Se connecterได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันมุ่นคิ้ว “ก่อนหน้านี้มีหลายคนถูกส่งมาบูชายัญ พวกนางล้วนไปที่นั่นหรือเจ้าคะ”
หลางจวินชะงักก่อนหันกลับมามองนาง “บุรุษเผ่าหมาป่าของเรามีเจ้าสาวที่มีตราซึ่งถูกประทับเอาไว้ หากเจ้าหมายถึงเจ้าสาวคนก่อนๆ อาจจะใช่ พวกนางเคยถูกส่งตัวไปที่นั่น”
“แต่...ทุกปีมีสตรีถูกส่งขึ้นมา”
รอยยิ้มของเขาทำให้นางขนลุก ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมีชีวิตรอด!!!
“บางครั้งความงมงายของมนุษย์ก็เข้าขั้นโง่งม ภัยธรรมชาติและโรคระบาด มิได้เกิดขึ้นเพราะเทพผู้ปกปักขุนเขาเสมอไป แต่บางครั้งกลับเป็นเพราะน้ำมือของมนุษย์” เขากล่าวออกมาเสียงเรียบ
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“โรคระบาดเกิดขึ้นเพราะความเลินเล่อและความมักง่าย อุทกภัยเกิดขึ้นเพราะพวกเขาตัดไม้บนเขาจนเหี้ยน เช่นนี้ยังโทษว่าเป็นเพราะเทพเจ้าพิโรธได้อีกหรือ”
เฉินซินเยว่รับฟังด้วยท่าทีสงบ นางเองก็เคยคิดว่าชาวบ้านช่างงมงาย หากแต่วันนี้นางกลับได้พบกับเขา หลางจวิน บุรุษผู้ลึกลับซึ่งปรากฏตัวท่ามกลางป่าเขามืดมิด
“แล้วครั้งนี้ที่พวกเขาส่งข้ามาเล่าเจ้าคะ”
“เจ้ามาเพราะต้องมา” หลางจวินกล่าวจบก็หันกลับไป มือใหญ่จับจูงมือของหญิงสาวให้ออกเดิน
เขาไหนเลยจะบอกนางว่าความจริงแล้ว เขาใช้เล่ห์กลเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหมอผีกำมะลอที่หลอกลวงชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องลงแรงอะไรเลย นอกจากรอให้ชาวบ้านเหล่านั้นพานางมาส่งถึงมือเขา
เฉินซินเยว่มือหนึ่งถูกจับจูง มือหนึ่งยกขึ้นลูบจันทร์เสี้ยวที่เปลี่ยนเป็นสีแดง ในใจของนางสับสนจนไม่อาจเรียบเรียง
ตลอดมามีแต่คนรังเกียจจันทร์เสี้ยวบนใบหน้าของนาง แต่ไม่ว่าจะมองคราใดนางก็ให้รู้สึกว่ามันสวยมาก แม้จะเป็นสีดำหากแต่ไม่ว่าจะมองคราใด นางก็ไม่อาจรับรู้ถึงความชั่วร้าย
มาบัดนี้นางมีหลางจวินเดินนำอยู่ข้างหน้า กอบกุมมือนางให้ออกเดิน หัวใจที่สิ้นหวังของนางพลันรู้สึกถึงแสงแห่งความหวัง
ความหวาดกลัวและความโดดเดี่ยวที่ผ่านมา ดูเหมือนถูกหลางจวินปัดเป่าไปจนสิ้น
หัวใจของนางสงบลงจนน่าประหลาด นางสมควรกลัว หากแต่นางกลับมีความสุขกระทั่งไม่อาจห้ามรอยยิ้ม แม้จะเดินไปในทิศทางที่นางไม่รู้ เดินตามเขาไปในสถานที่ซึ่งนางไม่รู้จัก แต่ถึงอย่างนั้น นางกลับไม่รู้สึกหวาดหวั่นอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ถามหรือว่าสถานที่ที่ข้าจะพาไปนั้น เป็นเช่นไร”
เฉินซินเยว่เงยหน้าขึ้นมองเขา รอยยิ้มสว่างเจิดจ้าของนางเผยออกมา เป็นรอยยิ้มและดวงตาของความจริงใจที่สานสบกับเขา
“ชีวิตข้าสิบปีก่อนรอดมาได้ หากแต่ก็ไร้ซึ่งความหวัง ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าจะเป็นทุกอย่างให้ข้า ดังนั้นท่านจะเป็นความหวังของข้า ท่านไปที่ใดข้าล้วนติดตาม”
“เจ้า...คิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ”
หลางจวินดูคล้ายตกตะลึงไปเล็กน้อยที่นางว่าง่ายถึงเพียงนี้ มือใหญ่กุมมือนางแน่นขึ้น จากนั้นไม่พูดไม่จาเขากลับพานางก้าวตรงไปข้างหน้า
ท่ามกลางความมืดมิด เฉินซินเยว่เดินตามเงาร่างสูงไป นางไม่หวาดหวั่น ก้าวเดินตามเขาไปด้วยหัวใจอันมั่นคง ฝากทุกอย่างเอาไว้ในมือเขา บอกตัวเองว่านับจากนี้นางจะมีเขา นางจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
มืออันอบอุ่นที่กุมมือนางแน่น ยิ่งทำให้นางมั่นใจ ไม่ว่าเขาพานางไปที่ใดนางก็ไม่หวั่น เพราะแม้เขาจะดูเย็นชา หากแต่การกระทำของเขากลับแสดงให้นางเห็นชัด
...นางสะดุดเขาเอื้อมมือมาคว้านางเอาไว้
...นางเดินช้าเขารั้งฝีเท้ารอ ความห่วงใยเงียบๆ นี้ บอกให้นางรู้ว่าเขาหาได้เป็นคนเย็นชาไม่
นางตัดสินใจแล้ว อดีตที่ผ่านมานางจะลืมเลือนให้สิ้น วันนี้จะเป็นวันที่นางเริ่มต้นใหม่
เริ่มต้น...โดยมีเขา ‘หลางจวิน’ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ในม่านหมอกหนาทึบร่างเล็กของเฉินซินเยว่ถูกโอบกอดแน่น นางตัวสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาวเย็น หากแต่ก้าวไปได้ไม่นานม่านหมอกเหล่านั้นพลันเลือนหาย หลงเหลือเอาไว้เพียงทางเดินซึ่งทอดยาวเข้าไปในกำแพงเมือง
“นั่นเป็นอักษรของเราเผ่าหมาป่า ไม่นานเจ้าจะได้เรียนรู้ ที่นี่คือเมืองป๋ายหลาง ข้ามีสหายที่นี่อยากให้พวกเขาช่วยจัดงานไหว้ฟ้าดินแบบมนุษย์ เจ้าจะได้เป็นฮูหยินของข้าอย่างสมบูรณ์ เขาเรียกขานว่ามู่หย่งจวิน เป็นเจ้าเคหาสน์หงเล่อ ฮูหยินของเขาก็เป็นมนุษย์”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาซาบซึ้ง นางไหนเลยไม่เข้าใจในความใส่ใจของเขา ยามนี้หากนางได้พบมนุษย์สักคนที่เคยตกอยู่ในสภาพอย่างนาง เขาคงคิดว่านางจะวางใจมากกว่านี้
“ข้าเชื่อใจท่าน ท่านไม่จำเป็นต้อง...”
ย่างก้าวที่ให้ความหวามหวิว เพราะจุดประสานยังคงแนบชิด จังหวะการเดินที่เขาจงใจโยกขยับบดเบียดความอ่อนนุ่ม ทำให้เฉินซินเยว่ครวญเสียงหวานนางโอบแขนทั้งสองข้างกับลำคออีกฝ่าย ริมฝีปากตอบรับจุมพิตของเขาอย่างยินดี เมื่อไปถึงโขดหินหลางจวินวางท่อนขาข้างหนึ่งของนางลง กระชับท่อนขาอีกข้างของนางให้โอบรอบเอวสอบมือใหญ่รั้งข้อมือเล็กขึ้นพันธนาการไว้เหนือศีรษะ กดสะโพกเพื่อโจนจ้วงเข้าหานุ่มเนื้ออุ่นที่เต้นตุบ ด้วยท่วงท่านี้เขาจึงรู้สึกว่าทั้งสองสามารถเติมเต็มให้แก่กันและกันอย่างลึกล้ำดังใจหมายอกแกร่งบดเบียดอกอิ่ม มือใหญ่เลื่อนไปนวดเฟ้นท่อนขาที่โอบกระชับ จากนั้นปลายนิ้วจึงเลื่อนไปลูบไล้จุดเชื่อมประสาน กระทั่งยื่นเข้าไปคีบปุ่มเนื้ออ่อนนุ่มที่ไวต่อสัมผัสเฉินซินเยว่อ้าปากหอบหายใจ นางสบตาคมดุอย่างหลงใหล จังหวะโจนจ้วงลึกล้ำ บวกกับปลายนิ้วที่ไล้วนปุ่มกระสัน ผนึกให้ความเสียวซ่านยิ่งถาโถมนางกรีดร้องอย่างลืมอายในยามที่เขากระทั้นกายเข้าหาด้วยจังหวะถี่ยิบ เสียงเนื้อแท้ซึ่งกระแทกกระทบดังระงมผสานเสียงครวญและเสียงคำรามด้วยความพึงพอใจข้อมือน้อยถูกปลดปล่อยเพราะหลางจวินเลื่อนมืออีกข้างลงมากอบกุมอกนุ่มหยุ่น เขาไล้ปลาย
“ใช่ ที่นั่นมีเรือนพักเดิมของข้าอยู่ ข้าเพิ่งให้คนซ่อมแซมเสร็จ อยู่ด้านหลังตำหนักจันทรานี่เอง” เขาอมยิ้มจากนั้นจึงพานางเดินลงจากเขาไปขึ้นม้าน้ำพุร้อนที่หลางจวินเอ่ยถึง เป็นน้ำพุร้อนจากธรรมชาติซึ่งหาได้ยากยิ่ง ท่ามกลางป่าเขาที่โอบล้อม มีน้ำพุร้อนขนาดเล็กอยู่จริงๆ มองดูธารน้ำที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกสร้างขึ้น ทำให้เฉินซินเยว่หันไปสบตากับหลางจวินเป็นเชิงถาม“แช่น้ำพุร้อนโดยตรงไม่ได้ น้ำร้อนเกินไป ข้าให้คนเบี่ยงเส้นทางน้ำทั้งสองสาย หนึ่งร้อน หนึ่งเย็น แยกออกมาจนเป็นบ่อเล็กๆ เจ้าจะได้ลงไปแช่ได้โดยไม่ต้องกังวล”นางนั่งลงก่อนวักน้ำขึ้นมา ราวกำลังทดสอบว่าน้ำร้อนเกินไปหรือไม่ ซึ่งก็เป็นดังที่เขาบอก น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกันนั้น เกิดเป็นน้ำอุ่นกำลังพอดีสำหรับลงไปนั่งแช่เพื่อผ่อนคลายเฉินซินเยว่มองดูท่าทีกระตือรือร้นปรนนิบัตินางลงแช่น้ำ ก่อนที่หลางจวินจะลงมือถอดเสื้อผ้าตนพร้อมกับเดินลงมานั่งข้างๆ นาง ความคิดหนึ่งทำให้นางหรี่ตามองเขา“อะไรหรือ” เขาเอ่ยถามนางเมื่อมองเห็นแววหวาดระแวงในดวงตาคู่สวย“ทำเช่นนี้เพื่อหวังเอาใจข้า มิใช่ว่าทำเรื่องใดผิดต่อข้าหรอกนะเจ้าคะ”หลางจวินหัวเราะ “มิใช่เช่นนั้นแน
เสียงทารกร้องไห้จ้าทำเอาหลางจวินสะดุ้ง เขารีบอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้น ก่อนจะมองไปยังเตียงนอนด้วยสายตาหวาดระแวง กระนั้นเมื่อมองเห็นว่าเฉินซินเยว่ยังคงนอนหลับ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกมองไปยังเปลนอนอีกอัน เจ้าเด็กน้อยอีกคนจ้องมองเขาตาแป๋ว แต่อีกคนที่เขาอุ้มขึ้นมากลับน้ำตาคลอหน่วย “อ้ายเล่อเจ้าไม่ง่วงหรือ ดูสิพี่สาวของเจ้าแม้ไม่นอน แต่นางยังไม่ส่งเสียงรบกวนท่านแม่เลย อ้ายซินช่างเป็นเด็กดี”เฉินซินเยว่ให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิงตัวอ้วนท้วนเมื่อสามเดือนก่อน แฝดผู้พี่เป็นทารกหญิง มีนามเรียกขานว่าอ้ายซิน แฝดผู้น้องเป็นทารกเพศชาย มีนามเรียกขานว่าอ้ายเล่อ ทั้งสองเป็นเด็กที่สมบูรณ์และแข็งแรงมากอย่างที่เขาวาดหวังแต่ถึงอย่างนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอทั้งสองอายุครบสามเดือนกลับงอแงไม่เลิก เฉินซินเยว่รับมือจนเหนื่อยล้า เขาสงสารผู้เป็นฮูหยินจึงอาสาดูแลสองแฝด จากนั้นก็ปล่อยให้นางนอนหลับพักผ่อน“อ้ายซิน อ้ายเล่อลูกพ่อ เจ้าสองคนเป็นเด็กดีให้แม่ของเจ้าได้นอนสักหลายๆ ชั่วยามเถิดนะ นางไม่ได้นอนเลยเมื่อคืน หากเชื่อฟังพ่อ โตขึ้นอีกหน่อยพ่อจะพาไปเที่ยวดีหรือไม่”ได้ผลเด็กทั้งสองจ้องเขาตาแป๋ว ทั้งยั
นางเงยหน้าสบตาเขา “ท่านไม่คิดถึงข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเบา“แต่...ข้ากลัวว่าจะรุนแรงกับเจ้าเกินไป กลัวว่าเจ้ากับลูก...”“ข้าเชื่อใจท่าน”ประโยคนั้นทำให้หลางจวินชะงักเฉินซินเยว่ขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างใจกล้า มิใช่มีเพียงเขาที่ปรารถนาแนบชิด นางเองก็คิดถึงเขาเหลือเกิน...สองแขนสอดเข้าไปรั้งเอวอ่อนเข้าหาตัว หลางจวินตอบรับจุมพิตของนางช้าๆ เลื่อนตัวขึ้นนั่งพร้อมกับช่วยนางแกะสายคาดเอว“หากรู้สึกไม่ดีเจ้าต้องรีบบอกข้า” ลมหายใจของเขาแตกพร่า ความต้องการตื่นตัวขึ้นจนรู้สึกอึดอัด ยิ่งในยามที่ฉินซินเยว่ขยับขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก เขาก็ยิ่งหัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิดหลางจวินกางท่อนขาออกเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพื่อให้นางได้นั่งบนตักได้สบายขึ้น ทั้งสองต่างคนต่างก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออกอย่างลนลาน จากนั้นหลางจวินก็รั้งใบหน้างามเข้าหาจุมพิตเร่าร้อนรุกเร้า ทำให้ทั้งสองหอบหายใจเสียงพร่า อ้อมกอดที่โหยหากันและกัน ในที่สุดก็ได้รับการเติมเต็ม ผิวกายเนียนมือของเฉินซินเยว่ ทำให้หลางจวินครางออกมาด้วยความพอใจ เขาลูบไล้สัมผัสด้วยความหลงใหล จากนั้นจึงก้มหน้าครอบครองปลายยอดที่ดุนดันแผ่นอกของเขาอย่างเร่าร้อนเฉิน
ปลายนิ้วลูบไล้ตัวยาสมานแผลอย่างเบามือ ใบหน้าของนางเคร่งเครียดจนหลางจวินอดคว้ามือของนางเอาไว้ไม่ได้ “ไม่เป็นไรไม่เจ็บแล้ว ผู้ปกปักสิ้นใจในบ้านข้าถึงสองคน แน่นอนว่าข้าย่อมถูกลงโทษ อีกทั้งพวกเขายังเป็นสหายของข้า”“แต่นั่นมิใช่ความผิดท่าน” เช่นกันกับเรื่องอื่น...นางไม่ได้พูดประโยคถัดมา เพราะน้ำตาไหลรินสองข้างแก้ม “ท่านไม่จำเป็นต้องแบกรับความผิดทุกอย่างเอาไว้เพียงคนเดียว”“สงสารข้าหรือ”เขาเงยหน้ามองนาง ทั้งยังรวบร่างที่ยืนร้องไห้ตัวสั่นเข้ามาในอ้อมแขน “หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็สงสารข้าให้มากๆ เห็นใจข้า สงสาร และเก็บข้าเอาไว้ในใจจนไม่อาจไปจากข้าได้”มองเห็นรอยยิ้มของเขา เฉินซินเยว่เผลอค้อนออกมาทั้งที่น้ำตายังหลั่งริน นางยอมให้เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตา จากนั้นจึงช่วยเขาสวมเสื้อ“เราสมควรออกไปกันได้แล้ว อย่างน้อยข้าควรไปช่วยพี่หยุ่นอวี๋เตรียมมื้อเช้า”“ได้” เขาพยักหน้าก่อนจะช่วยพยุงเฉินซินเยว่เดินออกมาจากห้องบรรยากาศที่เปลี่ยนไประหว่างหลางจวินและเฉินซินเยว่ ทำให้ทุกคนผ่อนคลายลงมาก พวกเขาต่างก็นั่งดื่มชาร้อนและสนทนากันอย่างออกรส ด้านนอกหิมะตกหนัก กระทั่งไม่ว่าใครก็ไม่อาจออกไปไหน“นี่เยว่เอ๋อร์” ห
ร่างแกร่งแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เขาดันร่างของเฉินซินเยว่ออก เพื่อให้สามารถสบดวงตาคู่งามที่เปล่งประกายในแสงสลัวดวงตาตื่นตะลึงไม่อยากเชื่อของเขา ทำให้เฉินซินเยว่อมยิ้ม “ตกใจมากเลยหรือ”“เจ้าพูดจริงหรือ”“ข้าหมายความตามนั้น เราสองคน ...ไม่สิ พวกเรา” นางวางมือหนึ่งลงไปบนหน้าท้อง “พวกเราลืมเรื่องในอดีต เริ่มต้นใหม่กันดีหรือไม่”“เจ้า...พูดจริงๆ หรือ”“ชีวิตช่างสั้นนัก นับจากสูญเสียครอบครัวข้าไม่เคยคิดว่าจะพบแสงสว่างนำทาง ตอนพบท่านข้ายึดท่านเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียว เมื่อลมวูบหนึ่งพัดผ่านไป ข้าเคยคิดว่าแสงนั้นจะดับมอดหากแต่ไม่เลย หัวใจของข้าเจ็บปวดทุกครั้งที่โทษว่าท่านกับเรื่องที่เกิดขึ้น ที่น่ารังเกียจกว่าก็คือ...”เฉินซินเยว่เม้มปาก ดวงตาของนางคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา“ข้าเจ็บปวดกับการสูญเสีย หากแต่ยังไม่มากเท่ากับการคิดว่าข้าเป็นตัวแทนของผู้อื่นในสายตาท่าน” นางสะอื้นออกมาเสียงเบา ดันหน้าผากลงไปซบกับแผ่นอกกว้างหลางจวินกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน“เด็กโง่ ข้าจะมองเจ้าเป็นตัวแทนของผู้อื่นได้อย่างไร” เขาปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูบแผ่นหลังสั่นสะท้านนั้นอย่างรักใคร่“ข้ารักเจ้า และจะรักมาก
เสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกทำให้เฉินซินเยว่ลืมตานางขยับตัวลุกเพราะไม่คิดว่าตัวเองฟังผิด กระท่อมของนางนับเป็นสถานที่ต้องห้ามของคนในหมู่บ้าน ทั้งนี้ก็เพราะใบหน้าของนางมีปานรูปจันทร์เสี้ยว ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างก็คิดว่านั่นเป็นตราของปีศาจ เป็นตราแห่งความชั่วร้ายที่มีแต่ความอัปมงคลเงาความเคลื่อนไหววูบเข
ตำบลหย่งอัน แคว้นฉินกระท่อมหลังเล็กซอมซ่อตั้งอยู่นอกหมู่บ้าน ทั้งยังอยู่ติดกับเนินเขาลูกเล็ก ซึ่งเป็นทางเดินเชื่อมต่อขึ้นไปยังจิ่วซาน หุบเขาที่สูงชันและซับซ้อนที่สุดของแคว้น กระท่อมหลังนี้นอกจากหญิงสาวอัปลักษณ์ผู้หนึ่งแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอาศัยอยู่อีกนับแต่โบราณผู้คนแคว้นฉินมักเชื่อถือในภูตผีปีศาจ
เขาเอ่ยหลังจากผละใบหน้าออก มือใหญ่คว้าคันชั่งมาเปิดผ้าคลุมขึ้น ใบหน้างดงามที่ผ่านการแต่งหน้าอย่างประณีต เรียกรอยยิ้มหล่อเหลาของเจ้าบ่าวออกมาเฉินซินเยว่มองรอยยิ้มของเขาด้วยท่าทีเลื่อนลอย ใบหน้าดุดันนั้นราวกับอ่อนโยนลงหลายส่วน ในยามที่เขายิ้มแย้มให้นางขณะที่คิดก็ถูกเขาอุ้มตัวลอยขึ้น ได้ยินเสียงพึมพ
การไหว้ฟ้าดินที่ไร้ซึ่งแขกเหรื่อ กลับไม่ได้ทำให้เฉินซินเยว่รู้สึกเคว้งคว้าง ตรงกันข้ามนางกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก มือที่กุมมือนางบีบเล็กน้อยจือหลานกระซิบบอกให้นางหายเกร็ง ทั้งยังคอยแนะนำขั้นตอนต่างๆ ให้นางในยามที่รู้สึกว่านางทำอะไรไม่ถูก“หนึ่งคำนับฟ้าดิน!” เสียงของจือหลานดังก้อง“สองคำนับบุพการี” ม







