ได้ใครจะไปรู้ ขืนแหกปากตะโกนออกไป ดีไม่ดีคนที่เสียหน้าอาจจะเป็นเขาก็ได้ ชายหนุ่มเดินมาถึงเก้าอี้ ถึงจะยังติดใจเรื่องโทรศัพท์แต่สิ่งแรกที่เขาทำคือย่อตัวลงใส่รองเท้าให้เธอ “อ๊ะ... ไม่ต้องค่ะ ฉันใส่เอง” วรรณนรีชักเท้าหลบทันควัน แต่ไม่พ้นเงื้อมมือลุคคาอยู่ดี เขาคว้าข
หญิงสาวในชุดเดรสสั้นเรียบหรูก้าวลงจากรถพร้อมกับรองเท้าส้นสูงที่เพิ่งเปลี่ยนเสร็จ เธอพลางแชตถามโต๊ะกับเพื่อนไปด้วย วรรณนรี : ถึงแล้ว นั่งโต๊ะไหนกัน พิมพ์ชนก : วีไอพีแปด รีบมาเลย ของกินพร้อมแล้วข้อความตอบกลับมาแทบจะทันที วรรณนรียิ้มกำลังจะพิมพ์ตอบ ส้นรองเท้าดันสะดุดกับอะไรสักอย่างบนพื้นเข้าพอดี เสียหลักคะมำไปข้างหน้า โทรศัพท์ลื่นหลุดมือ ดวงตาเรียวคมเบิกโต ร้องเสียงหลง“ว้าย!”หัวใจร่วงไปอยู่ตาตุ่ม ทว่าวินาทีที่คิดว่าต้องเจ็บตัวแน่แล้ว ดันมีมือใครสักคนคว้าท่อนแขนเธอได้ทันเวลา กระชากกลับไป แต่เหมือนว่าจะออกแรงมากเกินจำเป็น ทำให้ร่างของเธอลอยหวือไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้ากระแทกกับแผ่นอกกว้างเข้าจังๆกลิ่นนี่...วรรณนรียังไม่ทันหายจากอาการใจหายใจคว่ำ ก็ต้องใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะกลิ่นอันคุ้นเคยจากเจ้าของร่าง ใบหน้ามนเงยขึ้นมองสันกรามเด่นชัด ผิวแก้มละมุนปัดบลัชออนสีนู้ดพลันแดงระเรื่อดูมีเลือดฝาดทันตาเห็นลุคคา...“คุณ!”วรรณนรีผวาผลักอกแกร่งออกห่างเมื่อพบว่าเขาคือคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุด เพียงแต่ข้อเท้าดันเจ็บแปลบแบบไม่คาดคิด ลำพังแค่จะยืนเองยังไ
“ผมกับจีน่าเราเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกัน ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น” ลุคคาตอบข้อสงสัยของอานนท์อย่างใจเย็น สายตามองวรรณนรี อยากรู้ว่าเธอคิดยังไง หลังฟังคำยืนกรานจากปากเขาแล้ว วรรณนรีไม่สนใจด้วยซ้ำ เธอหันไปคุยเรื่องอื่นกับพิมพ์ชนกหน้าตาเฉย ลุคคาขมวดคิ้ว อานนท์มองตาม มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย เห็นชัดๆ ว่าลุคคากำลังคาดหวังบางอย่างจากวรรณนรี “แค่กๆ” ลุคคากระแอมไอ สายตาของทุกคนในวงหันมามองเขาทันทีรวมถึงวรรณนรีด้วย “ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณ วรรณนรี... ขอเวลาสักครู่ได้ไหม” “เรื่องอะไรคะ” วรรณนรีมองอีกฝ่าย ทว่าลุคคาไม่ตอบ เขาต้องการที่จะคุยกับเธอตามลำพัง วรรณนรีอึดอัดเล็กน้อย “มีอะไรก็คุยกันตรงนี้เลยค่ะ” เธอพยายามโน้มน้าว ทว่าลุคคากลับยืนยันหนักแน่น “ผมอยากคุยกับคุณตามลำพัง” “....” บรรยากาศในวงสนทนาเงียบลงทันควัน ทั้งที่รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ของแขกเหรื่อ แต่จุดที่พวกเขาอยู่กลับเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก วรรณนรีมองตอบสายตาจริงจังของลุคคา ก่อนจะมองไปรอบๆ สบตาอานนท์ที พิม
“นา” “พิมพ์ นนท์...” วรรณนรียิ้มกว้างเป็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุดของวันนี้ก็ว่าได้ เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากทางเข้า หันไปดูก็ไม่ผิดหวัง เป็นคนที่เธอคิดไว้จริงๆ พิมพ์ชนก... และอานนท์ ทั้งคู่มาในชุดทำงานปกติ ไม่ได้แต่งหรูหราอะไรมาก เพราะวรรณนรีแจ้งไปแล้วว่าไม่ใช่งานใหญ่อะไร แค่เปิดออฟฟิศธรรมดาเท่านั้น “มาด้วยกันเหรอ” “อืม เจอกันที่หอ ก็เลยขอติดรถมาด้วยน่ะ” พิมพ์ชนกเป็นคนเอ่ยตอบ อานนท์พยักหน้ารับตามทันที กวาดตามองไปรอบๆ “ฝีมือดีเหมือนกันนะเนี่ย คราวหน้าถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ คนกันเอง” “รู้แล้วน่า ไม่ต้องย้ำแล้ว” วรรณนรีวางมือบนแขนอานนท์อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเอื้อมมืออีกข้างไปคว้าแขนพิมพ์ชนก ดึงทั้งคู่มาที่โต๊ะอาหาร หยิบเครื่องดื่มขึ้นมายื่นให้กับมือ “ขอบคุณนะที่มา” วรรณนรีชูแก้วขึ้น อานนท์กับพิมพ์ชนกก็ยกตาม ทั้งสามชนแก้วกันเบาๆ ดื่มฉลองให้กับออฟฟิศใหม่ของเพื่อนสาว “ต้องมาอยู่แล้วสิ” พิมพ์ชนกเอ่ย “ใช่ งานส
ออฟฟิศใหม่เสร็จสมบูรณ์ วรรณนรีตั้งใจจะเปิดออฟฟิศเงียบๆ คนเดียว แต่คุณเจียงลูกค้ารายใหญ่กลับไม่ปล่อยให้เธอโดดเดี่ยว เขาเกณฑ์คนมาร่วมงานจนออฟฟิศเล็กๆ ของเธอแน่นขนัด แขกส่วนใหญ่เป็นคนในวงการโฆษณา อินฟลูฯ คนเบื้องหลังสายงานครีเอทีฟ ซึ่งคัดมาเฉพาะดาวเด่น และคนที่มีอิทธิพลจริงๆ เท่านั้นวรรณนรีไม่ใช่คนที่ทำอะไรฉาบฉวย แม้จะไม่ได้ตั้งใจจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต แต่พอรู้ว่าคุณเจียงอยากจะมาแสดงความยินดี เธอก็จัดเตรียมการรับรองเอาไว้เป็นอย่างดี เพียงแต่ คิดไม่ถึงว่าคนจะเยอะขนาดนี้“ไหนว่าแค่เพื่อนในวงการเจ็ดแปดคนไงคะ” วรรณนรีกระซิบกระซาบข้างใหญ่คุณเจียงเมื่อเห็นคนตบเท้าเข้ามาไม่หยุดคุณเจียงหัวเราะลั่นทันที“ฮ่าๆ ผมเชิญไปแค่นั้นจริงๆ แต่พวกเขาพาผู้ติดตามมาด้วย ผมกำชับไปแล้วว่าให้พามาเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ เพราะออฟฟิศคุณค่อนข้างจำกัด”วรรณนรียิ้มอ่อน เธอไม่ได้จะตำหนิคุณเจียง แค่โอดครวญเล่นเฉยๆระหว่างนั้นก็มีคนเข้ามาทักทายไม่หยุด จนคุณเจียงต้องปลีกตัวออกไป เพื่อให้วรรณนรีได้มีเวลารับรองแขกอย่างเต็มที่“ล้อเล่นน่า... คุณไม่มีพนักงานเลยเหรอ ทั้งบริษัททำงานคนเดียว จะเก่งเกินไปแล้ว” ใครคนหนึ่งทักขึ้น
“อื้อ~” ความรู้สึกแน่นขนัดถูกยัดเยียดเข้ามาด้านในจนเต็ม เธออ้าปากหายใจเข้าเต็มปอด แต่ความอึดอัดกลับไม่ลดลงเลย “ไปไหน” “อ๊ะ อ๊า อื้อ...” ลุคคาคว้าเอวบางที่ดิ้นออกห่างเอาไว้ วรรณนรีกัดริมฝีปากแน่น ครางเสียงหวาม เธอไม่ได้หนี เพียงแต่ร่างกายมั
“ย้ายมาสิ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง” “คะ” วรรณนรีหันขวับ แต่ไม่รู้ว่าลุคคาเดินเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อหันมา ใบหน้าหวานก็แทบจะชนกับแผ่นอกแกร่งของเขาเข้า เธอผงะถอยครึ่งก้าว แต่กลับถูกวงแขนหนาโอบเอวเข้ามาแนบชิด “คุณลุค...” วรรณนรีไ
“ฉันกลับแล้วนะ” “หืม” ลุคคางัวเงีย เมื่อได้ยินเสียงพูดที่คล้ายลอยมาจากที่ไกลๆ วรรณนรีมองคนที่ยังหลับอยู่บนเตียง รู้ว่ายังเช้าอยู่ จึงไม่อยากรบกวน บอกเขาเสร็จ เธอก็ออกมาทันที ออกจากบ้านลุคคาตั้งแต่เช้าตรู่ ถึงที่พักก็เช้าพอดี ลุคคา :
เสียงหายใจหอบกระเส่าดังแผ่วไหว เติมเต็มบรรยากาศบนเตียงให้เร่าร้อนขึ้นไปอีกร่างบอบบางเขยื้อนกายที่ถูกปกคลุมไปด้วยความวาบหวิวอยู่ใต้ร่างหนา ขยับขึ้นลงตามแรงกระตุ้นของนิ้วแข็ง“อะอ๊า อื้อ~”ความรู้สึกพลุ่งพล่านแทรกซึมไปทั่วร่าง ขนกายลุกชูชัน เอวเด้งขึ้นลงเป็นระลอกคลื่นพลิ้วไหวข้อมือหนาขยับออก ขณะที่







