INICIAR SESIÓN"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด
"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณ
ทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
"ระวังค่ะ!"
เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจัง
ปึก!
"โอ๊ย!"
เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซิบออกมาจากปากแผล แต่เธอยังคงกัดฟันเกร็งแขนประคองร่างของมาดามชาวอาหรับเอาไว้จนอีกฝ่ายทรงตัวยืนได้สำเร็จ
"Mon Dieu! Tu saignes!" (พระเจ้า! เธอเลือดออก!) มาดามเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยเลือดบนมือของพนักงานสาว เอวารีบซ่อนมือข้างนั้นไว้ด้านหลังหลังเสื้อสูท ฝืนส่งยิ้มบางๆ เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม
"ไม่เป็นไรค่ะ นิดเดียวเอง คุณลื่นล้มบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ"
ยังไม่ทันที่ญาติคนไข้จะได้ตอบคำถาม บานประตูห้องพักก็ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคย นายแพทย์ปรวีร์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยจังหวะเร่งรีบ เสื้อกาวน์สีขาวของเขามีรอยยับย่นเล็กน้อยบริเวณแขนเสื้อ บ่งบอกถึงการผ่านเคสผ่าตัดต่อเนื่องมาหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พักเปลี่ยนชุด ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอดูกระด้างขึ้นเมื่อเห็นสภาพความวุ่นวายภายในห้อง
"เกิดอะไรขึ้น" น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้น ตัดบทสนทนาทุกอย่าง
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว จากแอ่งน้ำบนพื้น มาดามที่ยืนหน้าซีด และหยุดลงที่เอวาซึ่งกำลังยืนซ่อนมือขวาไว้ด้านหลัง ท่าทางเกร็งๆ และรอยย่นระหว่างคิ้วของพนักงานประสานงานสาวทำให้ศัลยแพทย์หนุ่มจับผิดได้ทันที
ปรวีร์ไม่รอฟังคำอธิบาย เขาหันไปพยักหน้าให้พยาบาลที่เดินตามเข้ามาด้านหลัง
"จัดการทำความสะอาดพื้นตรงนี้ เช็กสัญญาณชีพคนไข้บนเตียงให้เรียบร้อยด้วยว่าไม่มีอะไรกระทบกระเทือนจากการเคลื่อนไหวของเตียงเมื่อครู่" เขาสั่งงานรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเอวา "ส่วนคุณ... ตามผมมาข้างนอก"
เขาไม่ได้ตะคอก แต่เป็นน้ำเสียงราบเรียบที่แฝงความเด็ดขาดจนปฏิเสธไม่ได้
เอวาหันไปค้อมศีรษะให้มาดามเล็กน้อยเป็นเชิงขอตัว ก่อนจะเดินตามแผ่นหลังกว้างของนายแพทย์หนุ่มออกจากห้องไป ทันทีที่บานประตูห้องพักผู้ป่วยปิดลง ปรวีร์ก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอที่โถงทางเดินซึ่งค่อนข้างปลอดคนในเวลานี้
"เอามือออกมาให้ผมดู" เขาแบมือออกตรงหน้าเธอ
เอวาเม้มริมฝีปาก เลี่ยงสายตาดุๆ คู่นั้น "ไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะคุณหมอ แค่แผลถลอกนิดหน่อย ฉันไปล้างน้ำเปล่าก็..."
"คุณเอวา" เขาเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่กดต่ำลงกว่าเดิมหนึ่งระดับ "อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ"
ความดื้อรั้นในสายเลือดทำให้เอวาอยากจะเถียงกลับ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดปนเหนื่อยล้าของเขา เธอจึงยอมดึงมือขวาที่ซ่อนไว้ออกมาวางลงบนฝ่ามือใหญ่ รอยแผลถลอกยาวประมาณสองนิ้วที่หลังมือเริ่มมีเลือดซึมออกมามากขึ้นจนเลอะขอบแขนเสื้อเชิ้ตสีอ่อน
ปรวีร์ขมวดคิ้วแน่นจนแทบเป็นปม เขาจับปลายนิ้วของเธอไว้หลวมๆ พลิกดูบาดแผล สัมผัสจากฝ่ามือของเขาสากเล็กน้อยจากการล้างมือฆ่าเชื้อบ่อยครั้ง แต่มันกลับอุ่นจัดจนเอวารู้สึกวูบวาบในช่องท้อง
"แผลลึกจนเลือดซึมขนาดนี้ คุณเรียกมันว่านิดหน่อย?" เขาดึงแขนเธอให้เดินตามไปยังรถเข็นอุปกรณ์ทำแผลของพยาบาลที่จอดอยู่ไม่ไกล "คุณคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือไง ถึงได้พุ่งตัวไปรับน้ำหนักคนตัวใหญ่กว่าแบบนั้นโดยไม่ดูทิศทาง ถ้าพลาดล้มหัวฟาดพื้นขึ้นมาจะทำยังไง"
คำบ่นที่ยืดยาวผิดวิสัยของศัลยแพทย์ผู้ประหยัดคำพูดทำเอาเอวาชะงักไปนิดหนึ่ง
"ฉันเห็นเขากำลังจะลื่นล้ม สัญชาตญาณมันก็ต้องเข้าไปช่วยสิคะ" เอวาสวนกลับ พยายามดึงมือตัวเองคืน แต่ปรวีร์จับยึดข้อมือเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย "และแผลแค่นี้มันก็แค่อุบัติเหตุ คุณหมอจะมาดุฉันทำไมคะเนี่ย"
"ผมดุเพราะคุณไม่รู้จักประเมินความปลอดภัยของตัวเองก่อน" ปรวีร์ตอบกลับทันควัน มือข้างหนึ่งหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์จากกระปุกบนรถเข็น "กฎของการช่วยเหลือคนอื่น คือคุณต้องแน่ใจก่อนว่าตัวเองจะไม่กลายเป็นผู้บาดเจ็บรายที่สอง เข้าใจไหม"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิงนิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัวเขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวา
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว"ระวังค่ะ!"เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจังปึก!"โอ๊ย!"เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซ
"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนักเอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวันเธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้นจังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจังลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงคว
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังมองหาใครชายหนุ่มขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่เมื่อเห็นว่าพนักงานคนใหม่กำลังฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน เขาเดินตรงเข้าไปหาด้วยจังหวะฝีเท้าที่เงียบกริบ ตั้งใจจะปลุกขึ้นมาตักเตือนเรื่องการนอนหลับในพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าเวลานี้จะเลยเวลาทำการปกติมาแล้วก็ตามทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์หนุ่มกลับสะดุดเข้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และกองกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาเน้นข้อความหลากสีปรวีร์ก้มลงอ่านเนื้อหาบนหน้าจอ มันไม่ใช่ตารางสรุปที่เธอส่งให้เขาเมื่อตอนบ่าย แต่มันคือการวิเคราะห์ประวัติการใช้ยา Heparin ของคนไข้ที่เธอสกัดออกมาจากรายงานการแพทย์ฉบับย่อยของโรงพยาบาลในปารีส หญิงสาวเขียนโน้ตภาษาไทยกำกับไว้ด้านข้างอย่างละเอียดว่าคนไข้เคยมีภาวะเลือดหยุดไหลช้าเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมแพทย์ฝั่งตะวันออกกลางไม่ได้ไฮไลต์ส่งมาให้มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเคาะโต๊ะเพื่อปลุกคนหลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศปรวีร์ไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นทีละบรรทัด ความรู้สึกหงุดหงิดและอคติที่มีต่อเด็กดื้อรั้นคนนี้ค่อยๆ สลายลง แทนที่ด้วยความเคารพในความเป็นม
"นี่คือประวัติการรักษาส่วนแรกของท่านชีค" ปรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ "ผมต้องการบทสรุปย่อ ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัดเดิม และความต้องการพิเศษส่วนตัวที่ทางฝั่งนั้นส่งมา จัดทำเป็นตารางสรุปให้ผมอ่านง่ายๆ บนโต๊ะทำงาน..." เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "...ภายในบ่ายสามโมงตรงวันนี้"เอวาเบิกตากว้างเล็กน้อย ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เธอมีเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการอ่านเอกสารทางการแพทย์ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษหลายร้อยหน้า แถมยังต้องย่อยมันออกมาเป็นตารางสรุปให้ผู้ชายจอมเนี้ยบคนนี้อ่าน นี่มันไม่ใช่การสั่งงาน แต่มันคือการกลั่นแกล้งชัดๆ"บ่ายสามโมง?" เอวาทวนคำถาม "คุณหมอทราบใช่ไหมคะว่าเอกสารพวกนี้เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง และฉันต้องใช้เวลาเทียบเคียงข้อมูลให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์""ผมถึงสั่งให้คุณทำไง คุณเอวา" เขาย้อนกลับด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังหน้าชา "คุณเป็นคนบอกเองว่าคุณมีทักษะด้านภาษาและพร้อมจะทำงาน ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็แปลว่าคุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ช่วยของผม"ความท้าทายถูกโยนใส่หน้าอย่างจัง เอวากัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นรอย ความดื้อรั้นในสายเลือดราชวงศ์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เธอจะไม่ยอมแพ้ผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
"อะไรนะครับ!" ปรวีร์เผลอหลุดเสียงดัง "อาจารย์จะให้พนักงานคนนี้มาตามติดผมเนี่ยนะ? ผมไม่ต้องการผู้ช่วยส่วนตัวครับ พยาบาลในวอร์ดก็ทำงานประสานได้ดีอยู่แล้ว""พยาบาลในวอร์ดไม่ได้มีทักษะการเจรจาระดับการทูตหมอวี" ผู้อำนวยการสวนกลับทันที "และเคสนี้เดิมพันสูงมาก ถ้าเรารักษาชีค อัล-ฟาร์ซี สำเร็จและสร้างความประทับใจได้ มันจะดึงดูดนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาอีกมหาศาล นี่ไม่ใช่คำขอร้องหมอวี... นี่คือคำสั่ง"คำว่า 'คำสั่ง' ทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ปรวีร์กรามบดเข้าหากันแน่น เขาเป็นศัลยแพทย์อันดับหนึ่ง ไม่เคยมีใครกล้าบังคับให้เขาทำงานกับคนที่ไม่ต้องการมาก่อน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่กล้าเถียงเขาฉอดๆ ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ด้วยแล้วเอวาเองก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทุบลงกลางหลัง เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปรวีร์ สันกรามที่นูนขึ้นเป็นสันชัดเจนบ่งบอกถึงความอดกลั้นขั้นสุดของเขา ถ้าต้องทำงานร่วมกับผู้ชายเผด็จการคนนี้ตลอดสามเดือน ชีวิตการเป็นสามัญชนของเธอคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น"เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ทั้งสองคน" ผู้อำนวยการกวาดสายตามองคนทั้งคู่"รับทราบครับ" ปรวีร์ตอบรับเสียงแข็งกระด้าง"







