Masuk“หย่าหรือเจ้าคะ” ลี่จูทำตาโต ไม่คิดว่าเพียงความฝันคืนเดียวจะทำให้ฮูหยินคิดตัดขาดนายท่านได้ ทั้งที่ก่อนหน้ารักจนหมดใจ
แต่พอตรึกตรองจากนิสัยของนายหญิง ลี่จูก็ถอนหายใจหนัก คุณหนูจางหยู่เยียนเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก รักก็รักปักใจ หลงงมงายจนคนอื่นมองว่าโง่เง่า เชื่อจนหมดใจ ผู้ใดเตือนก็ไม่ฟัง
“อืม ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว ตอนนี้ชีวิตของลูกข้าสำคัญที่สุด”
แต่หากได้หมดใจ ก็พร้อมจะตัดขาดทุกเมื่อเช่นกัน
“แต่สมรสพระราชทาน-”
“ใช่ ข้ารู้ดี สมรสพระราชทานจากฝ่าบาท มิอาจหย่าขาดจากกันได้ มิเช่นนั้นจะถือว่าลบหลู่เบื้องสูง มิใช่แค่ข้าและเขาที่จะเดือดร้อน แต่สกุลเว่ยและสกุลจางก็จะเดือดร้อนไปด้วย” หยู่เยียนรู้ดีทีเดียว จึงได้นั่งวิตกอยู่ตรงนี้
“...”
“ข้าพอจะมีวิธีแล้ว เรื่องนี้คงต้องให้ท่านย่าช่วย” มือเล็กลูบหน้าท้องเบาๆ วิธีที่นางคิดได้ย่อมส่งผลต่อบุตรในครรภ์ ฐานะของเด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมาคงยากลำบาก ทว่าอย่างไรก็ดีกว่าต้องตายตกเพราะฝีมือของผู้เป็นบิดา
“อย่าพึ่งเคร่งเครียดไปเลยเจ้าค่ะ คนจากโรงครัวคงเอาขนมของว่างมาให้แล้ว เราพักทานก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” ลี่จูกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกไปเอาขนมด้านนอกเข้ามาให้นาย ทว่าทันทีที่หยู่เยียนเห็นของที่มาจากโรงครัว มือก็ปัดถาดอาหารจนคว่ำหก
เพล้ง!
“ต่อไปอย่ารับของจากโรงครัวเด็ดขาด อึก” ก้อนเนื้อในอกเต้นรัว เนื้อตัวอวบสั่นเพราะภาพในหัวมันชัดเจน
“ฮูหยิน เพราะเหตุใดเจ้าคะ”
“ข้าไม่ไว้ใจผู้ใดทั้งนั้น ต่อจากนี้เราควรทำอาหารทานเอง หลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดเข้าใจหรือไม่”
“ขะ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ส่งคนไปแจ้งท่านย่าว่าข้าจะไปร่วมสำรับเย็นด้วย” นางคงต้องเริ่มแผนการได้แล้ว ยิ่งเร็วเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น
“ค่อยๆ เดิน พึ่งเรียกหมอมาตรวจเมื่อช่วงบ่ายมิใช่หรือ เดินเหินให้ระวังมากๆ”
“เยียนเอ๋อร์ขออภัยท่านย่าเจ้าค่ะ ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงแล้ว” จางหยู่เยียนเดินตามแรงประคองของหญิงชรา
ไป๋เหลียนอัน ฮูหยินเฒ่าสกุลเว่ย ถือเป็นเครือญาติเพียงหนึ่งเดียวของเว่ยเฉิงหยวน เนื่องจากผู้เฒ่าเว่ยแต่งภรรยาเพียงคนเดียวซ้ำยังมีบุตรชายเพียงหนึ่ง นั่นก็คือบิดาของเฉิงหยวน แต่โชคร้ายที่หลังจากผู้เฒ่าเว่ยจากไปไม่นาน บิดามารดาของเฉิงหยวนก็ล้มป่วยเพราะโรคร้ายที่ติดมาตอนที่ไปค้าขายต่างเมือง
สกุลเว่ยจึงเหลือเพียงสองย่าหลาน ดีที่หลานชายใฝ่ดี ได้เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์ เป็นถึงสหายร่วมรบกับฝ่าบาท สกุลเว่ยจึงมีหน้ามีตาในเมืองหลวงทั้งที่ก่อนหน้าเป็นเพียงสกุลพ่อค้าธรรมดาเท่านั้น
“ย่าย่อมเป็นห่วง มาๆ นั่งก่อน วันนี้ย่าเตรียมของโปรดเจ้าไว้หลายอย่าง เจ้าตัวน้อยในท้องต้องชอบแน่ๆ”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ เช่นนั้นเราทานกันเลยหรือไม่เจ้าคะ”
“ประเดี๋ยว รอคนก่อน”
“รอผู้ใดหรือเจ้าคะ” จางหยู่เยียนขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อเห็นแววตายิ้มล้อของท่านย่าที่ส่งมาให้นาง ไม่ปล่อยให้หยู่เยียนสงสัยนาน คนก็เดินเข้ามา
“ข้ามาแล้วขอรับ”
“อาหยวนมาแล้ว นั่งเร็วเข้า เยียนเอ๋อร์กับลูกของเจ้าหิวแล้ว”
“...” จางหยู่เยียนยกยิ้มจาง เมื่อรู้ว่าอาหารมื้อนี้จะต้องร่วมโต๊ะกับสามี ซ้ำยังนั่งห่างกันเพียงเอื้อมแขน
“ขออภัยขอรับท่านย่า ข้าพึ่งกลับจากเข้าเฝ้าฝ่าบาท...ขอโทษด้วย” เว่ยเฉิงหยวนว่าเสียงเบา พลางคีบเนื้อตุ๋นไปวางบนชามข้าวของฮูหยิน การกระทำประกอบกับสีหน้าและน้ำเสียงช่างอ่อนโยนต่างกับเว่ยเฉิงหยวนก่อนหน้านี้ลิบลับ
“ขะ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” หยู่เยียนพยายามอย่างหนักที่จะต่อสู้กับความกลัวในใจ เฝ้าบอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงฝัน ทานอาหารร่วมกับท่านย่า อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางทำร้ายนางในตอนนี้แน่ๆ กระนั้นจะให้คีบเนื้อที่เขาให้เข้าปาก นางก็ไม่วางใจ จึงเลือกจะเขี่ยมันไว้ขอบชาม แล้วคีบอาหารด้วยตนเอง
การกระทำนั้นตกอยู่ในสายตาของเว่ยเฉิงหยวนทั้งหมด สีหน้าชายหนุ่มนิ่งเรียบเช่นเคย แต่แววตากลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด จนคนกลางอย่างฮูหยินเฒ่าเอ่ยเล่าเรื่องที่ไปปฏิบัติธรรมให้หลานชายและหลานสะใภ้ฟัง จึงจะพอผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง
“ขนมหวานอย่าทานเยอะ”
“เจ้าค่ะท่านย่า” หลังจากมื้อเย็น คนท้องก็ชะเง้อหาขนมหวานทันที หยิบกินอย่างเอร็ดอร่อย พลางพูดคุยกับท่านย่าไปด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าหลานชายแท้ๆ เป็นส่วนเกินไปเสียแล้ว
“หากเจ้าชอบ ข้าจะให้คนนำไปให้ทุกวัน”
“น้ำใจท่านพี่ ข้ามิขอรับไว้ดีกว่า เพียงเท่านี้ข้าก็ทำให้ท่านพี่ลำบากมากพอแล้ว ข้ารู้สึกผิดจนมิรู้จะทำอย่างไร” มือเรียวลูบหน้าท้องเบาๆ เมื่อมีช่องว่างให้นางได้พูดเรื่องที่เตรียมมาเสียที
“...”
“ท่านย่าเจ้าคะ เยียนเอ๋อร์อยากรับอนุให้ท่านพี่เจ้าค่ะ”
สองสามีภรรยาเดินออกจากห้องนอน ผ่านสตรีร่างบอบบางที่ยืนรออยู่ พากันตรงดิ่งไปยังห้องตำราที่อยู่ห่างออกมา เพราะไม่อยากให้เสียงไปรบกวนเด็กน้อย“คำนับฮูหยินเจ้าค่ะ เมื่อครู่ได้ยินเสียงเด็ก คงเป็นคุณชายน้อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”“บุตรข้าเป็นสตรี” เว่ยเฉิงหยวนตอบกลับไป พลางประคองภรรยาเดินอ้อมมานั่งบนเก้าอี้ที่ทำงาน“เป็นสตรีหรอกหรือเจ้าคะ มิเป็นไรนะเจ้าคะ อย่างไรเสียท้องสองก็ต้องเป็นบุตรชายแน่ หรือไม่จากนี้ข้าก็จะได้ช่วยแบ่งเบาฮูหยิน มีทายาทให้สกุลเว่ย” น้ำเสียงไร้ซึ่งคำเย้ยหยัน ทว่าสีหน้ากลับมองหยู่เยียนอย่างเหนือกว่า ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นสตรี นางก็ยังมีโอกาส ไม่แน่ว่าลูกของนางในวันหน้าอาจจะได้เป็นทายาทสกุลเว่ย นางอาจมอบบุตรชายให้สกุลเว่ยได้“หากท่านยังไม่ทำอันใดเสียที ข้าจะกลับแล้ว มิอยากได้ยินเสียงนกกาให้ระคายหู”“ใจเย็นก่อนเถิด ฝูเจี๋ยกำลังมาแล้ว...ส่วนคุณหนูเกา ข้าคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิด” เว่ยเฉิงหยวนเอ่ยตัดความสัมพันธ์กับเกาซูเหวินตามตรง“ข้าเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เรื่องก่อนหน้านี้ที่เจ้าช่วยข้านำหลักฐานมาจัดการสองพ่อลูกสกุลเกา ข้าซาบซึ้งน้ำใจที่เจ้าอุตส่าห์ทรยศครอบครัวเพื่อช่วยข้า”
เสียงร้องของเด็กทารกแรกเกิดเงียบสงบลง เปลือกตาสีอ่อนปิดสนิทเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงฝัน ริมฝีปากจิ้มลิ้มติดยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทำเอาผู้เป็นมารดาอดยิ้มตามไม่ได้“นายท่านกับองค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกหรือ”“ยังเลยเจ้าค่ะ” ได้ยินคำตอบของซีเยว่ จางหยู่เยียนก็ถอนหายใจหนัก นี่ก็เริ่มเช้าวันใหม่แล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้จะเป็นอย่างไรนางมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อในตัวสามีอยู่ไม่น้อย ทว่าความกังวลของคนไหนเลยจะห้ามกันได้ ยามนี้คงได้แต่มุ่งความสนใจมาที่ลูกน้อย จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านสตรีพึ่งคลอดโอบอุ้มลูกน้อยที่กำลังหลับใหลหลังจากดื่มนมเสร็จ ลงนอนบนเตียงเล็ก ยกผ้าขึ้นมาคลุม พลางตบเบาๆ บนหน้าอกน้อยให้นางได้หลับสนิท“รอหน่อยเถิดคนดีของแม่ ประเดี๋ยวบิดาเจ้าก็กลับมาแล้ว ถึงครานั้นเจ้าจะได้มีชื่อเรียกเหมือนผู้อื่นเสียที” รอยยิ้มอ่อนประดับอยู่บนดวงหน้าหวาน ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความกังวลหลังจากที่หยู่เยียนตัดสินใจพูดคุย ให้โอกาสสามีในวันนั้น เขาก็ดีกับนางทุกอย่าง ไม่ว่าคิดหรือทำสิ่งใดล้วนบอกกล่าวนาง กระนั้นอีกฝ่ายยังมีหน้าที่เป็นขุนนางของราชสำนัก เรื่องบ้านเมืองล้วนพูดได้ไม่หมด และนางเอ
กระนั้นพวกเขาก็ยังเชื่อว่าเงินทองมากมายที่เสียไปกับการจ้างนักฆ่ามืออาชีพ อย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางซัดทอดมาถึงคนบงการเป็นแน่“นักฆ่าพวกนี้เป็นมือสังหารที่พร้อมพลีชีพหากภารกิจล้มเหลว ดีที่ข้าจับเป็นพวกมันได้หลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนสั่งการก็คงเบาใจได้ว่าพวกมันจะไม่ซัดทอดถึง” เว่ยเฉิงหยวนล่อพวกนักฆ่าไปยังปากทางถ้ำก็เพราะเช่นนี้ เขาต้องการหาทำเลที่เหมาะกับการใช้พิษยาสลบและต้องการให้เรื่องนี้เงียบที่สุด ห่างจากสายตาของคนที่เกาจิ้งให้แอบมาดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ“เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่เฉิงหยวน อย่าได้ชักช้า”“กระหม่อมเพียงชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีเหตุจูงใจในการสังหารองค์รัชทายาท ซ้ำยังมีเงินทองมากมายจ้างนักฆ่ามืออาชีพจะมีสักกี่คน”“...” ทุกสายตามองตามการกระทำขององครักษ์เว่ย“เลิกพูดพล่ามเสียที ฝ่าบาทเพคะ ทรงให้ความเป็นธรรมกับสกุลเกาด้วย เพียงคำพูดไม่กี่คำของเว่ยเฉิงหยวนก็ทำให้สกุลเกาแปดเปื้อนถึงเพียงนี้ ไร้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังกล้าใส่ความท่านพ่อของหม่อมฉันอีก” เกากุ้ยเฟยออกหน้ารับ แม้เรื่องคราวนี้ไม่สำเร็จแต่พระนางก็มั่นใจว่าไม่มีหลักฐานซัดทอดมาถึงพวกนาง“เฉิงหยวน หากเจ้าไม่มีหลักฐานอย่าพ
บรรยากาศในลานพิธีล่าสัตว์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ นับจากที่มีทหารมาแจ้งว่าขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกลอบโจมตี แล้วบัดนี้ก็ยังหาตัวองค์รัชทายาทไม่พบ ฝ่าบาทโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นประกาศกร้าวว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ“ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เห็นองครักษ์เว่ยเลยพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้งเป็นคนเอ่ยทักเรื่องนี้ขึ้นมา เขาคิดแผนการเอาไว้อย่างดี หลังจากกำจัดองค์รัชทายาทแล้วเขาก็จะป้ายความผิดข้อหาละเลยหน้าที่ให้เว่ยเฉิงหยวนเสียฝ่าบาทแม้จะรักสหายเพียงใด แต่ก็คงไม่เท่ากับสายเลือดของพระองค์เอง“ใต้เท้าเกาจะสื่อสิ่งใด”“กระหม่อมมิได้จะสื่อสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่การอารักขาเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยองครักษ์ ทว่าเว่ยเฉิงหยวนกลับปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นกับองค์รัชทายาทที่บัดนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร” คำพูดของเกาจิ้งชักจูงเหล่าขุนนางให้พยักหน้าเห็นด้วย เกากุ้ยเฟยได้ยินละครฉากใหญ่ของบิดาก็ยกยิ้ม“...”“แล้วเช่นนี้เราจะมีหน่วยองครักษ์ไว้เพื่อสิ่งใด” เสียงคนในงานต่างตอบรับ เห็นด้วยกับคำพูดของใต้เท้าเกาทว่าเพียงสองลมหายใจเท่านั้นทุกคนก็ต้องกลับคำกันหมด“ก็เพื่ออยู่รอฟังว่าผู้ใดคิดท
องค์รัชทายาทในชุดประจำตำแหน่งนั่งอยู่บนรถม้า เด็กชายวัยหกย่างเจ็ดหนาวนิ่งสงบ เกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะทำได้ นิ้วมือทั้งสิบหุบไปทีละนิ้ว ละนิ้ว ราวกับกำลังไล่เรียงลำดับบางสิ่ง“เราเข้าเขตหุบเขาชิงฉูแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เข้าใจแล้ว” เสียงเล็กตอบรับ พลางกระชับของในสาบเสื้อเอาไว้แน่นท่านน้าเขยบอกกับเขาไว้ว่า หากเข้าเขตหุบเขาให้ระวังตัวให้ดี เพราะที่นี่เป็นสถานที่ซุ่มลอบสังหารที่ดีที่สุด หากพ้นเขตนี้ไปจะมีทหารลาดตระเวนแล้ว ฉะนั้นอีกเพียงสองเค่อ (30 นาที) ถ้าไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเขาปลอดภัยแล้วทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ (7 นาที) องค์รัชทายาทของแคว้นก็ได้ยินเสียงต่อสู้กันดังมาจากด้านนอก ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกซุ่มโจมตีอย่างที่เว่ยเฉิงหยวนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด“องค์รัชทายาทเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์มือดีของเฉิงหยวนเปิดรถม้า เข้ามาคว้าร่างเด็กชายเข้าอ้อมอก สีหน้าหนานเนี่ยนเจินตื่นกลัวเล็กน้อยแต่มิได้ทำตัวเป็นปัญหา เขาทำตามสิ่งที่ท่านน้าเขยบอกไว้ทุกอย่าง‘เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น หม่าหรงจะเป็นผู้พาองค์รัชทายาทออกจากรถม้า จากนั้นหากคนร้ายตามมามากเกินไป เขาจะอุ้มองค์รัชทายาทม
“เป็นอย่างไรบ้างลี่จู” เว่ยเฉิงหยวนนั่งไม่ติด เดินเข้าหาลี่จูทันทีที่นางออกมาจากห้องทำคลอด“ยังไม่คลอดเจ้าค่ะ นายท่านหลีกทางเถิด” เป็นครั้งแรกที่ลี่จูกล้า ถึงขึ้นสั่งเจ้าของเรือน เพราะบัดนี้นางมิอาจชักช้าได้ ฮูหยินปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่คุณหนูกลับไม่ยอมคลอดเสียที“อาหยวนใจเย็นเอาไว้ พวกนางแม่ลูกย่อมต้องปลอดภัย”“ข้าจะใจเย็นได้อย่างไรขอรับท่านย่า เสียงของหยู่เยียนแผ่วเบาลงทุกที” มือใหญ่เกาะผนังประตูกั้นฟัง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนรักเป็นดั่งคมมีดปักลงกลางอก กระนั้นก็ยังเจ็บไม่เท่ากับการได้ยินว่าเสียงนั้นแผ่วเบาลงเรื่อยๆ“สวรรค์เมตตาด้วย บรรพบุรุษสกุลเว่ยคุ้มครองสะใภ้และทายาทสืบสกุลด้วยเถิด” ไป๋เหลียนอันได้แต่เอ่ยภาวนา ทว่าคำพวกนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้องครักษ์หนุ่มคลายความเครียดได้ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว“...ข้าจะเข้าไปหานาง” สิ้นประโยคนั้นเว่ยเฉิงหยวนก็พรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด ใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง สองมือเข้าไปตระกองกอดร่างที่เหนื่อยอ่อนของภรรยา แขนหนึ่งสอดรองใต้คอ อีกมือยื่นขึ้นไปจับมือเล็กที่บีบผ้าห้อยลงมา จนมันยับยู่“ขอข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่เกะกะ” เมื่อองครักษ์หนุ่มว่าเช่น







