Masukเช้าวันที่ห้าหลังจากอลินเดินทางมาอยู่ที่ไร่ส้ม อากาศบนภูเขายังคงเย็นสบาย หมอกบางลอยเหนือยอดไม้ ก่อนจะค่อย ๆ จางลงเมื่อแสงแดดเริ่มส่องผ่านแนวเขา
อลินเดินลงบันไดมาพร้อมรอยยิ้มสดใส วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมกับกางเกงยีนส์ธรรมดา ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าอย่างง่าย ๆ เธอไม่ได้แต่งตัวเหมือนคุณหนูในกรุงเทพฯ ที่มักแต่งตัวสวยงามทุกครั้งที่ออกจากบ้าน แต่กลับดูคล่องตัวและเป็นธรรมชาติจนคนในบ้านเริ่มคุ้นตา “อรุณสวัสดิ์ค่ะป้าสาย” อลินยกมือไหว้หญิงวัยกลางคนที่กำลังจัดโต๊ะอาหาร ป้าสายเงยหน้าขึ้น ก่อนยิ้มอย่างเอ็นดู “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณอลิน ตื่นเช้าจังเลยนะคะ” “วันนี้หนูว่าจะช่วยป้าทำอาหารค่ะ” อลินพูดพร้อมเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอาหาร ป้าสายรีบส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณอลินเป็นแขก” “แขกอะไรคะ?” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ พลางหยิบจานขึ้นมา “หนูอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันแล้วนะคะ อีกอย่าง...ถ้าจะต้องอยู่ที่นี่อีกนาน หนูก็อยากช่วยอะไรบ้าง” ป้าสายมองเธอด้วยแววตาอบอุ่น “คุณดินคงดีใจนะคะที่มีคุณอลินมาอยู่ด้วย” อลินชะงักไปเล็กน้อย แก้มของเธอขึ้นสีจาง ๆ “เอ่อ...คุณดินจะดีใจหรือเปล่าไม่รู้ค่ะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนก้มหน้าจัดจานต่อ แต่คนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องอาหารกลับได้ยินทุกคำ อัคนีหยุดฝีเท้า เขามองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ อลินกำลังยืนช่วยป้าสายจัดอาหารอย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ไม่มีใครสั่งให้เธอทำ ไม่เหมือนคุณหนูที่เขาเคยคิดไว้เลย “ตื่นเช้าจัง” เสียงทุ้มของเขาดังขึ้น อลินเงยหน้าทันที “อ้าว คุณดิน” เธอยิ้มให้เขา “วันนี้หนูตื่นเร็วค่ะ” อัคนีเดินเข้ามาใกล้โต๊ะอาหาร สายตาเหลือบมองมือของเธอ “ทำอะไร?” “ช่วยป้าสายค่ะ” “ใครใช้?” คำถามนั้นทำให้อลินนิ่งไป เธอมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนตอบเบา ๆ “ไม่มีใครใช้ค่ะ หนูอยากช่วยเอง” อัคนีมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง “ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องทำ” อลินยิ้มบาง ๆ “หนูไม่เหนื่อยค่ะ” “แน่ใจ?” “แน่ใจค่ะ” อัคนีพยักหน้า แต่ก่อนจะหยิบแก้วกาแฟขึ้นดื่ม เขากลับเหลือบมองมือของเธออีกครั้ง ปลายนิ้วมีรอยแดงเล็ก ๆ จากการยกของและทำงานในครัว เขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว --- หลังอาหารเช้า อลินเดินออกมาหน้าบ้าน เธอเห็นคนงานสองสามคนกำลังช่วยกันขนลังส้มขึ้นรถ จึงเดินเข้าไปใกล้ด้วยความสนใจ “ให้หนูช่วยไหมคะ?” ชายคนหนึ่งรีบหันมา “ไม่เป็นไรครับคุณอลิน ของหนักครับ” “หนูช่วยถือกล่องเล็ก ๆ ก็ได้ค่ะ” อลินพูดพร้อมยื่นมือไปจับลังหนึ่ง แต่ยังไม่ทันยกขึ้น... เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “วางลง” อลินสะดุ้ง เธอหันกลับไปมอง อัคนีกำลังเดินเข้ามา สีหน้าของเขาเคร่งกว่าปกติเล็กน้อย อลินค่อย ๆ วางลังลง “หนูแค่จะช่วยค่ะ” “ผมรู้” อัคนีเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ “แต่ของพวกนี้หนัก” “หนูยกไหวค่ะ” “ผมบอกว่าไม่ต้อง” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นจนอลินเงียบ หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “ค่ะ” อัคนีมองสีหน้าของเธอแล้วรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดเหมือนกำลังตำหนิเธอ ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนลดน้ำเสียงลง “ถ้าอยากช่วยจริง ๆ ก็ช่วยเรื่องที่ไม่ต้องยกของหนัก” อลินเงยหน้าขึ้น “เช่นอะไรคะ?” “เดินดูว่าคนงานขาดอะไรหรือเปล่า” ดวงตาของเธอสว่างขึ้นทันที “ได้ค่ะ!” อัคนีมองรอยยิ้มที่กลับมาอย่างรวดเร็วแล้วเผลอถอนหายใจ ผู้หญิงคนนี้...เปลี่ยนอารมณ์เร็วเสียจริง “คุณดินครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ภาคินเดินเข้ามาพร้อมกุญแจรถในมือ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประจำตัว “รถพร้อมแล้วครับ” อัคนีพยักหน้า “อืม” ภาคินเหลือบมองอลิน แล้วหันกลับมามองเจ้านาย ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้น “คุณดินนี่ใจดีขึ้นนะครับ” อัคนีหันขวับ “พูดอะไร?” ภาคินทำหน้าตาย “ก็ปกติคุณดินไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะยกอะไร แต่วันนี้ถึงกับออกมาห้ามคุณอลินด้วยตัวเอง” อลินหันไปมองอัคนี ก่อนแอบยิ้ม ส่วนอัคนีหรี่ตามองคนสนิท “ถ้าว่างมากก็ไปช่วยคนงาน” ภาคินรีบยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ “ครับ ๆ ผมไปแล้วครับ” เขาหันหลังเดินไปสองก้าว ก่อนหันกลับมากระซิบกับอลิน “คุณอลินครับ ถ้าเจ้านายผมดุอะไร อย่าเพิ่งถือสานะครับ” อลินหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรค่ะ” “หมอนี่พูดมาก” อัคนีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ภาคินหัวเราะทันที “เห็นไหมครับ ผมบอกแล้ว” ก่อนจะรีบเดินหนีไป อลินหัวเราะจนไหล่สั่น อัคนีมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วมุมปากของเขาก็ยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว --- ช่วงบ่าย อลินเดินตรวจพื้นที่รอบไร่ตามที่อัคนีบอก เธอพูดคุยกับคนงานทุกคนอย่างเป็นกันเอง “ตรงนี้มีอะไรขาดไหมคะ?” “ไม่มีครับคุณอลิน” “ถ้ามีอะไรบอกหนูได้นะคะ เดี๋ยวหนูแจ้งคุณดินให้” คนงานยิ้มอย่างเป็นมิตร “คุณอลินไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอกครับ” “หนูต่างหากที่ต้องบอกว่าอย่าเกรงใจ” เธอหัวเราะ “เราอยู่บ้านเดียวกันแล้วนี่คะ” คำพูดธรรมดา ๆ ของเธอทำให้คนงานหลายคนยิ้มตาม อลินไม่เคยวางตัวสูงกว่าใคร ไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็นคนงาน คนขับรถ หรือแม่บ้าน เธอก็พูดคุยด้วยรอยยิ้มเหมือนกันทุกคน และภาพเหล่านั้น...กำลังถูกใครบางคนมองจากระยะไกล อัคนียืนอยู่ใต้ต้นไม้ มือหนึ่งถือโทรศัพท์ แต่สายตากลับไม่ได้อยู่บนหน้าจอ เขามองอลินที่กำลังหัวเราะกับคนงาน ผู้หญิงคนนี้ดูมีความสุขกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งการเดินตากแดดตรวจงานที่เขาคิดว่าไม่มีใครอยากทำ “คุณดินครับ” ภาคินเดินเข้ามายืนข้าง ๆ “มองนานแล้วนะครับ” อัคนีละสายตาทันที “ผมกำลังดูงาน” ภาคินมองไปทางอลิน ก่อนหันกลับมา “งานอยู่ทางโน้นครับ” อัคนีเงียบ ภาคินกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ “ครับ ๆ ดูงานต่อเลยครับ” อัคนีปรายตามองเขา “ถ้าไม่หยุดพูด ผมจะให้ไปดูงานแปลงไกลสุด” ภาคินรีบหุบปากทันที “เงียบแล้วครับ” แต่ดวงตาของเขายังเต็มไปด้วยแววขบขัน --- เย็นวันนั้น อลินกลับเข้าบ้านพร้อมเหงื่อบาง ๆ บนหน้าผาก เธอเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อช่วยป้าสายอีกครั้ง แต่ทันทีที่ยกมือขึ้น... “พอแล้ว” เสียงของอัคนีดังขึ้น อลินหันกลับไป ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงประตูในมือของเขาถือแก้วน้ำเย็น “วันนี้ทำมาทั้งวันแล้ว” เขายื่นแก้วให้ “ดื่ม” อลินมองแก้วน้ำ ก่อนเงยหน้ามองเขา “ขอบคุณค่ะ” เธอรับมาแล้วดื่มทันที อัคนียืนมองเธอเงียบ ๆ “เหนื่อยไหม?” อลินส่ายหน้า “ไม่ค่ะ สนุกดี” “ถ้าเหนื่อยก็บอก” “ค่ะ” เธอยิ้ม “คุณดินเป็นห่วงหนูเหรอคะ?” คำถามนั้นทำให้อัคนีนิ่งไป เขาหลบสายตาเล็กน้อย “ผมไม่อยากให้คู่หมั้นตัวเองป่วย” อลินชะงักหัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว ส่วนอัคนีเองก็เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เขากระแอมเบา ๆ ก่อนหันหน้าหนี “ไปพักได้แล้ว” อลินยิ้มบาง ๆ “ค่ะ” เธอเดินผ่านเขาไป แต่ก่อนจะขึ้นบันไดกลับห้อง หญิงสาวกลับหันมามองชายหนุ่มอีกครั้ง แววตาของเธออ่อนลง เพราะนี่เป็นครั้งแรก... ที่เธอรู้สึกว่า การมาอยู่ที่นี่อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ขณะเดียวกัน อัคนีก็ยืนมองแผ่นหลังของเธอจนลับสายตา เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย ทำไมแค่เห็นเธอเหนื่อย...เขาถึงรู้สึกเป็นห่วงมากขนาดนี้และทำไม...บ้านที่เคยเงียบสงบของเขา ถึงเริ่มรู้สึกว่างเปล่าในทันทีที่ไม่มีเสียงหัวเราะของเธอ? ภาคินที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบา ๆ ริมฝีปากยกยิ้มอย่างรู้ทัน “หนักแล้วนะครับคุณดิน...” เขาพึมพำกับตัวเอง “อาการแบบนี้ เขาเรียกว่าเริ่มชอบแล้วหรือเปล่านะ?” แต่คนที่กำลังตกหลุมรักกลับยังไม่รู้ตัวเลยว่า... หัวใจของเขากำลังเปิดประตูให้ผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาทีละนิด และอีกไม่นาน... อลินจะไม่ใช่เพียงเจ้าสาวตัวแทนอีกต่อไปรุ่งเช้า...แสงแดดอ่อนส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของอลิน หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน พ่อกลับมาแล้ว เพียงคิดถึงคำพูดนั้น หัวใจของเธอก็ทั้งอบอุ่นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันอลินลุกขึ้นนั่ง พลางมองสร้อยข้อมือเด็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ◌ืนิ้วเรียวค่อย ๆ ลูบมันอย่างทะนุถนอม“พ่อไม่เคยทิ้งเรา...จริง ๆ เหรอ”เธอพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก...ก๊อก...“อลิน”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้น เธอรีบเช็ดน้ำตาที่หางตา ก่อนตอบ“เข้ามาได้ค่ะ”ประตูเปิดออก อัคนีเดินเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ใบหน้าคมยังคงเรียบนิ่งเหมือนทุกวัน แต่ดวงตากลับจับจ้องเธอทันที“ร้องไห้อีกแล้ว?”เขาถามพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย อลินรีบส่ายหน้า“ไม่ได้ร้องค่ะ”อัคนีเดินเข้ามาใกล้ ก่อนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยรอยน้ำตาที่หางตาเธออย่างแผ่วเบา“แล้วนี่อะไร?”อลินก้มหน้าหลบสายตา“ก็...คิดถึงพ่อค่ะ”อัคนีถอนหายใจเบา ๆ“วันนี้ผมจะพาเธอไปหาเขา”เธอเงยหน้าขึ้นทันที“จริงเหรอคะ?”“อืม”“แต่คุณดินไม่ต้องไปทำงานเหรอ?”“งานสำคัญแค่ไหนก็รอได้”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน“เรื่องของเธอ
ค่ำคืนในไร่ส้มเงียบสงบกว่าทุกวัน...แต่ภายในใจของอลินกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายหลังจากกลับมาถึงบ้าน เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเล็กกำสร้อยข้อมือเด็กที่พบในกล่องไม้แน่น ดวงตาเหม่อมองแสงไฟจากไร่ด้านนอกเธอพยายามนึกถึงใบหน้าของชายที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำพ่อของเธอคนที่เธอเคยคิดว่าทอดทิ้งเธอ แต่จดหมายกลับบอกว่าเขาไม่เคยทอดทิ้ง“คิดอะไรอยู่ครับ?”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง อลินหันกลับไป เห็นอัคนียืนพิงกรอบประตูอยู่ เขาเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้าคมยังคงเคร่งขรึม แต่แววตากลับอ่อนลงทันทีเมื่อมองเห็นเธอ“เรื่องพ่อค่ะ”อลินตอบเบา ๆ ก่อนหลุบตาลง“หนูไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจ”อัคนีเดินเข้ามานั่งข้างเธอ“ทำไม?”“ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หนูก็ดีใจ”เธอเม้มริมฝีปาก“แต่หนูก็กลัว...กลัวว่าถ้าได้เจอกันแล้ว เขาจะไม่ได้อยากเจอหนูจริง ๆ”อัคนีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นวางบนศีรษะเธออย่างอ่อนโยน“อย่าคิดแทนเขา”อลินเงยหน้าขึ้น“ถ้าเขาไม่อยากเจอเธอ เขาคงไม่ทิ้งของพวกนั้นไว้ให้”น้ำเสียงของเขาหนักแน่น“อย่างน้อยเขาก็อยากให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ลืมเธอ”อลินมองหน้าเขา ดวงตาค่อ
หลังจากพบรถของอัครเดชในโกดังร้าง...บรรยากาศภายในรถของอัคนีเงียบผิดปกติอลินนั่งกอดแฟ้มเอกสารไว้แนบอก ดวงตาของเธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คำพูดของพีรพัฒน์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว“พ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่”ตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ค่อยรัก แต่วันนี้กลับพบว่า...เธออาจไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอมาด้วยซ้ำและพ่อแท้ ๆ ของเธออาจยังมีชีวิตอยู่“คุณดิน...”เสียงเรียกเบา ๆ ทำให้อัคนีที่กำลังขับรถเหลือบมอง“ครับ?”อลินก้มมองมือของตัวเอง“ถ้าพ่อหนูยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ...ทำไมเขาถึงไม่เคยกลับมาหาหนูเลยคะ?”น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความน้อยใจ อัคนีไม่ได้ตอบทันที เขาชะลอรถ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือเธอ“เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”“แต่หนูรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้ง”นิ้วของเธอกำแน่นขึ้น“ตั้งแต่เด็ก หนูพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อกับแม่รัก”เธอฝืนหัวเราะ“หนูตั้งใจเรียน ทำตัวดี ไม่เคยสร้างปัญหา แต่สุดท้าย...หนูก็ยังเป็นคนที่พวกเขาไม่ต้องการ”อัคนีมองเธอผ่านกระจกมองข้าง แววตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด“อลิน”“คะ?”“เธอไม่จำเป็นต้องพยา
หลังคำพูดของพีรพัฒน์จบลง...ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ อลินยืนตัวแข็งอยู่ข้างอัคนี มือเล็กกำชายเสื้อของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวส่วนอัคนี...ยังคงจ้องหน้าพีรพัฒน์ด้วยแววตาเย็นจัด“นายกำลังจะบอกว่าแม่ของฉันเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ?”น้ำเสียงของเขาต่ำลงทุกคำ พีรพัฒน์ยกยิ้มมุมปาก“ฉันไม่ได้พูดว่าเธอเป็นคนทำ”“งั้นหมายความว่าอะไร?”“หมายความว่า...แม่ของนายรู้อะไรมากกว่าที่นายคิด”อัคนีขบกรามแน่น“หลักฐาน?”พีรพัฒน์หยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากกระเป๋าแต่ยังไม่ทันส่งให้...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง“พีรพัฒน์!”ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน หญิงสูงวัยยืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าของเธอซีดเผือด แม่ของอัคนี อัคนีชะงัก“แม่?”เธอมองพีรพัฒน์ด้วยสายตาหวาดหวั่น“เธอมาที่นี่ทำไม?”พีรพัฒน์หัวเราะเบา ๆ“ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ความจริง”“กลับไปซะ!”เสียงของหญิงสูงวัยสั่น แต่พยายามทำให้เด็ดขาด พีรพัฒน์ไม่ขยับ“ถ้าผมกลับไป...ความจริงก็ยังไม่หายไปไหน”เขาหันไปมองอัคนี“จริงไหม?”อัคนีเดินเข้าหาแม่“แม่รู้อะไร?”ผู้เป็นแม่หลบสายตา“ไม่มีอะไร”“แม่ครับ”อัคนีจับไหล่เธอเบา ๆ“มองหน้าผมแล้วพูด”หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ
“ผล DNA ของคุณอลินกับผู้ชายที่ระบุในเอกสาร...แสดงความสัมพันธ์ทางสายเลือดระดับพ่อกับลูกครับ”คำพูดจากปลายสายยังคงก้องอยู่ในหัวอลินยืนนิ่ง ร่างกายเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับพื้นดวงตากลมโตค่อย ๆ เบิกกว้าง ก่อนริมฝีปากจะสั่น“พ่อ...?”เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน อัคนีมองเธอด้วยความเป็นห่วง เขารีบกดวางสาย ก่อนเดินเข้ามาหา“อลิน”หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาเริ่มแดง“คุณดิน...หนูมีพ่ออีกคนจริง ๆ เหรอคะ?”อัคนีไม่ได้ตอบทันที เขารู้ว่าตอนนี้เธอกำลังสับสน และสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำปลอบใจที่ไม่มีหลักฐาน แต่คือความจริงเขาจึงจับมือเธอไว้แน่น“เรายังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทั้งหมด”“แต่ผลตรวจ...”“ผลตรวจเป็นเพียงหนึ่งส่วนของความจริง”เขามองเธอด้วยสายตาหนักแน่น“ก่อนจะเชื่ออะไร เราจะตรวจสอบให้แน่ชัด”อลินเม้มริมฝีปาก น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนแก้ม“ถ้าความจริงคือ...พ่อแม่เลี้ยงหนูมาเพราะหนูไม่ใช่ลูกของพวกเขาจริง ๆ ล่ะคะ?”อัคนียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้“ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เธอก็ไม่ได้ผิด”อลินหลับตาลง“หนูแค่...อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร”อัคนีดึงเธอเข้ามากอด“ผมจะพาเธอไปหาคำตอบ”กรุงเทพมหานครหลายชั่ว
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายภายในบ้านสงบลง...อลินยังคงยืนกอดอัคนีแน่นอยู่กลางห้อง มือของเธอสั่นเล็กน้อย แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ความหวาดกลัวยังคงเกาะอยู่ในใจ อัคนีลูบแผ่นหลังเธอช้า ๆ“ไม่เป็นไรแล้ว”เสียงของเขานุ่มกว่าปกติ“ผมอยู่ตรงนี้”อลินสูดหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ ผละออกจากอ้อมแขนของเขา ดวงตาของเธอยังแดงจากการร้องไห้“คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?”“ไม่”“แน่ใจนะคะ?”อัคนีพยักหน้า“แน่ใจ”อลินมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียด ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก“ถ้าคุณเป็นอะไรไป...”เธอเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงสั่น“หนูคง...”เธอพูดต่อไม่ออก อัคนีมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่แก้มให้“ผมไม่เป็นอะไร”“เพราะมีคนคอยปกป้องผมต่างหาก”เขายิ้มบาง ๆ“คราวหน้า ถ้ากลัวก็ร้องเรียกผม”อลินพยักหน้า“ค่ะ”ภาคินที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นแล้วแอบยิ้ม“ผมว่าเวลาคุณดินอยู่กับคุณอลินนี่เหมือนคนละคนเลยนะครับ”อัคนีหันไปมอง“อยากกลับไปวิ่งรอบไร่ไหม?”ภาคินรีบยกมือ“ไม่ครับ ผมเพิ่งวิ่งมาจนขาจะหลุด”อลินหลุดหัวเราะทั้งที่ยังมีน้ำตา บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย แต่ไม่นาน... ภาคินก็พูดขึ้นด้วยส







