เข้าสู่ระบบเสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ชะลอลง ก่อนรถกระบะจะหยุดสนิทใต้ร่มไม้ริมทาง อลินรีบปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเปิดประตูลงจากรถแทบจะทันที
ทันทีที่เท้าแตะพื้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกส้มก็ลอยมาตามสายลม หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดวงตากลมโตมองไปรอบตัวด้วยความตื่นเต้น “ว้าว...” เสียงอุทานหลุดออกมาเบา ๆ เบื้องหน้าเต็มไปด้วยต้นส้มที่เรียงรายเป็นแนวยาว บางต้นมีผลสีเขียวอ่อนห้อยอยู่เต็มกิ่ง แสงแดดยามสายส่องผ่านใบไม้จนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ อลินหมุนตัวมองรอบ ๆ อย่างลืมตัว รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “ที่นี่สวยกว่าที่คิดอีกค่ะ” อัคนีที่เพิ่งลงจากรถยืนมองเธออยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มยกมือขึ้นจัดแขนเสื้อที่พับไว้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ชอบมาก?” อลินหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “ชอบค่ะ!” คำตอบของเธอมาแทบจะทันที จนคนถามถึงกับเลิกคิ้ว หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ต้นส้มต้นหนึ่งอย่างสนใจ แต่ยังไม่กล้าแตะต้อง เธอเพียงก้มมองผลส้มที่ห้อยอยู่บนกิ่งด้วยสายตาเป็นประกาย “ลูกพวกนี้กินได้เลยไหมคะ?” “ยัง” อัคนีตอบพลางเดินตามเธอมาอย่างช้า ๆ “ต้องรอให้แก่กว่านี้” อลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเงยหน้ามองเขา “แล้วถ้าแก่แล้ว...หวานไหมคะ?” “บางแปลงหวานมาก” “แล้วแปลงไหนหวานที่สุด?” อัคนีมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “อยากรู้?” อลินพยักหน้ารัว ๆ “ค่ะ” ชายหนุ่มหันหน้าไปทางอีกฝั่งของไร่ “เดี๋ยวพาไป” “จริงนะคะ?” “อืม” อลินยิ้มจนตาหยี ก่อนรีบเดินตามเขาไป แต่เพียงไม่กี่ก้าว...เธอก็สังเกตเห็นจังหวะการเดินของอัคนีที่ยังไม่คล่องนัก ชายหนุ่มพยายามลงน้ำหนักอย่างระมัดระวัง แม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่งราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร อลินชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินให้ช้าลงจนอยู่ในจังหวะเดียวกับเขา อัคนีเหลือบมองหญิงสาวข้างตัว เขาสังเกตเห็นการกระทำนั้น “ทำไมไม่เดินไปก่อน?” อลินหันมามอง “รอคุณค่ะ” “ไม่ต้อง” “แต่เราเดินมาด้วยกันนี่คะ” คำตอบนั้นเรียบง่ายเสียจนเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ อัคนีจึงหันกลับไปมองทางข้างหน้า แต่ริมฝีปากกลับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร --- “คุณดินครับ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง อัคนีหันกลับไป ชายวัยประมาณสามสิบต้น ๆ ในชุดทำงานของไร่เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “มีอะไร?” “คนงานแปลงสามขอเปลี่ยนเวลาทำงานครับ เพราะช่วงบ่ายอากาศร้อนมาก” “จัดให้ตามความเหมาะสม” อัคนีตอบทันที “แล้วเรื่องปุ๋ยที่สั่ง?” “กำลังส่งมาครับ” อลินยืนฟังอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เธอสังเกตเห็นว่าเมื่ออัคนีอยู่ในเวลางาน สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากชายหนุ่มที่พูดน้อย กลายเป็นคนที่มีความเด็ดขาดและจริงจัง แต่ในขณะเดียวกัน...เขาก็ไม่ได้ใช้อารมณ์กับลูกน้องทุกคำสั่งชัดเจนและมีเหตุผล อลินมองเขาอย่างเผลอ ๆ เธอไม่เคยคิดว่าเจ้าของไร่ส้มที่มีข่าวว่าเย็นชา จะดูแลคนงานมากขนาดนี้ “มองอะไร?” เสียงของอัคนีดังขึ้น อลินสะดุ้งเล็กน้อย “เปล่าค่ะ” “เห็นมองอยู่” เธอหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนยกมือเกาท้ายทอยอย่างเขิน ๆ “หนูแค่คิดว่าคุณดูเก่งจังค่ะ” อัคนีนิ่ง “เก่ง?” “ค่ะ” เธอพยักหน้า “ดูเหมือนทุกคนเชื่อฟังคุณ แล้วก็ไว้ใจคุณด้วย” คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มเงียบไปชั่วขณะ เขาไม่ค่อยได้รับคำชมตรง ๆ เช่นนี้ โดยเฉพาะจากผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน “พูดเก่งเหมือนกันนะเรา” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายแซว อลินเบิกตากว้าง ก่อนหัวเราะออกมา “ก็คุณถามนี่คะ” เสียงหัวเราะของเธอดังใสจนคนงานที่อยู่ใกล้ ๆ ยังเผลอยิ้มตาม อัคนีมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี แต่ความรู้สึกบางอย่างในอกกลับอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด --- ช่วงสาย อัคนีพาอลินมายังแปลงส้มที่อยู่ลึกเข้าไปในไร่ ที่นี่มีต้นส้มจำนวนมากกว่าบริเวณอื่น ผลส้มบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม อลินถึงกับร้องออกมาด้วยความดีใจ “สวยมาก!” เธอรีบเดินเข้าไปใกล้ต้นหนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปอย่างลังเล “จับได้ไหมคะ?” “ได้” เมื่อได้รับอนุญาต หญิงสาวจึงใช้นิ้วแตะผลส้มเบา ๆ รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้า “เหมือนในรูปเลยค่ะ” อัคนีมองเธอ “ไม่เคยเห็นของจริง?” “ไม่เคยค่ะ” อลินส่ายหน้า “ที่กรุงเทพฯ เคยเห็นแต่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” “แล้วอยากลองเก็บไหม?” ดวงตาของเธอเบิกกว้าง “ได้เหรอคะ?” “ถ้าไม่กลัวเหนื่อย” “ไม่กลัวค่ะ!” อลินตอบอย่างกระตือรือร้น อัคนีจึงหยิบกรรไกรสำหรับตัดผลไม้ส่งให้ แต่เมื่อเห็นมือของเธอถือกรรไกรอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เขาก็ขยับเข้าไปใกล้ “จับแบบนี้” มือใหญ่เอื้อมมาจับข้อมือของเธออย่างระมัดระวัง อลินชะงักทันที ร่างกายแข็งค้างไปชั่วขณะ เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา หัวใจที่เคยเต้นเป็นปกติกลับกระตุกแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล อัคนีเองก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ใกล้เธอมากเกินไป แต่เขายังคงวางสีหน้าเรียบเฉย “ตัดตรงก้าน” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างหู อลินกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนพยักหน้า “ค่ะ...” ฉับ! ผลส้มลูกแรกถูกตัดออกจากต้น อลินมองมันในมือด้วยสีหน้าดีใจราวกับเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่ “สำเร็จแล้ว!” เธอหันกลับมาหาอัคนีโดยไม่ทันระวัง ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่นิ้ว ความเงียบเข้าปกคลุมทันที อลินเบิกตากว้าง อัคนีเองก็หยุดนิ่ง ทั้งคู่สบตากันนานกว่าที่ควร จนสุดท้ายอลินเป็นฝ่ายรีบถอยหลัง “ขะ...ขอโทษค่ะ” แก้มของเธอเริ่มขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัด อัคนีมองเธอ ก่อนละสายตาไปอีกทาง “ไม่เป็นไร” แต่เสียงของเขากลับต่ำกว่าปกติเล็กน้อย --- หลังจากนั้นทั้งสองเดินกลับไปยังรถ อลินถือส้มลูกหนึ่งติดมือมาด้วย เธอมองมันอย่างภูมิใจตลอดทาง “หนูเอากลับบ้านได้ไหมคะ?” “ได้” “งั้นหนูจะเอาไว้กินตอนเย็น” อัคนีเหลือบมองเธอ “ลูกเดียวพอ?” “พอค่ะ” หญิงสาวหัวเราะ “หนูไม่ใช่คนกินเยอะขนาดนั้น” อัคนีไม่ได้ตอบ แต่ในใจกลับคิดว่า... เธอดูมีความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ ได้ง่ายกว่าที่เขาคิด เมื่อกลับถึงบ้าน อลินเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับส้มในมือ ก่อนจะหันกลับมาพูด “ขอบคุณนะคะคุณดิน” อัคนีเงยหน้าขึ้น “เรื่องอะไร?” “ที่พาไปดูไร่ค่ะ” เธอยิ้มกว้าง “วันนี้สนุกมากเลย” ชายหนุ่มมองรอยยิ้มของเธอ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “ถ้าอยากไปอีกก็บอก” “ค่ะ!” อลินตอบอย่างสดใส ก่อนวิ่งขึ้นบันไดไป อัคนีมองตามจนเธอลับสายตา เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นหลายวินาที จากนั้นจึงก้มมองมือของตัวเอง เมื่อครู่... เขายังจำความรู้สึกตอนจับข้อมือของเธอได้ ทั้งที่มันเป็นเพียงการช่วยสอนวิธีเก็บส้มธรรมดา ๆ แต่ทำไม... หัวใจของเขาถึงเต้นแรงกว่าปกติ? ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับพยายามไล่ความคิดนั้นออกไป “คงคิดมากไปเอง” เขาพึมพำ ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่สิ่งที่อัคนีไม่รู้คือ...ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สายตาของเขาจะเริ่มมองหาอลินโดยไม่รู้ตัว และเจ้าสาวตัวแทนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงผู้หญิงที่ถูกส่งมาแทนพี่สาว...กำลังค่อย ๆ กลายเป็นผู้หญิงที่ทำให้ไร่ส้มอันเงียบสงบของเขา มีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อยโดยที่หัวใจของเจ้าของไร่เอง... กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ เช่นกันรุ่งเช้า...แสงแดดอ่อนส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของอลิน หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน พ่อกลับมาแล้ว เพียงคิดถึงคำพูดนั้น หัวใจของเธอก็ทั้งอบอุ่นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันอลินลุกขึ้นนั่ง พลางมองสร้อยข้อมือเด็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ◌ืนิ้วเรียวค่อย ๆ ลูบมันอย่างทะนุถนอม“พ่อไม่เคยทิ้งเรา...จริง ๆ เหรอ”เธอพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก...ก๊อก...“อลิน”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้น เธอรีบเช็ดน้ำตาที่หางตา ก่อนตอบ“เข้ามาได้ค่ะ”ประตูเปิดออก อัคนีเดินเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ใบหน้าคมยังคงเรียบนิ่งเหมือนทุกวัน แต่ดวงตากลับจับจ้องเธอทันที“ร้องไห้อีกแล้ว?”เขาถามพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย อลินรีบส่ายหน้า“ไม่ได้ร้องค่ะ”อัคนีเดินเข้ามาใกล้ ก่อนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยรอยน้ำตาที่หางตาเธออย่างแผ่วเบา“แล้วนี่อะไร?”อลินก้มหน้าหลบสายตา“ก็...คิดถึงพ่อค่ะ”อัคนีถอนหายใจเบา ๆ“วันนี้ผมจะพาเธอไปหาเขา”เธอเงยหน้าขึ้นทันที“จริงเหรอคะ?”“อืม”“แต่คุณดินไม่ต้องไปทำงานเหรอ?”“งานสำคัญแค่ไหนก็รอได้”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน“เรื่องของเธอ
ค่ำคืนในไร่ส้มเงียบสงบกว่าทุกวัน...แต่ภายในใจของอลินกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายหลังจากกลับมาถึงบ้าน เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเล็กกำสร้อยข้อมือเด็กที่พบในกล่องไม้แน่น ดวงตาเหม่อมองแสงไฟจากไร่ด้านนอกเธอพยายามนึกถึงใบหน้าของชายที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำพ่อของเธอคนที่เธอเคยคิดว่าทอดทิ้งเธอ แต่จดหมายกลับบอกว่าเขาไม่เคยทอดทิ้ง“คิดอะไรอยู่ครับ?”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง อลินหันกลับไป เห็นอัคนียืนพิงกรอบประตูอยู่ เขาเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้าคมยังคงเคร่งขรึม แต่แววตากลับอ่อนลงทันทีเมื่อมองเห็นเธอ“เรื่องพ่อค่ะ”อลินตอบเบา ๆ ก่อนหลุบตาลง“หนูไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจ”อัคนีเดินเข้ามานั่งข้างเธอ“ทำไม?”“ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หนูก็ดีใจ”เธอเม้มริมฝีปาก“แต่หนูก็กลัว...กลัวว่าถ้าได้เจอกันแล้ว เขาจะไม่ได้อยากเจอหนูจริง ๆ”อัคนีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นวางบนศีรษะเธออย่างอ่อนโยน“อย่าคิดแทนเขา”อลินเงยหน้าขึ้น“ถ้าเขาไม่อยากเจอเธอ เขาคงไม่ทิ้งของพวกนั้นไว้ให้”น้ำเสียงของเขาหนักแน่น“อย่างน้อยเขาก็อยากให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ลืมเธอ”อลินมองหน้าเขา ดวงตาค่อ
หลังจากพบรถของอัครเดชในโกดังร้าง...บรรยากาศภายในรถของอัคนีเงียบผิดปกติอลินนั่งกอดแฟ้มเอกสารไว้แนบอก ดวงตาของเธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คำพูดของพีรพัฒน์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว“พ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่”ตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ค่อยรัก แต่วันนี้กลับพบว่า...เธออาจไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอมาด้วยซ้ำและพ่อแท้ ๆ ของเธออาจยังมีชีวิตอยู่“คุณดิน...”เสียงเรียกเบา ๆ ทำให้อัคนีที่กำลังขับรถเหลือบมอง“ครับ?”อลินก้มมองมือของตัวเอง“ถ้าพ่อหนูยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ...ทำไมเขาถึงไม่เคยกลับมาหาหนูเลยคะ?”น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความน้อยใจ อัคนีไม่ได้ตอบทันที เขาชะลอรถ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือเธอ“เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”“แต่หนูรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้ง”นิ้วของเธอกำแน่นขึ้น“ตั้งแต่เด็ก หนูพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อกับแม่รัก”เธอฝืนหัวเราะ“หนูตั้งใจเรียน ทำตัวดี ไม่เคยสร้างปัญหา แต่สุดท้าย...หนูก็ยังเป็นคนที่พวกเขาไม่ต้องการ”อัคนีมองเธอผ่านกระจกมองข้าง แววตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด“อลิน”“คะ?”“เธอไม่จำเป็นต้องพยา
หลังคำพูดของพีรพัฒน์จบลง...ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ อลินยืนตัวแข็งอยู่ข้างอัคนี มือเล็กกำชายเสื้อของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวส่วนอัคนี...ยังคงจ้องหน้าพีรพัฒน์ด้วยแววตาเย็นจัด“นายกำลังจะบอกว่าแม่ของฉันเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ?”น้ำเสียงของเขาต่ำลงทุกคำ พีรพัฒน์ยกยิ้มมุมปาก“ฉันไม่ได้พูดว่าเธอเป็นคนทำ”“งั้นหมายความว่าอะไร?”“หมายความว่า...แม่ของนายรู้อะไรมากกว่าที่นายคิด”อัคนีขบกรามแน่น“หลักฐาน?”พีรพัฒน์หยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากกระเป๋าแต่ยังไม่ทันส่งให้...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง“พีรพัฒน์!”ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน หญิงสูงวัยยืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าของเธอซีดเผือด แม่ของอัคนี อัคนีชะงัก“แม่?”เธอมองพีรพัฒน์ด้วยสายตาหวาดหวั่น“เธอมาที่นี่ทำไม?”พีรพัฒน์หัวเราะเบา ๆ“ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ความจริง”“กลับไปซะ!”เสียงของหญิงสูงวัยสั่น แต่พยายามทำให้เด็ดขาด พีรพัฒน์ไม่ขยับ“ถ้าผมกลับไป...ความจริงก็ยังไม่หายไปไหน”เขาหันไปมองอัคนี“จริงไหม?”อัคนีเดินเข้าหาแม่“แม่รู้อะไร?”ผู้เป็นแม่หลบสายตา“ไม่มีอะไร”“แม่ครับ”อัคนีจับไหล่เธอเบา ๆ“มองหน้าผมแล้วพูด”หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ
“ผล DNA ของคุณอลินกับผู้ชายที่ระบุในเอกสาร...แสดงความสัมพันธ์ทางสายเลือดระดับพ่อกับลูกครับ”คำพูดจากปลายสายยังคงก้องอยู่ในหัวอลินยืนนิ่ง ร่างกายเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับพื้นดวงตากลมโตค่อย ๆ เบิกกว้าง ก่อนริมฝีปากจะสั่น“พ่อ...?”เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน อัคนีมองเธอด้วยความเป็นห่วง เขารีบกดวางสาย ก่อนเดินเข้ามาหา“อลิน”หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาเริ่มแดง“คุณดิน...หนูมีพ่ออีกคนจริง ๆ เหรอคะ?”อัคนีไม่ได้ตอบทันที เขารู้ว่าตอนนี้เธอกำลังสับสน และสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำปลอบใจที่ไม่มีหลักฐาน แต่คือความจริงเขาจึงจับมือเธอไว้แน่น“เรายังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทั้งหมด”“แต่ผลตรวจ...”“ผลตรวจเป็นเพียงหนึ่งส่วนของความจริง”เขามองเธอด้วยสายตาหนักแน่น“ก่อนจะเชื่ออะไร เราจะตรวจสอบให้แน่ชัด”อลินเม้มริมฝีปาก น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนแก้ม“ถ้าความจริงคือ...พ่อแม่เลี้ยงหนูมาเพราะหนูไม่ใช่ลูกของพวกเขาจริง ๆ ล่ะคะ?”อัคนียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้“ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เธอก็ไม่ได้ผิด”อลินหลับตาลง“หนูแค่...อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร”อัคนีดึงเธอเข้ามากอด“ผมจะพาเธอไปหาคำตอบ”กรุงเทพมหานครหลายชั่ว
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายภายในบ้านสงบลง...อลินยังคงยืนกอดอัคนีแน่นอยู่กลางห้อง มือของเธอสั่นเล็กน้อย แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ความหวาดกลัวยังคงเกาะอยู่ในใจ อัคนีลูบแผ่นหลังเธอช้า ๆ“ไม่เป็นไรแล้ว”เสียงของเขานุ่มกว่าปกติ“ผมอยู่ตรงนี้”อลินสูดหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ ผละออกจากอ้อมแขนของเขา ดวงตาของเธอยังแดงจากการร้องไห้“คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?”“ไม่”“แน่ใจนะคะ?”อัคนีพยักหน้า“แน่ใจ”อลินมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียด ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก“ถ้าคุณเป็นอะไรไป...”เธอเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงสั่น“หนูคง...”เธอพูดต่อไม่ออก อัคนีมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่แก้มให้“ผมไม่เป็นอะไร”“เพราะมีคนคอยปกป้องผมต่างหาก”เขายิ้มบาง ๆ“คราวหน้า ถ้ากลัวก็ร้องเรียกผม”อลินพยักหน้า“ค่ะ”ภาคินที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นแล้วแอบยิ้ม“ผมว่าเวลาคุณดินอยู่กับคุณอลินนี่เหมือนคนละคนเลยนะครับ”อัคนีหันไปมอง“อยากกลับไปวิ่งรอบไร่ไหม?”ภาคินรีบยกมือ“ไม่ครับ ผมเพิ่งวิ่งมาจนขาจะหลุด”อลินหลุดหัวเราะทั้งที่ยังมีน้ำตา บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย แต่ไม่นาน... ภาคินก็พูดขึ้นด้วยส







