Mag-log in“ท่านย่าเจ้าคะ เยียนเอ๋อร์อยากรับอนุให้ท่านพี่เจ้าค่ะ ท่านย่าคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ”
“...ตะ แต่งอนุหรือ” ฮูหยินเฒ่า มองหน้าหลานสะใภ้อย่างงุนงง
“สกุลเว่ยของเราไม่แต่งอนุ มีฮูหยินเพียงผู้เดียว” เว่ยเฉิงหยวนรีบพูดแทรกขึ้นมา เดิมทีสกุลเว่ยของเราเป็นเพียงสกุลพ่อค้า ไม่ได้มีฐานะอันใดมาก บุรุษสกุลเว่ยจึงไม่มีผู้ใดแต่งเมียสองเมียสาม
“แต่นั่นมันเมื่อก่อน ยามนี้ท่านพี่เป็นขุนนาง มากภรรยา มากบารมี ยิ่งแต่งกับบุตรีขุนนางยิ่งจะช่วยส่งเสริมกัน”
“เป็นเช่นนั้นหรือ ย่ามิค่อยรู้เรื่องพวกนี้สักเท่าใด” หลานชายของนางเป็นขุนนางคนแรกของสกุล ไป๋เหลียนอันจึงมิค่อยได้รู้เรื่องพวกนี้
“เจ้าค่ะท่านย่า ขุนนางในราชสำนัก นอกจากความสามารถแล้วล้วนต้องพึ่งพาอำนาจ เส้นสาย หากท่านพี่แต่งอนุ รับฮูหยินรองก็จะช่วยส่งเสริมการงาน นี่เจ้าค่ะ ข้าเตรียมรายนามของคุณหนูสกุลใหญ่มาให้ท่านพี่กับท่านย่าดู” ไม่รั้งรอสิ่งใด หยู่เยียนรีบเอาสมุดรายนามยื่นให้คนทั้งคู่ แน่นอนว่ารายชื่อแรกคงหนีไม่พ้น เกาซูเหวิน
“...”
“คุณหนูเหล่านี้ล้วนดีพร้อม สกุลของพวกนางย่อมส่งเสริมหน้าที่การงานของท่านพี่ได้ดี แต่ข้าเห็นว่าคุณหนูเกาเหมาะสมที่สุดเจ้าค่ะ” จางหยู่เยียนยิ้มไม่ถึงดวงตา เป็นธรรมดาที่ใจเคยรัก จะยังคงเหลือเยื่อใย แต่ตอนนี้นางเพียงต้องใช้ใจให้น้อยลง ใช้ความคิดให้มากขึ้น
“เกาซูเหวิน มิใช่เจ้าไม่ชอบนางหรือ หากว่าให้อาหยวนแต่งนางเข้ามาแล้ว นางทำตัวไม่เคารพเจ้า เช่นนั้นย่าไม่เห็นดีด้วย”
“...” เว่ยเฉิงหยวนเงียบฟัง สายตาดุเคลื่อนไปมองฮูหยิน รอดูว่านางจะทำสิ่งใดกันแน่
“มิเห็นเป็นไรเลยเจ้าค่ะท่านย่า ท่านพี่เองก็ชมชอบนางตั้งแต่ก่อนแต่งกับข้าแล้ว เรื่องในเรือนก็ให้นางรับหน้าที่ดูแลไปเสีย เผื่อวันใดข้าพาเจ้าตัวน้อยกลับไปเยี่ยมสกุลเดิมมารดาที่เมืองฟู่จวิ้น จะได้มีคนดูแลเรือน ดูแลพวกท่าน-”
“ไม่จำเป็น” เว่ยเฉิงหยวนเอ่ยขัดทันทีที่รู้จุดประสงค์ของภรรยา ก้อนเนื้อในอกแกร่งยามนี้สั่นไหว ต่างจากใบหน้าที่ยังเรียบเฉย
“แต่งนางเข้ามามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย”
“หากเจ้ากังวลหน้าที่การงานของข้า อย่าได้ห่วงไป สามีของเจ้าเก่งกล้าสามารถ พูดถึงเส้นสายแม้จะมีไม่มาก แต่ก็มีอำนาจล้นฟ้า ข้าเป็นองครักษ์ของฝ่าบาท เป็นสหายสนิทของพระองค์ ทั้งฮูหยินของข้ายังแซ่จาง เป็นเครือญาติขององค์ฮองเฮา”
“...”
“แล้วเหตุใดข้าต้องแต่งอนุรับฮูหยินรองอีกเล่า” เฉิงหยวนเอียงคอถามภรรยาข้างกาย ที่บัดนี้มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยังเก็บอารมณ์เอาไว้
“แต่เรื่องดูแลท่านพี่ละเลยมิได้ ข้าตั้งครรภ์ไหนเลยจะปรนนิบัติท่านได้ มิสู้แต่ง-”
“มิเป็นไร ท่านพ่อสอนข้าว่ายิ่งภรรยาตั้งท้องสามียิ่งต้องใส่ใจดูแล จะให้ไปอยู่กับสตรีอื่นได้อย่างไร ใช่หรือไม่ขอรับท่านย่า” เว่ยเฉิงหยวนยกคำสอนของผู้ล่วงลับขึ้นมาอ้าง ทำเอาฮูหยินเฒ่าที่กำลังฟังและพิจารณาถึงกับเอนเอียงไปทางหลานชาย
“...อ่อ ใช่ๆ สามีต้องใส่ใจภรรยาให้มาก”
“แต่-”
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น คำสอนของท่านพ่อท่านแม่ ข้าถือปฏิบัติ ไม่ละเลยเด็ดขาด” ชายหนุ่มยกชาขึ้นดื่มอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นว่าท่านย่าเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา ทำเอาสตรีงามข้างกายส่งสายตาคาดโทษมาให้ ก่อนจะหันไปพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับท่านย่า
เว่ยเฉิงหยวนเห็นภาพตรงหน้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ แต่รอยยิ้มนั้นก็แฝงไปด้วยความเศร้า เมื่อครู่ได้ฟังภรรยาเอ่ยถึงเรื่องไปเยี่ยมญาติที่เมืองฟู่จวิ้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดจะกลับสกุลเดิมของมารดา
หนีไปไกลถึงเมืองฟู่จวิ้นที่อยู่ทางตอนเหนือ เกือบจะสุดขอบชายแดนแคว้นต้งหนาน
“นายท่านอย่าพึ่งไป ข้าขอพูดด้วยเพียงครู่เดียวเท่านั้น” จางหยู่เยียนหอบท้องสาวเท้าตามหลังสามี เพื่อพูดเรื่องแต่งอนุอีกครั้ง เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่มิใช่ท่านย่าไม่ยินยอม ท่านย่าเองก็คล้ายจะเอนเอียงมาทางนางแล้ว แต่เป็นเว่ยเฉิงหยวนที่ยกคำสอนของบิดามาพูด
“ไม่เรียกท่านพี่แล้วหรือ เหตุใดจึงเรียกข้าเช่นนั้น” ร่างสูงหยุดเดินแล้วหันกลับไปหาหยู่เยียน คิ้วดกขมวดเข้าหากันด้วยความไม่ชอบใจ
“เหตุใดจึงปฏิเสธเจ้าคะ ท่านไม่อยากแต่งกับเกาซูเหวินหรือ” ทันทีที่เปิดประเด็นครอบครัว เหล่าคนสนิทของทั้งคู่ก็รู้ความ เดินถอยห่างออกไปทันที
“ไม่”
“จะไม่อยากแต่งได้อย่างไร ก็ท่านรักกับนางมิใช่หรือ หรือ...หรือว่าเพราะกลัวนางจะเป็นรองข้า เรื่องนั้นท่านอย่าห่วงไป อย่างที่ข้าพูด เรื่องในจวนจะยกให้นางตัดสินใจ และข้ากับลูกจะเดินทางไปเมืองฟู่จวิ้นทันทีที่พวกท่านแต่งกัน”
“...”
“สมรสพระราชทานไม่อาจหย่าขาด แต่ข้าจะไม่อยู่ขวางทางรักพวกท่าน ข้ากับลูกจะไปใช้ชีวิตที่เมืองฟู่จวิ้น จะไม่กลับมาเมืองหลวงอีก ท่านกับคุณหนูเกาก็เร่งมีหลานให้ท่านย่า อีกไม่นานท่านก็จะลืม ผู้คนก็จะลืมว่าท่านมีข้าเป็นฮูหยินเอก” จางหยู่เยียนร่ายยาวด้วยเสียงสั่นเครือ มือเรียวยังคงลูบปลอบอีกหนึ่งชีวิตในครรภ์อย่างนึกขอโทษ เพราะรู้ว่าวิธีนี้จะทำให้บุตรไร้บิดา
“เจ้าคิดจะแยกบิดากับบุตร มิใจร้ายไปหน่อยหรือ”
“...ท่านเองก็มิได้อยากให้เขาเกิด-
สองสามีภรรยาเดินออกจากห้องนอน ผ่านสตรีร่างบอบบางที่ยืนรออยู่ พากันตรงดิ่งไปยังห้องตำราที่อยู่ห่างออกมา เพราะไม่อยากให้เสียงไปรบกวนเด็กน้อย“คำนับฮูหยินเจ้าค่ะ เมื่อครู่ได้ยินเสียงเด็ก คงเป็นคุณชายน้อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”“บุตรข้าเป็นสตรี” เว่ยเฉิงหยวนตอบกลับไป พลางประคองภรรยาเดินอ้อมมานั่งบนเก้าอี้ที่ทำงาน“เป็นสตรีหรอกหรือเจ้าคะ มิเป็นไรนะเจ้าคะ อย่างไรเสียท้องสองก็ต้องเป็นบุตรชายแน่ หรือไม่จากนี้ข้าก็จะได้ช่วยแบ่งเบาฮูหยิน มีทายาทให้สกุลเว่ย” น้ำเสียงไร้ซึ่งคำเย้ยหยัน ทว่าสีหน้ากลับมองหยู่เยียนอย่างเหนือกว่า ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นสตรี นางก็ยังมีโอกาส ไม่แน่ว่าลูกของนางในวันหน้าอาจจะได้เป็นทายาทสกุลเว่ย นางอาจมอบบุตรชายให้สกุลเว่ยได้“หากท่านยังไม่ทำอันใดเสียที ข้าจะกลับแล้ว มิอยากได้ยินเสียงนกกาให้ระคายหู”“ใจเย็นก่อนเถิด ฝูเจี๋ยกำลังมาแล้ว...ส่วนคุณหนูเกา ข้าคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิด” เว่ยเฉิงหยวนเอ่ยตัดความสัมพันธ์กับเกาซูเหวินตามตรง“ข้าเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เรื่องก่อนหน้านี้ที่เจ้าช่วยข้านำหลักฐานมาจัดการสองพ่อลูกสกุลเกา ข้าซาบซึ้งน้ำใจที่เจ้าอุตส่าห์ทรยศครอบครัวเพื่อช่วยข้า”
เสียงร้องของเด็กทารกแรกเกิดเงียบสงบลง เปลือกตาสีอ่อนปิดสนิทเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงฝัน ริมฝีปากจิ้มลิ้มติดยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทำเอาผู้เป็นมารดาอดยิ้มตามไม่ได้“นายท่านกับองค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกหรือ”“ยังเลยเจ้าค่ะ” ได้ยินคำตอบของซีเยว่ จางหยู่เยียนก็ถอนหายใจหนัก นี่ก็เริ่มเช้าวันใหม่แล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้จะเป็นอย่างไรนางมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อในตัวสามีอยู่ไม่น้อย ทว่าความกังวลของคนไหนเลยจะห้ามกันได้ ยามนี้คงได้แต่มุ่งความสนใจมาที่ลูกน้อย จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านสตรีพึ่งคลอดโอบอุ้มลูกน้อยที่กำลังหลับใหลหลังจากดื่มนมเสร็จ ลงนอนบนเตียงเล็ก ยกผ้าขึ้นมาคลุม พลางตบเบาๆ บนหน้าอกน้อยให้นางได้หลับสนิท“รอหน่อยเถิดคนดีของแม่ ประเดี๋ยวบิดาเจ้าก็กลับมาแล้ว ถึงครานั้นเจ้าจะได้มีชื่อเรียกเหมือนผู้อื่นเสียที” รอยยิ้มอ่อนประดับอยู่บนดวงหน้าหวาน ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความกังวลหลังจากที่หยู่เยียนตัดสินใจพูดคุย ให้โอกาสสามีในวันนั้น เขาก็ดีกับนางทุกอย่าง ไม่ว่าคิดหรือทำสิ่งใดล้วนบอกกล่าวนาง กระนั้นอีกฝ่ายยังมีหน้าที่เป็นขุนนางของราชสำนัก เรื่องบ้านเมืองล้วนพูดได้ไม่หมด และนางเอ
กระนั้นพวกเขาก็ยังเชื่อว่าเงินทองมากมายที่เสียไปกับการจ้างนักฆ่ามืออาชีพ อย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางซัดทอดมาถึงคนบงการเป็นแน่“นักฆ่าพวกนี้เป็นมือสังหารที่พร้อมพลีชีพหากภารกิจล้มเหลว ดีที่ข้าจับเป็นพวกมันได้หลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนสั่งการก็คงเบาใจได้ว่าพวกมันจะไม่ซัดทอดถึง” เว่ยเฉิงหยวนล่อพวกนักฆ่าไปยังปากทางถ้ำก็เพราะเช่นนี้ เขาต้องการหาทำเลที่เหมาะกับการใช้พิษยาสลบและต้องการให้เรื่องนี้เงียบที่สุด ห่างจากสายตาของคนที่เกาจิ้งให้แอบมาดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ“เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่เฉิงหยวน อย่าได้ชักช้า”“กระหม่อมเพียงชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีเหตุจูงใจในการสังหารองค์รัชทายาท ซ้ำยังมีเงินทองมากมายจ้างนักฆ่ามืออาชีพจะมีสักกี่คน”“...” ทุกสายตามองตามการกระทำขององครักษ์เว่ย“เลิกพูดพล่ามเสียที ฝ่าบาทเพคะ ทรงให้ความเป็นธรรมกับสกุลเกาด้วย เพียงคำพูดไม่กี่คำของเว่ยเฉิงหยวนก็ทำให้สกุลเกาแปดเปื้อนถึงเพียงนี้ ไร้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังกล้าใส่ความท่านพ่อของหม่อมฉันอีก” เกากุ้ยเฟยออกหน้ารับ แม้เรื่องคราวนี้ไม่สำเร็จแต่พระนางก็มั่นใจว่าไม่มีหลักฐานซัดทอดมาถึงพวกนาง“เฉิงหยวน หากเจ้าไม่มีหลักฐานอย่าพ
บรรยากาศในลานพิธีล่าสัตว์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ นับจากที่มีทหารมาแจ้งว่าขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกลอบโจมตี แล้วบัดนี้ก็ยังหาตัวองค์รัชทายาทไม่พบ ฝ่าบาทโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นประกาศกร้าวว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ“ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เห็นองครักษ์เว่ยเลยพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้งเป็นคนเอ่ยทักเรื่องนี้ขึ้นมา เขาคิดแผนการเอาไว้อย่างดี หลังจากกำจัดองค์รัชทายาทแล้วเขาก็จะป้ายความผิดข้อหาละเลยหน้าที่ให้เว่ยเฉิงหยวนเสียฝ่าบาทแม้จะรักสหายเพียงใด แต่ก็คงไม่เท่ากับสายเลือดของพระองค์เอง“ใต้เท้าเกาจะสื่อสิ่งใด”“กระหม่อมมิได้จะสื่อสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่การอารักขาเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยองครักษ์ ทว่าเว่ยเฉิงหยวนกลับปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นกับองค์รัชทายาทที่บัดนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร” คำพูดของเกาจิ้งชักจูงเหล่าขุนนางให้พยักหน้าเห็นด้วย เกากุ้ยเฟยได้ยินละครฉากใหญ่ของบิดาก็ยกยิ้ม“...”“แล้วเช่นนี้เราจะมีหน่วยองครักษ์ไว้เพื่อสิ่งใด” เสียงคนในงานต่างตอบรับ เห็นด้วยกับคำพูดของใต้เท้าเกาทว่าเพียงสองลมหายใจเท่านั้นทุกคนก็ต้องกลับคำกันหมด“ก็เพื่ออยู่รอฟังว่าผู้ใดคิดท
องค์รัชทายาทในชุดประจำตำแหน่งนั่งอยู่บนรถม้า เด็กชายวัยหกย่างเจ็ดหนาวนิ่งสงบ เกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะทำได้ นิ้วมือทั้งสิบหุบไปทีละนิ้ว ละนิ้ว ราวกับกำลังไล่เรียงลำดับบางสิ่ง“เราเข้าเขตหุบเขาชิงฉูแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เข้าใจแล้ว” เสียงเล็กตอบรับ พลางกระชับของในสาบเสื้อเอาไว้แน่นท่านน้าเขยบอกกับเขาไว้ว่า หากเข้าเขตหุบเขาให้ระวังตัวให้ดี เพราะที่นี่เป็นสถานที่ซุ่มลอบสังหารที่ดีที่สุด หากพ้นเขตนี้ไปจะมีทหารลาดตระเวนแล้ว ฉะนั้นอีกเพียงสองเค่อ (30 นาที) ถ้าไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเขาปลอดภัยแล้วทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ (7 นาที) องค์รัชทายาทของแคว้นก็ได้ยินเสียงต่อสู้กันดังมาจากด้านนอก ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกซุ่มโจมตีอย่างที่เว่ยเฉิงหยวนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด“องค์รัชทายาทเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์มือดีของเฉิงหยวนเปิดรถม้า เข้ามาคว้าร่างเด็กชายเข้าอ้อมอก สีหน้าหนานเนี่ยนเจินตื่นกลัวเล็กน้อยแต่มิได้ทำตัวเป็นปัญหา เขาทำตามสิ่งที่ท่านน้าเขยบอกไว้ทุกอย่าง‘เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น หม่าหรงจะเป็นผู้พาองค์รัชทายาทออกจากรถม้า จากนั้นหากคนร้ายตามมามากเกินไป เขาจะอุ้มองค์รัชทายาทม
“เป็นอย่างไรบ้างลี่จู” เว่ยเฉิงหยวนนั่งไม่ติด เดินเข้าหาลี่จูทันทีที่นางออกมาจากห้องทำคลอด“ยังไม่คลอดเจ้าค่ะ นายท่านหลีกทางเถิด” เป็นครั้งแรกที่ลี่จูกล้า ถึงขึ้นสั่งเจ้าของเรือน เพราะบัดนี้นางมิอาจชักช้าได้ ฮูหยินปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่คุณหนูกลับไม่ยอมคลอดเสียที“อาหยวนใจเย็นเอาไว้ พวกนางแม่ลูกย่อมต้องปลอดภัย”“ข้าจะใจเย็นได้อย่างไรขอรับท่านย่า เสียงของหยู่เยียนแผ่วเบาลงทุกที” มือใหญ่เกาะผนังประตูกั้นฟัง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนรักเป็นดั่งคมมีดปักลงกลางอก กระนั้นก็ยังเจ็บไม่เท่ากับการได้ยินว่าเสียงนั้นแผ่วเบาลงเรื่อยๆ“สวรรค์เมตตาด้วย บรรพบุรุษสกุลเว่ยคุ้มครองสะใภ้และทายาทสืบสกุลด้วยเถิด” ไป๋เหลียนอันได้แต่เอ่ยภาวนา ทว่าคำพวกนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้องครักษ์หนุ่มคลายความเครียดได้ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว“...ข้าจะเข้าไปหานาง” สิ้นประโยคนั้นเว่ยเฉิงหยวนก็พรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด ใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง สองมือเข้าไปตระกองกอดร่างที่เหนื่อยอ่อนของภรรยา แขนหนึ่งสอดรองใต้คอ อีกมือยื่นขึ้นไปจับมือเล็กที่บีบผ้าห้อยลงมา จนมันยับยู่“ขอข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่เกะกะ” เมื่อองครักษ์หนุ่มว่าเช่น
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ก่อนหน้าสอบถามกับราชทูต ว่าช่างปักเป็นสาวงามผู้หนึ่ง เดินทางครานี้เลยตัดสินใจมาผูกสัมพันธ์ แต่น่าเสียดายที่นางแต่งให้ชายอื่นไปเสียแล้ว” แววตาหวานเยิ้มพุ่งตรงมาที่สตรีตั้งครรภ์เพียงคนเดียวในงาน เฮ่อหรานตัดสินใจเดินมาตรงหน้าแท่นที่นั่งของคู่สามีภรรยาสกุลเว่ย พลางยื่นของกำนัลที่ตั้งใจ
“เหตุใดข้าต้องเข้าร่วมด้วยหรือเจ้าคะ” สตรีท้องโตในชุดสีฟ้าตัดขาว ปักด้วยดิ้นสีเงิน สะท้อนแสงแดดเป็นเงาวิบวับ เรียกสายตาให้คนในงานหันมามองคู่สามีภรรยา ที่นานทีจะมีภาพนี้ให้เห็นก่อนหน้าได้ข่าวว่าท่านองครักษ์ไม่ค่อยพึงใจในฮูหยินคนนี้สักเท่าใด แต่ไฉนเลยภาพที่เห็นตรงหน้ากลับตรงกันข้าม ก็อย่างว่าสามีภรร
หลังจากนั้นไม่นานสกุลเกาก็จัดการส่งตัวม่านม่านให้กับทางการสอบสวน อ้างว่านางจงใจใส่ร้ายคุณหนูเกาให้เสื่อมเสีย สร้างความบาดหมางระหว่างสองตระกูลกระนั้นก็มีชาวบ้านเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เชื่อคำลวง บัดนี้ในสายตาของคนในเมืองหลวง สกุลเกากลายเป็นผู้ร้ายไปเสียแล้ว และยิ่งมารู้ข่าวว่าสตรีนามม่านม่านตายในคุก
“เจ้ามันตัวซวยของสกุลข้าจริงๆ ข้าไม่สมควรเลี้ยงพวกชั้นต่ำไว้!” ฝ่ามือกระทบลงบนตัวของเกาซูเหวินครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงสาวมิอาจตอบโต้ ได้แต่กัดฟันทนรับความเจ็บปวดนี้แต่เล็กจนโต นางชาชินไปเสียแล้ว“...”“สั่งสิ่งใดไป ทำไม่สำเร็จสักอย่าง ข้าคิดผิดจริงๆ ที่เก็บเจ้าไว้ ข้าจะบอกความจริงกับท่านพ่อ”“มะ ไม







