Masukแสงสีเทาซีดของรุ่งอรุณค่อย ๆ ทอดลำ ผ่านช่องหน้าต่างที่ไม่ได้ปิดสนิท ตัดผ่านความมืดอันเย็นเยียบภายในห้องอย่างเชื่องช้า ก่อนจะทาบทับลงบนเปลือกตาที่บอบช้ำของมู่ตาน แต่ทว่าสิ่งที่ปลุกนางให้ตื่นจากห้วงฝันร้ายที่ไร้ภาพ กลับไม่ใช่แสงสว่าง หากแต่เป็นความเจ็บปวด
มันเริ่มต้นขึ้นอย่างช้า ๆ ความปวดเมื่อยที่หนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่วางทับอยู่ทุกส่วนของร่างกาย ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวที่ชัดเจนขึ้นในทุกอณูของกล้ามเนื้อ นางรู้สึกถึงความระบมที่หัวไหล่ข้างซ้ายราวกับมันจะหลุดออกจากบ่า ความปวดหนึบที่สะโพก และความเจ็บแสบที่ต้นขาด้านใน ความรู้สึกแปลกปลอมและถูกย่ำยีที่อยู่ใจกลางกายของนางนั้นชัดเจนจนน่าสะอิดสะเอียน และมันคือสิ่งที่ตอกย้ำว่าค่ำคืนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงแค่ฝันร้าย แต่มันคือความจริง
นางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีเหล็กถ่วงไว้ กลิ่นของสุรา กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ของบุรุษผู้นั้นยังคงอบอวลอยู่บนผ้าห่มขนสัตว์ที่หยาบกระด้างและบนผิวหนังของนางเอง มันเป็นกลิ่นแห่งความพ่ายแพ้และความอัปยศที่นางอยากจะหนีไปให้ไกลแสนไกล
ความทรงจำจากยามค่ำคืนที่ผ่านมาถาโถมกลับเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง ทั้งสัมผัสที่จาบจ้วง คำพูดที่เหยียดหยาม และร่างกายที่ถูกบังคับให้รองรับแรงอารมณ์อันดิบเถื่อน
ความว่างเปล่าเข้าเกาะกุมหัวใจของนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ว่างเปล่าจนรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก
นี่น่ะหรือคือชะตากรรมขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ นี่น่ะหรือคือจุดจบของสายเลือดแห่งอวิ๋นฮวา ความคิดที่จะปล่อยให้ทุกอย่างจบสิ้นลงตรงนี้ที่จะหลับตาลงแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยมันช่างหอมหวานและเย้ายวนเหลือเกิน
แต่แล้วท่ามกลางความมืดมิดในจิตใจนั้นเอง ประกายไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น ประกายไฟที่เรียกว่าสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด นางยังตายไม่ได้ นางจะตายในฐานะเชลยผู้ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีในจวนของศัตรูไม่ได้เป็นอันขาด หากจะตาย ก็ต้องตายอย่างทระนงในสนามรบแห่งการแก้แค้น!
ความคิดนั้นเองที่ทำให้นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ค่อย ๆ พยุงกายที่บอบช้ำให้ลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ทุกการเคลื่อนไหวสร้างความเจ็บปวดจนนางต้องกัดฟันกรอด เสียงลมหายใจของนางหอบกระเส่าอยู่ในความเงียบของห้องกว้าง
แอ๊ด...
เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทำให้นางสะดุ้งสุดตัว ร่างเล็กของเสี่ยวเหลียนก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบที่สุด ในมือของนางถืออ่างทองเหลืองใบเล็กและผ้าสะอาด เมื่อเด็กสาวเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นสภาพของมู่ตานที่นั่งอยู่บนเตียง เห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยรอยแดงช้ำซึ่งโผล่พ้นผ้าห่มออกมา และเห็นร่องรอยความป่าเถื่อนบนผ้าปูที่นอน ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างสุดขีด นางรีบก้มหน้าลงต่ำทันที ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกที่ต้องลมหนาว
มู่ตานมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า นางเข้าใจได้ในทันทีว่าค่ำคืนเช่นนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในจวนแห่งนี้ ความหวาดกลัวของบ่าวไพร่คือเครื่องพิสูจน์ความโหดเหี้ยมของผู้เป็นนายได้ดีที่สุด
นางพยายามรวบรวมสติและวิเคราะห์สถานการณ์ นางต้องเริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุด ต้องหาข้อมูล และต้องหาพันธมิตร แม้จะเป็นเพียงเด็กสาวรับใช้ที่ขี้ขลาดก็ตาม
“น้ำ...”
เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของนางแหบพร่าและเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันก็ดังพอที่จะทำให้เสี่ยวเหลียนสะดุ้งอีกครั้ง เด็กสาวรีบพยักหน้ารับอย่างลนลาน วางอ่างน้ำในมือลงแล้ววิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก นางก็กลับมาพร้อมกับกาน้ำชาและถ้วยใบเล็ก
มู่ตานรับถ้วยชามาถือไว้ด้วยสองมือที่สั่นเทา ความอุ่นจากถ้วยชากระเบื้องช่วยเรียกสติของนางให้กลับมาได้บ้าง นางค่อย ๆ จิบชาร้อนลงคออย่างเชื่องช้า พลางลอบสังเกตท่าทีของเสี่ยวเหลียนไปด้วย ในแววตาที่หลุบต่ำของเด็กสาวคนนั้น นอกจากความกลัวแล้วนางยังมองเห็นความสงสารเจืออยู่จาง ๆ นั่นคือสิ่งดี ความสงสารสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความภักดีได้ หากนางเดินหมากอย่างถูกต้อง
ภาพของเสี่ยวเหลียนที่คอยปรนนิบัติอย่างเงียบ ๆ นั้นเอง ที่กระแทกความทรงจำอันแสนเจ็บปวดให้หวนคืนมา
...แสงอาทิตย์ยามเช้าที่อบอุ่นส่องผ่านม่านไหมเนื้อบางเข้ามาในห้องบรรทม กลิ่นหอมของดอกม่อลี่ที่ลอยมาจากอุทยานหลวงเคล้ากับกลิ่นกำยานจาง ๆ
“องค์หญิงเพค ตื่นได้แล้วนะเพคะ เดี๋ยวก็เสด็จไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทสายหรอก” เสียงหวานใสของชุนฮวา นางกำนัลคนสนิทดังขึ้นข้างพระแท่น พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่านางกำนัลคนอื่น ๆ
มู่ตานในวัยสิบเจ็ดชันษาค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย ชุนฮวาจะรีบเข้ามาประคองแล้วยื่นชาน้ำผึ้งอุ่น ๆ ให้จิบเป็นอันดับแรก จากนั้นนางกำนัลคนอื่น ๆ ก็จะเข้ามาช่วยกันปรนนิบัติ ทั้งหวีผมที่ยาวสลวยให้ เลือกอาภรณ์ผ้าไหมปักลายงดงาม และประทินโฉมด้วยเครื่องหอมที่ดีที่สุด บรรยากาศในห้องบรรทมของนางเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอันสดใส มันคือความอบอุ่น ความปลอดภัย และความรักที่นางได้รับมาตลอดชีวิต...
ความทรงจำอันแสนหวานตัดกลับมาสู่ความจริงอันโหดร้ายอย่างรุนแรงจนนางแทบหยุดหายใจ ความแตกต่างระหว่างวันนั้นกับวันนี้มันช่างมากมายราวฟ้ากับเหว น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาอีกครั้ง แต่นางก็รีบข่มมันกลับลงไปอย่างรวดเร็ว เวลาแห่งการร้องไห้ได้จบลงแล้ว
“ข้าต้องการอาบน้ำ” นางกล่าวกับเสี่ยวเหลียน เสียงของนางเริ่มกลับมามั่นคงขึ้นเล็กน้อย
เสี่ยวเหลียนรีบพยักหน้ารับแล้ววิ่งวุ่นไปเตรียมน้ำอาบในห้องที่อยู่ติดกัน ไม่นานนัก ไอร้อนกรุ่นก็ลอยออกมา มู่ตานค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล ทุกย่างก้าวสร้างความเจ็บปวดจนต้องกัดฟันแน่น นางคว้าผ้าห่มขนสัตว์ที่หยาบกระด้างผืนนั้น ผืนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นของเขา ขึ้นมาพันรอบกายที่สั่นเทาของตนเองไว้แน่น แล้วเดินเข้าไปในห้องชำระกาย ทิ้งให้เสี่ยวเหลียนยืนรออยู่ด้านนอก
นางปล่อยให้ผ้าห่มผืนนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างรังเกียจ แล้วก้าวลงไปในถังไม้ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำร้อนผสมสมุนไพร
นางจ้องมองร่างกายของตนเองใต้น้ำที่ใสสะอาด รอยจ้ำสีแดงอมม่วงปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ราวกับภาพวาดอันน่ารังเกียจที่ถูกแต่งแต้มโดยปีศาจร้าย นางค่อย ๆ ใช้ผ้าขัดถูร่างกายของตนเองอย่างเชื่องช้าครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับจะขจัดทุกร่องรอยสัมผัสของเขาออกไปให้หมดสิ้น แต่ลึกลงไปนางรู้ดี ความอัปยศนี้ได้ฝังลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ และไม่มีน้ำใดในโลกที่จะชำระล้างมันออกไปได้
ขณะที่แช่อยู่ในน้ำนั้นเอง ท่ามกลางไอร้อนที่อบอวลอยู่รอบกาย ความโศกเศร้าของนางก็ค่อย ๆ ถูกหลอมละลายแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น มันคือความเยือกเย็นความนิ่งสงบอันน่าประหลาดที่เข้ามาแทนที่ความสับสนวุ่นวาย ความเจ็บปวดทางกายช่วยปลุกสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดของนางให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่ ไฟแค้นที่เคยลุกโชนอยู่ในใจอย่างสะเปะสะปะ บัดนี้ได้ถูกความเจ็บปวดและความอัปยศหลอมรวมให้กลายเป็นเหล็กกล้าอันแหลมคม
นางจะไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป นางจะเป็นผู้ล่า
หลังจากใช้เวลาอยู่ในห้องชำระกายยาวนานจนน้ำเริ่มเย็น มู่ตานก็ก้าวออกมา นางเช็ดตัวแล้วสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีซีดที่เสี่ยวเหลียนเตรียมไว้ให้อย่างเชื่องช้า นางเดินไปนั่งลงหน้าคันฉ่องทองเหลืองที่ขุ่นมัว แล้วหยิบหวีไม้ขึ้นมาสางผมที่พันกันยุ่งเหยิงของตนเองอย่างใจเย็น
ภาพที่สะท้อนกลับมานั้นคือสตรีที่นางแทบไม่รู้จัก ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ริมฝีปากบวมช้ำ ดวงตาบอบช้ำจนเห็นเส้นเลือดฝอย แต่ทว่าแววตาที่จ้องตอบกลับมานั้นกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้ทอประกายแห่งความทระนงสดใสอย่างองค์หญิงมู่ตานคนเดิม และมันก็ไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือแตกสลายอย่างที่ใคร ๆ คาดหวัง
แววตาคู่นั้นบัดนี้กลับนิ่งสงบเย็นชาและล้ำลึกราวกับมหาสมุทรยามค่ำคืน เป็นแววตาของคนที่ได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง และได้เกิดใหม่จากกองเถ้าถ่านแห่งความแค้น
มู่ตานที่เดินลงมาจากศาลากลางน้ำพร้อมกับสาวใช้ที่ยกถาดขนมและน้ำชาตามมา หัวเราะเสียงใสจนไหล่สั่น นางก้าวเข้ามาหาบุตรสาวที่ซบหน้าหัวเราะคิกคักอยู่บนไหล่กว้างของอาหลง พลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลี่ซินเบา ๆ “มีอาหลงรักซินเอ๋อร์และหานเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ ข้าผู้เป็นแม่ก็เบาใจเจ้าค่ะ วันข้างหน้าต่อให้ไม่มีพวกเราคอยคุ้มครอง ก็ย่อมมีท่านอาที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าถังคอยเป็นเกราะกำบังให้นางเสมอ แต่อาหลง ท่านก็เพลา ๆ ความดุลงบ้างเถิด ประเดี๋ยวซินเอ๋อร์ของข้าจะหาคู่ครองไม่ได้จริง ๆ อย่างที่เฉียงเกอว่า” อาหลงมองสบตากับมู่ตานด้วยความเคารพรัก เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าเพียงแต่คัดกรองบุรุษที่จะเข้ามาในชีวิตของนางเท่านั้น หากมีผู้ใดที่ดีพร้อมอย่างแท้จริง ข้าย่อมหลีกทางให้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะขอเป็นกำแพงเหล็กกล้าให้นางและตระกูลหลี่ตลอดไป” เขา
เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปถึงห้าปีเต็ม นครหลวงฉางอันภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เจี้ยนเหอเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบร่มเย็นไร้ศึกสงคราม ราษฎรทำมาค้าขายอย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับจวนติ้งกั๋วกงอันกว้างใหญ่โอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้มิได้มีเพียงความเงียบขรึมและน่าเกรงขามเฉกเช่นค่ายทหารในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความอบอุ่น และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่ดังก้องไปทั่วทุกมุมของสวนบุปผา ฤดูวสันต์เวียนมาบรรจบอีกครา ดอกอิงฮวาสีชมพูอ่อนเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้น กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยละล่องไปตามสายลมที่พัดเอื่อย ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลานกว้างที่เคยใช้เป็นที่หารือแผนการรบ บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นลานฝึกซ้อมขนาดย่อมสำหรับทายาทแห่งจวนกั๋วกง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มทะมัดทะแมง กำลังย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า ในมือถือดาบไม้สลักลายเรียบง่าย นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่เคยใช้สยบศัตรูนับหมื่น บ
วันตระเวนกินเป็ดย่างผ่านพ้นไป บัดนี้ถึงเวลาของงานมงคลที่แม้จะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในจวนติ้งกั๋วกง ทว่ากลับอบอวลไปด้วยมิตรภาพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ในห้องแต่งตัวอันมิดชิด มู่ตานในฐานะพี่สาวและเจ้านายกำลังบรรจงสวมปิ่นปักผมทับทิมสีแดงสดลงบนเรือนผมมวยสวยของเสี่ยวเหลียนอย่างประณีต เสี่ยวเหลียนในชุดมงคลสมรสสีแดงเพลิงนั่งตัวแข็งทื่อ นัยน์ตากลมโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จนมองภาพในกระจกไม่ชัด “ร้องไห้ทำไมกันเสี่ยวเหลียน วันนี้เป็นวันมงคล เจ้าต้องยิ้มให้สวยที่สุดสิ” มู่ตานกระซิบเสียงอ่อนโยนพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่เอ่อล้นให้สาวใช้คนสนิท “ท่านหญิงข้าไม่อยากห่างจากท่านเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนสะอื้นออกมาจนตัวโยน “ตั้งแต่วันแรกที่ท่านแม่ทัพมอบข้าให้รับใช้ท่านที่แดนเหนือ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเชลยที่ดูบอบบางในวันนั้น จะกลายเป็นทั้งชีวิตและเป
หนึ่งเดือนก่อนกำหนดการเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนอุดร นครหลวงฉางอันยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์นวลตาอาบไล้สระบัวภายในจวนติ้งกั๋วกงจนเป็นสีเงินยวง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มประทับนั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำท่ามกลางลมเย็นของฤดูวสันต์ เบื้องหน้าของเขาคือกระดานหมากรุกที่ทิ้งค้างไว้ ทว่าคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้สนใจหมากในมือเลยแม้แต่น้อย เว่ยกัวเฉิน แม่ทัพพิทักษ์อุดรผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับนั่งขยี้จมูกตัวเองจนแดงเถือก ใบหน้าคมเข้มที่เคยกรำศึกมาอย่างโชกโชนดูหมองลงด้วยความวิตกกังวล เขาถอนหายใจทิ้งทวนครั้งที่สิบจนตะเกียงวูบไหวพ่นควันจาง ๆ ออกมา “เจ้ามีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิดกัวเฉิน ถอนหายใจทิ้งขว้างเช่นนี้ ปลาในสระจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศเสียก่อน” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงเรียบพลางวางหมากสีดำลงบนกระดานด้วยท่วงท่ามั่นคง “ท่านกั๋วกง คือข้า...ข้าเครียดจนกินไม
คำสารภาพรักที่หนักแน่นราวกับคำสาบาน ทำเอาความอดกลั้นสุดท้ายของจอมทัพหนุ่มขาดผึง หลี่เฉียงประคองใบหน้าของนางไว้ด้วยสองมือ โน้มตัวลงไปประทับจุมพิตบนหน้าผากมน ไล้เรื่อยลงมาที่ปลายจมูกรั้น และครอบครองริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างดูดดื่ม จุมพิตในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความโหยหา ความทะนุถนอม และความปรารถนาที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน มือหนาของเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องมงกุฎหงส์และเครื่องประดับบนเรือนผมของนางออก ปล่อยให้เส้นผมสีหมึกทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลัง ก่อนจะค่อย ๆ ปลดสายคาดเอวชุดมงคลสีแดงของนางออกอย่างอ้อยอิ่ง เมื่ออาภรณ์สีชาดหลุดลุ่ย ร่างอรชรเปลือยเปล่าปรากฏสู่สายตา ทว่ามู่ตานกลับเผลอหลบสายตา สองแขนยกขึ้นโอบกอดตัวเองด้วยความประหม่าและปมลึกซึ้งในใจ ร่องรอยและตราบาปในอดีตที่นางเคยถูกบังคับขืนใจ ทั้งจากความป่าเถื่อนของเขาในวันวาน และจากความอัปยศในเงื้อมมือของอิงเฟิง ธรรมเนียมที่กรีดแทงสตรีผู้แปดเปื้อนยังคงเป็นฝันร้ายที่ซ่อนอยู่ลึ
มู่ตานวางมือเล็ก ๆ ของนางลงบนฝ่ามือของเขา ความอบอุ่นที่คุ้นเคยแผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว หลี่เฉียงกุมมือนางไว้แน่น ประคองร่างอรชรขึ้นสู่เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ขบวนมงคลสมรสเคลื่อนตัวออกจากจวนท่านหญิง มุ่งหน้าสู่จวนติ้งกั๋วกงแห่งใหม่ท่ามกลางสายลมวสันต์ที่พัดพากลีบดอกท้อให้ปลิวไสว ตลอดสองข้างทาง ราษฎรต่างโปรยกลีบดอกไม้และส่งเสียงอวยพรดังกึกก้อง เป็นภาพความยิ่งใหญ่ที่จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน เมื่อขบวนเดินทางมาถึงจวนติ้งกั๋วกง มู่ตานถูกประคองให้ก้าวข้ามกระถางไฟมงคลเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างหลี่เฉียงเข้าสู่โถงพิธีที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างอลังการ ณ ตำแหน่งประธานในโถงพิธี ฮ่องเต้เจี้ยนเหอในชุดฉลองพระองค์สีแดงเข้มเสด็จมาเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง ใบหน้าของโอรสสวรรค์เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี เคี
ณ นครหลวงฉางอัน ศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินต้าถัง ยามนี้ท้องฟ้าเหนือพระราชวังหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาทะมึน บรรยากาศอึมครึมและหนักอึ้งราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับชะตากรรมของแผ่นดิน ภายในท้องพระโรงไท่เหออันกว้างใหญ่และวิจิตรตร
ในขณะที่โรงเตี๊ยมจุ้ยเซียนจมอยู่ในห้วงแห่งความตายและเพลิงแค้น ณ เรือนลับซ่อนเร้นในตรอกลึกของย่านการค้าเก่าแก่แห่งเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้ภายนอกดูเหมือนเรือนร้างทรุดโทรมที่ไม่มีใครเหลียวแล ทว่าภายในกลับตกแต่งอย่างหรูหราและซ่อนกลไกไว้มากมาย อิง
เมืองหลวงในยามนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความหวาดระแวงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บรรยากาศรอบกำแพงวังหลวงชั้นในเงียบสงัดจนน่าขนลุก เวรยามถูกสับเปลี่ยนถี่ขึ้นเป็นเท่าตัว และทุกผู้ที่เดินผ่านประตูวังล้วนเป็นทหารในสังกัดของหน่วยราชองครักษ์ที่ถู
รัตติกาลอันมืดมิดปกคลุมโรงย้อมผ้าเก่าท้ายตรอก เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้ผุพังราวกับเสียงกรีดร้องของภูตพราย แต่สรรพเสียงเหล่านั้นไม่อาจดังกลบเสียงเดือดพล่านของหม้อยาที่ตั้งอยู่บนเตาไฟกลางห้องได้ กลิ่นฉุนกึกของสมุนไพรลอยอบอว]ผสมปนเป







