LOGIN"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"
เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน
"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนัก
เอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวัน
เธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้น
จังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจัง
ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงความร้อนที่ริ้วขึ้นมาตามใบหู
"คุณทำงานส่วนที่เหลือพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ดึกแล้ว รีบกินให้หมดแล้วกลับบ้านไปได้แล้ว"
เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงกลับมาเรียบตึงเหมือนเดิมเพื่อปกปิดความวูบไหวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
เอวาชะงัก มองตามร่างสูงที่ทำท่าจะเดินหนีไปดื้อๆ "อ้าว คุณหมอไม่ตรวจวอร์ดต่อแล้วเหรอคะ"
"ไม่มีอะไรให้ตรวจแล้ว" เขาก้าวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง "ล็อกเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อยด้วย พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมงห้าสิบเก้า ผมต้องเห็นคุณสแตนด์บายอยู่ที่หน้าห้องทำงานผม อย่าสายล่ะ"
พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากลืนหายไปกับความสลัวของโถงทางเดิน ทิ้งให้เอวานั่งมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม
หญิงสาวก้มลงมองขวดนมสตรอว์เบอร์รีในมือ นิ้วโป้งลูบหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างขวดเบาๆ ความเย็นของมันสวนทางกับความรู้สึกอุ่นซ่านที่ก่อตัวขึ้นในอก
ผู้ชายคนนั้น... ถึงจะเผด็จการ เจ้าระเบียบ และชอบออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่การกระทำของเขากลับเต็มไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน เขาไม่จำเป็นต้องลงไปซื้อของกินมาให้เธอ ไม่จำเป็นต้องมานั่งตรวจงานนอกเวลาให้เธอ แต่เขาก็ทำ
บางทีเวลาหนึ่งปีเต็มต่อจากนี้ภายใต้คำสั่งของเขา อาจจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนการตกนรกอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก
"ปากร้ายแต่ใจดีสินะ..." หญิงสาวยิ้มบางขณะเก็บขวดนมเปล่าลงถังขยะ
ระยะเวลาสองสัปดาห์ในแผนกผู้ป่วยต่างชาติ VVIP สำหรับพนักงานคนอื่นอาจหมายถึงความกดดันจนแทบอยากยื่นใบลาออกวันละหลายรอบ แต่สำหรับเอวา มันคือการเรียนรู้จังหวะชีวิตใหม่ที่ท้าทายและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ต้องจดจำ
โดยเฉพาะรายละเอียดที่เกี่ยวกับนายแพทย์ปรวีร์
หญิงสาวกวาดสายตามองตารางนัดหมายบนหน้าจอแท็บเล็ต ขณะก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมหนานุ่มดูดซับเสียงฝีเท้า เธอเรียนรู้แล้วว่าศัลยแพทย์หัวหน้าทีมคนนี้จะดื่มกาแฟเอสเปรสโซช็อตแรกตอนเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที เขาจะราวด์วอร์ดรอบเช้าด้วยความเร็วที่พยาบาลต้องวิ่งตาม และเขาเกลียดการรายงานเคสที่ใช้คำฟุ่มเฟือยวกวน
แต่ในขณะเดียวกัน เอวาก็เรียนรู้ความลับอีกข้อหนึ่ง... ใต้ความเนี้ยบตึงเปรี๊ยะและกฎระเบียบที่ตั้งไว้สูงลิ่ว ผู้ชายคนนี้มักจะแวะซื้อนมสดรสสตรอว์เบอร์รีมาวางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานของเธอเสมอ โดยอ้างสารพัดเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ตั้งแต่พนักงานร้านสะดวกซื้อหยิบผิด ไปจนถึงคลินิกเด็กเอามาแจก
"คุณเอวาคะ ทางห้อง 905 กดกริ่งเรียกค่ะ ญาติคนไข้ชาวอาหรับดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องการปรับเตียง แล้วพยาบาลเวรนี้ไม่มีใครสื่อสารภาษาฝรั่งเศสหรืออาหรับได้เลย"
เสียงเรียกจากเคาน์เตอร์พยาบาลทำให้เอวาหลุดจากภวังค์ความคิด เธอพยักหน้ารับและเก็บแท็บเล็ตลงในกระเป๋าเสื้อสูททันที
"เดี๋ยวเอวาเข้าไปดูให้เองค่ะ พี่พยาบาลเตรียมเครื่องวัดความดันสแตนด์บายไว้เผื่อคนไข้ตื่นตกใจด้วยนะคะ"
เอวาสาวเท้าตรงไปยังห้องพักฟื้นขนาดใหญ่ที่อยู่สุดทางเดิน เมื่อผลักประตูบานหนาเข้าไป สิ่งแรกที่ปะทะจังหวะการมองเห็นคือความวุ่นวายขนาดย่อม หญิงชาวอาหรับวัยกลางคนในชุดคลุมยาวกำลังยืนส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ชี้มือชี้ไม้ไปที่แผงควบคุมไฟฟ้าของเตียง ขณะที่พื้นหินอ่อนใกล้กับโซฟารับแขกมีรอยน้ำหกเจิ่งนอง คาดว่าน่าจะมาจากเหยือกน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเตี้ย
"Madame, s'il vous plaît, calmez-vous. Laissez-moi vous aider." (มาดามคะ โปรดใจเย็นลงก่อน ให้ฉันช่วยดูให้นะคะ) เอวาส่งเสียงทักทายเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยโทนเสียงนุ่มนวลและใจเย็น หญิงคนนั้นหันมามองด้วยสีหน้าโล่งใจเมื่อมีคนสื่อสารด้วยภาษาที่ตนเองถนัด เธอเริ่มอธิบายอย่างรวดเร็วว่าพยายามจะปรับระดับหัวเตียงให้สามีที่เพิ่งผ่าตัด แต่เผลอไปกดปุ่มผิดจนเตียงปรับระดับเอียงลง และจังหวะที่ตกใจก็ถอยหลังไปชนโต๊ะจนน้ำหก
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิงนิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัวเขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวา
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว"ระวังค่ะ!"เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจังปึก!"โอ๊ย!"เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซ
"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนักเอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวันเธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้นจังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจังลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงคว
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังมองหาใครชายหนุ่มขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่เมื่อเห็นว่าพนักงานคนใหม่กำลังฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน เขาเดินตรงเข้าไปหาด้วยจังหวะฝีเท้าที่เงียบกริบ ตั้งใจจะปลุกขึ้นมาตักเตือนเรื่องการนอนหลับในพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าเวลานี้จะเลยเวลาทำการปกติมาแล้วก็ตามทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์หนุ่มกลับสะดุดเข้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และกองกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาเน้นข้อความหลากสีปรวีร์ก้มลงอ่านเนื้อหาบนหน้าจอ มันไม่ใช่ตารางสรุปที่เธอส่งให้เขาเมื่อตอนบ่าย แต่มันคือการวิเคราะห์ประวัติการใช้ยา Heparin ของคนไข้ที่เธอสกัดออกมาจากรายงานการแพทย์ฉบับย่อยของโรงพยาบาลในปารีส หญิงสาวเขียนโน้ตภาษาไทยกำกับไว้ด้านข้างอย่างละเอียดว่าคนไข้เคยมีภาวะเลือดหยุดไหลช้าเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมแพทย์ฝั่งตะวันออกกลางไม่ได้ไฮไลต์ส่งมาให้มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเคาะโต๊ะเพื่อปลุกคนหลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศปรวีร์ไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นทีละบรรทัด ความรู้สึกหงุดหงิดและอคติที่มีต่อเด็กดื้อรั้นคนนี้ค่อยๆ สลายลง แทนที่ด้วยความเคารพในความเป็นม
"นี่คือประวัติการรักษาส่วนแรกของท่านชีค" ปรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ "ผมต้องการบทสรุปย่อ ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัดเดิม และความต้องการพิเศษส่วนตัวที่ทางฝั่งนั้นส่งมา จัดทำเป็นตารางสรุปให้ผมอ่านง่ายๆ บนโต๊ะทำงาน..." เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "...ภายในบ่ายสามโมงตรงวันนี้"เอวาเบิกตากว้างเล็กน้อย ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เธอมีเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการอ่านเอกสารทางการแพทย์ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษหลายร้อยหน้า แถมยังต้องย่อยมันออกมาเป็นตารางสรุปให้ผู้ชายจอมเนี้ยบคนนี้อ่าน นี่มันไม่ใช่การสั่งงาน แต่มันคือการกลั่นแกล้งชัดๆ"บ่ายสามโมง?" เอวาทวนคำถาม "คุณหมอทราบใช่ไหมคะว่าเอกสารพวกนี้เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง และฉันต้องใช้เวลาเทียบเคียงข้อมูลให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์""ผมถึงสั่งให้คุณทำไง คุณเอวา" เขาย้อนกลับด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังหน้าชา "คุณเป็นคนบอกเองว่าคุณมีทักษะด้านภาษาและพร้อมจะทำงาน ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็แปลว่าคุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ช่วยของผม"ความท้าทายถูกโยนใส่หน้าอย่างจัง เอวากัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นรอย ความดื้อรั้นในสายเลือดราชวงศ์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เธอจะไม่ยอมแพ้ผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
"อะไรนะครับ!" ปรวีร์เผลอหลุดเสียงดัง "อาจารย์จะให้พนักงานคนนี้มาตามติดผมเนี่ยนะ? ผมไม่ต้องการผู้ช่วยส่วนตัวครับ พยาบาลในวอร์ดก็ทำงานประสานได้ดีอยู่แล้ว""พยาบาลในวอร์ดไม่ได้มีทักษะการเจรจาระดับการทูตหมอวี" ผู้อำนวยการสวนกลับทันที "และเคสนี้เดิมพันสูงมาก ถ้าเรารักษาชีค อัล-ฟาร์ซี สำเร็จและสร้างความประทับใจได้ มันจะดึงดูดนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาอีกมหาศาล นี่ไม่ใช่คำขอร้องหมอวี... นี่คือคำสั่ง"คำว่า 'คำสั่ง' ทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ปรวีร์กรามบดเข้าหากันแน่น เขาเป็นศัลยแพทย์อันดับหนึ่ง ไม่เคยมีใครกล้าบังคับให้เขาทำงานกับคนที่ไม่ต้องการมาก่อน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่กล้าเถียงเขาฉอดๆ ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ด้วยแล้วเอวาเองก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทุบลงกลางหลัง เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปรวีร์ สันกรามที่นูนขึ้นเป็นสันชัดเจนบ่งบอกถึงความอดกลั้นขั้นสุดของเขา ถ้าต้องทำงานร่วมกับผู้ชายเผด็จการคนนี้ตลอดสามเดือน ชีวิตการเป็นสามัญชนของเธอคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น"เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ทั้งสองคน" ผู้อำนวยการกวาดสายตามองคนทั้งคู่"รับทราบครับ" ปรวีร์ตอบรับเสียงแข็งกระด้าง"







