Se connecter"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"
เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี
"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิง
นิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัว
เขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ
"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อย
ปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวาคิดว่าเขาคงจะหยิบพลาสเตอร์ยาสีเนื้อแบบมาตรฐานของโรงพยาบาลออกมา ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่บนปลายนิ้วยาวของเขากลับทำให้หญิงสาวต้องเบิกตากว้าง
มันคือพลาสเตอร์ยาพื้นสีเหลืองอ่อน พิมพ์ลายไดโนเสาร์ทีเร็กซ์สีเขียวที่กำลังฉีกยิ้มกว้าง
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมพื้นที่ตรงนั้นอยู่สามวินาที เอวากะพริบตาปริบๆ มองพลาสเตอร์ลายการ์ตูนสลับกับใบหน้าดุดันของศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาล ความขัดแย้งขั้นสุดยอดนี้ทำให้เธอต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ
"คุณหมอ..." เอวาพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุด "คุณหมอพกพลาสเตอร์เด็กลายนี้ไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ด้วยเหรอคะ"
ปรวีร์ชะงักไปเล็กน้อยตอนที่ก้มลงมองของในมือ ใบหูของเขาขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ อย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มกระแอมในลำคอเบาๆ พยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด
"ไอ้หมอพีทมันแกล้งเอามาใส่ไว้ในกระเป๋าผมเมื่อเช้า" เขาตอบเสียงห้วน รีบแกะซองพลาสเตอร์ออกด้วยความรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า "ผมแค่ขี้เกียจเดินเอาไปทิ้งถังขยะ ก็เลยปล่อยมันไว้แบบนั้นแหละ"
คำแก้ตัวที่ฟังดูไร้น้ำหนักทำให้เอวาลอบยิ้ม เธอรู้ดีว่าคนเจ้าระเบียบอย่างนายแพทย์ปรวีร์ ถ้าไม่ชอบหรือรำคาญอะไร เขาคงจับมันโยนทิ้งไปตั้งแต่ห้าวินาทีแรกที่เห็นแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้พลาสเตอร์เด็กเล่นมานอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ตัวโปรดของเขาได้ทั้งวันแน่ๆ
"งั้นเหรอคะ" เอวาแกล้งลากเสียงยาว "ดีจังเลยนะคะที่คุณหมอไม่ทิ้งมันไปซะก่อน ไดโนเสาร์ตัวนี้น่ารักดีออก เข้ากับแผลถลอกของฉันพอดีเลย"
ปรวีร์ไม่ตอบโต้การล้อเลียนนั้น เขาดึงแถบกาวออกและค่อยๆ บรรจงทาบพลาสเตอร์ลายไดโนเสาร์ลงบนหลังมือของเอวา ปลายนิ้วโป้งของเขากรีดรีดไปตามขอบพลาสเตอร์เพื่อให้แนบสนิทกับผิวเนื้อ สัมผัสแผ่วเบาที่ลากผ่านผิวหลังมือทำให้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นปราดไปตามเส้นประสาทของเอวา
กลิ่นกาแฟดำเข้มข้นผสมกับกลิ่นอาฟเตอร์เชฟและกลิ่นสบู่ฆ่าเชื้อจางๆ ลอยอวลอยู่รอบตัวเขา มันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่เอวาเริ่มรู้สึกคุ้นเคยและ... สบายใจ
"เรียบร้อย" เขากล่าวเสียงเบา
จังหวะที่ปรวีร์เงยหน้าขึ้นมา สายตาของเขาปะทะเข้ากับดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนของเอวาที่กำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองคนหดสั้นลงจนเหลือไม่ถึงคืบ ร่างสูงใหญ่ของเขายืนบดบังแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ด้านหลัง ทำให้เงาของเขาทาบทับลงมาบนตัวเธอ
เอวาสัมผัสได้ถึงจังหวะลมหายใจสม่ำเสมอของเขาที่เป่ารดเหนือกระหม่อม ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นที่เคยมองเธอด้วยความจับผิดในวันแรก บัดนี้กลับทอประกายบางอย่างที่ลึกซึ้งและยากจะคาดเดา มันมีความอ่อนโยน ความห่วงใย และความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกของอดีตเจ้าหญิงกระตุกเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ไม่มีใครขยับตัว ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมา บรรยากาศรอบข้างที่เคยเต็มไปด้วยเสียงเดินไปมาของพยาบาลหรือเสียงเครื่องมือแพทย์ดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปชั่วขณะ เอวาเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วของเธอยังคงวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือของเขา ความร้อนจากกายชายหนุ่มแผ่ซ่านผ่านมาถึงผิวเนื้อของเธอ
"อ้าวๆ ทำอะไรกันอยู่วะนั่น"
เสียงทักทายยียวนที่ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบงันทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว ปรวีร์รีบปล่อยมือเอวาราวกับถูกไฟลวกและก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ขณะที่เอวาก็รีบดึงมือตัวเองกลับมาประสานไว้ด้านหน้า ใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องก้มหน้างุด
นายแพทย์พีท กุมารแพทย์อารมณ์ดีประจำโรงพยาบาลกำลังเดินล้วงกระเป๋าสาวเท้าเข้ามาหาพวกเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แววตาของเพื่อนสนิทเต็มไปด้วยความจับผิดและล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด
"ฉันเดินตามหาแกตั้งนานไอ้หมอวี พยาบาลบอกว่าแกพุ่งพรวดเข้ามาจัดการเคสในห้อง 905" พีทหยุดยืนมองหน้าเพื่อนสลับกับใบหน้าแดงเรื่อของพนักงานประสานงานสาว ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับพลาสเตอร์สีเหลืองอ๋อยบนหลังมือของเอวา "โอ๊ะโอ... นั่นมันพลาสเตอร์ลายไดโนเสาร์ลิมิเต็ดอิดิชันที่ฉันอุตส่าห์แบ่งให้แกนี่หว่า หัวหน้าทีมศัลยกรรมมารับจ๊อบทำแผลถลอกให้ผู้ช่วยตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย บริการดีระดับ VVIP เลยนะเว้ย"
"หุบปากไปเลยไอ้พีท"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิงนิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัวเขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวา
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว"ระวังค่ะ!"เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจังปึก!"โอ๊ย!"เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซ
"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนักเอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวันเธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้นจังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจังลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงคว
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังมองหาใครชายหนุ่มขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่เมื่อเห็นว่าพนักงานคนใหม่กำลังฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน เขาเดินตรงเข้าไปหาด้วยจังหวะฝีเท้าที่เงียบกริบ ตั้งใจจะปลุกขึ้นมาตักเตือนเรื่องการนอนหลับในพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าเวลานี้จะเลยเวลาทำการปกติมาแล้วก็ตามทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์หนุ่มกลับสะดุดเข้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และกองกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาเน้นข้อความหลากสีปรวีร์ก้มลงอ่านเนื้อหาบนหน้าจอ มันไม่ใช่ตารางสรุปที่เธอส่งให้เขาเมื่อตอนบ่าย แต่มันคือการวิเคราะห์ประวัติการใช้ยา Heparin ของคนไข้ที่เธอสกัดออกมาจากรายงานการแพทย์ฉบับย่อยของโรงพยาบาลในปารีส หญิงสาวเขียนโน้ตภาษาไทยกำกับไว้ด้านข้างอย่างละเอียดว่าคนไข้เคยมีภาวะเลือดหยุดไหลช้าเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมแพทย์ฝั่งตะวันออกกลางไม่ได้ไฮไลต์ส่งมาให้มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเคาะโต๊ะเพื่อปลุกคนหลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศปรวีร์ไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นทีละบรรทัด ความรู้สึกหงุดหงิดและอคติที่มีต่อเด็กดื้อรั้นคนนี้ค่อยๆ สลายลง แทนที่ด้วยความเคารพในความเป็นม
"นี่คือประวัติการรักษาส่วนแรกของท่านชีค" ปรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ "ผมต้องการบทสรุปย่อ ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัดเดิม และความต้องการพิเศษส่วนตัวที่ทางฝั่งนั้นส่งมา จัดทำเป็นตารางสรุปให้ผมอ่านง่ายๆ บนโต๊ะทำงาน..." เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "...ภายในบ่ายสามโมงตรงวันนี้"เอวาเบิกตากว้างเล็กน้อย ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เธอมีเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการอ่านเอกสารทางการแพทย์ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษหลายร้อยหน้า แถมยังต้องย่อยมันออกมาเป็นตารางสรุปให้ผู้ชายจอมเนี้ยบคนนี้อ่าน นี่มันไม่ใช่การสั่งงาน แต่มันคือการกลั่นแกล้งชัดๆ"บ่ายสามโมง?" เอวาทวนคำถาม "คุณหมอทราบใช่ไหมคะว่าเอกสารพวกนี้เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง และฉันต้องใช้เวลาเทียบเคียงข้อมูลให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์""ผมถึงสั่งให้คุณทำไง คุณเอวา" เขาย้อนกลับด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังหน้าชา "คุณเป็นคนบอกเองว่าคุณมีทักษะด้านภาษาและพร้อมจะทำงาน ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็แปลว่าคุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ช่วยของผม"ความท้าทายถูกโยนใส่หน้าอย่างจัง เอวากัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นรอย ความดื้อรั้นในสายเลือดราชวงศ์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เธอจะไม่ยอมแพ้ผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
"อะไรนะครับ!" ปรวีร์เผลอหลุดเสียงดัง "อาจารย์จะให้พนักงานคนนี้มาตามติดผมเนี่ยนะ? ผมไม่ต้องการผู้ช่วยส่วนตัวครับ พยาบาลในวอร์ดก็ทำงานประสานได้ดีอยู่แล้ว""พยาบาลในวอร์ดไม่ได้มีทักษะการเจรจาระดับการทูตหมอวี" ผู้อำนวยการสวนกลับทันที "และเคสนี้เดิมพันสูงมาก ถ้าเรารักษาชีค อัล-ฟาร์ซี สำเร็จและสร้างความประทับใจได้ มันจะดึงดูดนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาอีกมหาศาล นี่ไม่ใช่คำขอร้องหมอวี... นี่คือคำสั่ง"คำว่า 'คำสั่ง' ทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ปรวีร์กรามบดเข้าหากันแน่น เขาเป็นศัลยแพทย์อันดับหนึ่ง ไม่เคยมีใครกล้าบังคับให้เขาทำงานกับคนที่ไม่ต้องการมาก่อน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่กล้าเถียงเขาฉอดๆ ตั้งแต่วันแรกแบบนี้ด้วยแล้วเอวาเองก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทุบลงกลางหลัง เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปรวีร์ สันกรามที่นูนขึ้นเป็นสันชัดเจนบ่งบอกถึงความอดกลั้นขั้นสุดของเขา ถ้าต้องทำงานร่วมกับผู้ชายเผด็จการคนนี้ตลอดสามเดือน ชีวิตการเป็นสามัญชนของเธอคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น"เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ทั้งสองคน" ผู้อำนวยการกวาดสายตามองคนทั้งคู่"รับทราบครับ" ปรวีร์ตอบรับเสียงแข็งกระด้าง"







