Masuk“เจ้าคิดจะแยกบิดากับบุตร มิใจร้ายไปหน่อยหรือ”
“...ท่านเองก็มิได้อยากให้เขาเกิด- ” ปากเล็กถูกปิดด้วยนิ้วใหญ่ ใบหน้าองครักษ์หนุ่มดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูก็รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ
“จะพูดสิ่งใดระวังไว้เสียบ้าง หากลูกได้ยินจะทำอย่างไร”
“...” จางหยู่เยียนหน้าเสียไปครู่หนึ่ง
“ข้าไม่เคยพูดไม่ดีกับลูกเลยสักครั้ง หากเจ้าจะกรุณา อย่าได้พูดจาใส่ร้ายข้าให้ลูกฟังอีก” ว่าเพียงเท่านั้น ชายหนุ่มก็เดินหันหลังจากไป ทิ้งให้หยู่เยียนยืนรู้สึกผิดกับคำพูดของตนเอง
แต่นางมิได้ใส่ร้ายเขาเสียหน่อย ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเจ้าตัวน้อยในท้องนี้มาได้อย่างไร เหตุใดเว่ยเฉิงหยวนจึงพูดเหมือนนางเป็นตัวร้าย ใส่ร้ายเขาให้ลูกฟังไปได้เล่า
“ฮูหยินเจ้าคะ”
“กลับกันเถิดลี่จู ข้าเหนื่อยแล้ว” จางหยู่เยียนมองตามแผ่นหลังกว้างที่ห่างออกไป พลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เรื่องอนุนางยังไม่หมดหวัง แต่คงต้องรอโอกาสเหมาะกว่านี้ เฮ้อ~
กว่าสิบวันแล้ว ที่จางหยู่เยียนทานสำรับที่ทำขึ้นเองในเรือนของนาง หากว่าท่านย่านำขนมมาให้นางก็จะให้ลี่จูแอบตรวจพิษ แต่สำรับที่มาจากเรือนของเว่ยเฉิงหยวนนางให้คนเททิ้งทั้งหมด ป้องกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ไข
“อ๊ะ ดิ้นอีกแล้วลี่จู”
“คิก สงสัยคุณหนูน้อยจะชอบให้ฮูหยินพาออกมาเดินเที่ยวเล่นนะเจ้าคะ” ลี่จูถือร่มเดินตามนายหญิงที่กำลังชมสวนดอกไม้หลังจวน
“เข้าใจแล้วๆ ต่อไปมารดาจะพาเจ้าออกมาเดินเที่ยวทุกวัน ทั้งวันเลยดีหรือไม่”
“ไม่ดีเจ้าค่ะ เดินเยอะไม่ได้นะเจ้าคะ ไปพักที่ศาลากลางน้ำก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ” ลี่จูตอบแทนคุณหนูน้อยของนาง ฮูหยินท้องโตขึ้นทุกวันไหนเลยจะเดินเหินได้สะดวก
“ได้ๆ ข้าจะพักบ้าง” คนอารมณ์ดีส่งยิ้มให้สาวใช้ ก่อนจะเดินตามทางเพื่อไปศาลากลางน้ำ ทว่าพอไปถึง หยู่เยียนกลับต้องหยุด เพราะบนนั้นมีบุรุษที่นางไม่ปรารถนาจะพบหน้านั่งอยู่
“กลับเถิด”
“มาถึงแล้ว เหตุใดไม่เข้ามาเล่า” ร่างใหญ่ผุดลุกขึ้นอย่างลนลาน เสียงทุ้มเอยทัก ทำให้หยู่เยียนมิอาจเสียมารยาทได้
“มิรู้ว่านายท่านอยู่ที่นี่ ข้ามารบกวนแล้ว ขออภัยเจ้าค่ะ”
“ไหนๆ ก็มาแล้ว...ขึ้นมานั่งด้วยกันก่อนสิ”
“มิเป็นไร ข้าลา” หยู่เยียนหันหลังกลับทันที
“ข้าพึ่งได้พบองค์รัชทายาท...พระองค์ฝากของมาให้เจ้าด้วย” คำพูดนั้น รั้งให้จางหยู่เยียนหันหลังกลับ ยอมเดินขึ้นไปบนศาลาแล้วนั่งลงข้างชายหนุ่ม
“องค์รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ หายจากอาการประชวรแล้วหรือยัง” เมื่อสองสามวันก่อนหยู่เยียนได้ยินข่าวว่าองค์รัชทายาทล้มป่วย จึงนึกกังวล
อันที่จริงแล้วความสัมพันธ์ของจางหยู่เยียนกับองค์ฮองเฮา ถือว่าเป็นญาติผู้พี่ญาติผู้น้อง บิดาของนางและบิดาของฮองเฮาเป็นพี่น้องกัน หลังจากบิดาของฮองเฮาลาโลกไป บิดาของหยู่เยียนก็ขึ้นมาเป็นผู้นำสกุลเว่ย แม้ว่าหยู่เยียนจะเป็นเพียงบุตรอนุ แต่นางกับฮองเฮาสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก ถูกเลี้ยงมาด้วยกันก็ว่าได้
“หายดีแล้ว องค์รัชทายาทยังฝากสิ่งนี้มาให้เจ้าด้วย บอกว่าปักตามที่ท่านน้าสอน”
“น่าเอ็นดูนัก” จางหยู่เยียนยิ้มขำทันทีที่เห็นผ้าปักผืนเล็กฝีมือของเด็กวัยเพียงหกหนาว แม้จะไม่สวยงามแต่ก็รับรู้ถึงความตั้งใจ เพราะเด็กน้อยพยายามปักตามลายที่นางเคยสอนจริงๆ วันหน้าฝีมือต้องงดงามกว่านี้เป็นแน่ ที่เอ่ยว่าเขาจะปักชุดเจ้าสาวให้คนรักในวันข้างหน้า คงจะทำได้จริงๆ
“อยากได้บุตรชายหรือไม่”
“หืม จะชายหรือหญิงก็ดีทั้งนั้นเจ้าค่ะ” หยู่เยียนเลิกคิ้วสงสัยเพียงชั่วครู่ เมื่อนึกได้ว่าคนข้างกายพูดถึงเรื่องใด ก็ตอบกลับไปทันที
“นั่นสินะ แต่บุตรสาวก็ดีไม่น้อย เสี่ยวมี่มี่บุตรีขององครักษ์เสวียนน่าชังมากทีเดียว” เว่ยเฉิงหยวนพูดไป พลางขยับตัวเขาหาภรรยาทีละนิดๆ ยิ่งเห็นนางใกล้ๆ ยิ่งรู้สึกว่านางดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แก้มนั่น หากได้ลองจับดูคงจะนุ่มไม่น้อย
“ทำอันใดของท่าน ยกมือขึ้นมาทำไม” หยู่เยียนขยับถอยหลัง
“เปล่า คือ คือข้า-”
“นายท่านขอรับ นายท่าน! ที่หน้าเรือนขอรับ”
“มีอันใด” เสียงเรียกของพ่อบ้านถู เรียกให้นายทั้งสองหันไปสนใจ
“มีสตรีมาขอความช่วยเหลือขอรับ เนื้อตัวมีแต่บาดแผลราวกับถูกทุบตีมาขอรับ”
สองสามีภรรยาเดินออกจากห้องนอน ผ่านสตรีร่างบอบบางที่ยืนรออยู่ พากันตรงดิ่งไปยังห้องตำราที่อยู่ห่างออกมา เพราะไม่อยากให้เสียงไปรบกวนเด็กน้อย“คำนับฮูหยินเจ้าค่ะ เมื่อครู่ได้ยินเสียงเด็ก คงเป็นคุณชายน้อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”“บุตรข้าเป็นสตรี” เว่ยเฉิงหยวนตอบกลับไป พลางประคองภรรยาเดินอ้อมมานั่งบนเก้าอี้ที่ทำงาน“เป็นสตรีหรอกหรือเจ้าคะ มิเป็นไรนะเจ้าคะ อย่างไรเสียท้องสองก็ต้องเป็นบุตรชายแน่ หรือไม่จากนี้ข้าก็จะได้ช่วยแบ่งเบาฮูหยิน มีทายาทให้สกุลเว่ย” น้ำเสียงไร้ซึ่งคำเย้ยหยัน ทว่าสีหน้ากลับมองหยู่เยียนอย่างเหนือกว่า ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นสตรี นางก็ยังมีโอกาส ไม่แน่ว่าลูกของนางในวันหน้าอาจจะได้เป็นทายาทสกุลเว่ย นางอาจมอบบุตรชายให้สกุลเว่ยได้“หากท่านยังไม่ทำอันใดเสียที ข้าจะกลับแล้ว มิอยากได้ยินเสียงนกกาให้ระคายหู”“ใจเย็นก่อนเถิด ฝูเจี๋ยกำลังมาแล้ว...ส่วนคุณหนูเกา ข้าคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิด” เว่ยเฉิงหยวนเอ่ยตัดความสัมพันธ์กับเกาซูเหวินตามตรง“ข้าเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เรื่องก่อนหน้านี้ที่เจ้าช่วยข้านำหลักฐานมาจัดการสองพ่อลูกสกุลเกา ข้าซาบซึ้งน้ำใจที่เจ้าอุตส่าห์ทรยศครอบครัวเพื่อช่วยข้า”
เสียงร้องของเด็กทารกแรกเกิดเงียบสงบลง เปลือกตาสีอ่อนปิดสนิทเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงฝัน ริมฝีปากจิ้มลิ้มติดยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทำเอาผู้เป็นมารดาอดยิ้มตามไม่ได้“นายท่านกับองค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกหรือ”“ยังเลยเจ้าค่ะ” ได้ยินคำตอบของซีเยว่ จางหยู่เยียนก็ถอนหายใจหนัก นี่ก็เริ่มเช้าวันใหม่แล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้จะเป็นอย่างไรนางมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อในตัวสามีอยู่ไม่น้อย ทว่าความกังวลของคนไหนเลยจะห้ามกันได้ ยามนี้คงได้แต่มุ่งความสนใจมาที่ลูกน้อย จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านสตรีพึ่งคลอดโอบอุ้มลูกน้อยที่กำลังหลับใหลหลังจากดื่มนมเสร็จ ลงนอนบนเตียงเล็ก ยกผ้าขึ้นมาคลุม พลางตบเบาๆ บนหน้าอกน้อยให้นางได้หลับสนิท“รอหน่อยเถิดคนดีของแม่ ประเดี๋ยวบิดาเจ้าก็กลับมาแล้ว ถึงครานั้นเจ้าจะได้มีชื่อเรียกเหมือนผู้อื่นเสียที” รอยยิ้มอ่อนประดับอยู่บนดวงหน้าหวาน ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความกังวลหลังจากที่หยู่เยียนตัดสินใจพูดคุย ให้โอกาสสามีในวันนั้น เขาก็ดีกับนางทุกอย่าง ไม่ว่าคิดหรือทำสิ่งใดล้วนบอกกล่าวนาง กระนั้นอีกฝ่ายยังมีหน้าที่เป็นขุนนางของราชสำนัก เรื่องบ้านเมืองล้วนพูดได้ไม่หมด และนางเอ
กระนั้นพวกเขาก็ยังเชื่อว่าเงินทองมากมายที่เสียไปกับการจ้างนักฆ่ามืออาชีพ อย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางซัดทอดมาถึงคนบงการเป็นแน่“นักฆ่าพวกนี้เป็นมือสังหารที่พร้อมพลีชีพหากภารกิจล้มเหลว ดีที่ข้าจับเป็นพวกมันได้หลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนสั่งการก็คงเบาใจได้ว่าพวกมันจะไม่ซัดทอดถึง” เว่ยเฉิงหยวนล่อพวกนักฆ่าไปยังปากทางถ้ำก็เพราะเช่นนี้ เขาต้องการหาทำเลที่เหมาะกับการใช้พิษยาสลบและต้องการให้เรื่องนี้เงียบที่สุด ห่างจากสายตาของคนที่เกาจิ้งให้แอบมาดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ“เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่เฉิงหยวน อย่าได้ชักช้า”“กระหม่อมเพียงชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีเหตุจูงใจในการสังหารองค์รัชทายาท ซ้ำยังมีเงินทองมากมายจ้างนักฆ่ามืออาชีพจะมีสักกี่คน”“...” ทุกสายตามองตามการกระทำขององครักษ์เว่ย“เลิกพูดพล่ามเสียที ฝ่าบาทเพคะ ทรงให้ความเป็นธรรมกับสกุลเกาด้วย เพียงคำพูดไม่กี่คำของเว่ยเฉิงหยวนก็ทำให้สกุลเกาแปดเปื้อนถึงเพียงนี้ ไร้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังกล้าใส่ความท่านพ่อของหม่อมฉันอีก” เกากุ้ยเฟยออกหน้ารับ แม้เรื่องคราวนี้ไม่สำเร็จแต่พระนางก็มั่นใจว่าไม่มีหลักฐานซัดทอดมาถึงพวกนาง“เฉิงหยวน หากเจ้าไม่มีหลักฐานอย่าพ
บรรยากาศในลานพิธีล่าสัตว์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ นับจากที่มีทหารมาแจ้งว่าขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกลอบโจมตี แล้วบัดนี้ก็ยังหาตัวองค์รัชทายาทไม่พบ ฝ่าบาทโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นประกาศกร้าวว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ“ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เห็นองครักษ์เว่ยเลยพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้งเป็นคนเอ่ยทักเรื่องนี้ขึ้นมา เขาคิดแผนการเอาไว้อย่างดี หลังจากกำจัดองค์รัชทายาทแล้วเขาก็จะป้ายความผิดข้อหาละเลยหน้าที่ให้เว่ยเฉิงหยวนเสียฝ่าบาทแม้จะรักสหายเพียงใด แต่ก็คงไม่เท่ากับสายเลือดของพระองค์เอง“ใต้เท้าเกาจะสื่อสิ่งใด”“กระหม่อมมิได้จะสื่อสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่การอารักขาเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยองครักษ์ ทว่าเว่ยเฉิงหยวนกลับปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นกับองค์รัชทายาทที่บัดนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร” คำพูดของเกาจิ้งชักจูงเหล่าขุนนางให้พยักหน้าเห็นด้วย เกากุ้ยเฟยได้ยินละครฉากใหญ่ของบิดาก็ยกยิ้ม“...”“แล้วเช่นนี้เราจะมีหน่วยองครักษ์ไว้เพื่อสิ่งใด” เสียงคนในงานต่างตอบรับ เห็นด้วยกับคำพูดของใต้เท้าเกาทว่าเพียงสองลมหายใจเท่านั้นทุกคนก็ต้องกลับคำกันหมด“ก็เพื่ออยู่รอฟังว่าผู้ใดคิดท
องค์รัชทายาทในชุดประจำตำแหน่งนั่งอยู่บนรถม้า เด็กชายวัยหกย่างเจ็ดหนาวนิ่งสงบ เกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะทำได้ นิ้วมือทั้งสิบหุบไปทีละนิ้ว ละนิ้ว ราวกับกำลังไล่เรียงลำดับบางสิ่ง“เราเข้าเขตหุบเขาชิงฉูแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เข้าใจแล้ว” เสียงเล็กตอบรับ พลางกระชับของในสาบเสื้อเอาไว้แน่นท่านน้าเขยบอกกับเขาไว้ว่า หากเข้าเขตหุบเขาให้ระวังตัวให้ดี เพราะที่นี่เป็นสถานที่ซุ่มลอบสังหารที่ดีที่สุด หากพ้นเขตนี้ไปจะมีทหารลาดตระเวนแล้ว ฉะนั้นอีกเพียงสองเค่อ (30 นาที) ถ้าไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเขาปลอดภัยแล้วทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ (7 นาที) องค์รัชทายาทของแคว้นก็ได้ยินเสียงต่อสู้กันดังมาจากด้านนอก ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกซุ่มโจมตีอย่างที่เว่ยเฉิงหยวนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด“องค์รัชทายาทเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์มือดีของเฉิงหยวนเปิดรถม้า เข้ามาคว้าร่างเด็กชายเข้าอ้อมอก สีหน้าหนานเนี่ยนเจินตื่นกลัวเล็กน้อยแต่มิได้ทำตัวเป็นปัญหา เขาทำตามสิ่งที่ท่านน้าเขยบอกไว้ทุกอย่าง‘เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น หม่าหรงจะเป็นผู้พาองค์รัชทายาทออกจากรถม้า จากนั้นหากคนร้ายตามมามากเกินไป เขาจะอุ้มองค์รัชทายาทม
“เป็นอย่างไรบ้างลี่จู” เว่ยเฉิงหยวนนั่งไม่ติด เดินเข้าหาลี่จูทันทีที่นางออกมาจากห้องทำคลอด“ยังไม่คลอดเจ้าค่ะ นายท่านหลีกทางเถิด” เป็นครั้งแรกที่ลี่จูกล้า ถึงขึ้นสั่งเจ้าของเรือน เพราะบัดนี้นางมิอาจชักช้าได้ ฮูหยินปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่คุณหนูกลับไม่ยอมคลอดเสียที“อาหยวนใจเย็นเอาไว้ พวกนางแม่ลูกย่อมต้องปลอดภัย”“ข้าจะใจเย็นได้อย่างไรขอรับท่านย่า เสียงของหยู่เยียนแผ่วเบาลงทุกที” มือใหญ่เกาะผนังประตูกั้นฟัง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนรักเป็นดั่งคมมีดปักลงกลางอก กระนั้นก็ยังเจ็บไม่เท่ากับการได้ยินว่าเสียงนั้นแผ่วเบาลงเรื่อยๆ“สวรรค์เมตตาด้วย บรรพบุรุษสกุลเว่ยคุ้มครองสะใภ้และทายาทสืบสกุลด้วยเถิด” ไป๋เหลียนอันได้แต่เอ่ยภาวนา ทว่าคำพวกนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้องครักษ์หนุ่มคลายความเครียดได้ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว“...ข้าจะเข้าไปหานาง” สิ้นประโยคนั้นเว่ยเฉิงหยวนก็พรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด ใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง สองมือเข้าไปตระกองกอดร่างที่เหนื่อยอ่อนของภรรยา แขนหนึ่งสอดรองใต้คอ อีกมือยื่นขึ้นไปจับมือเล็กที่บีบผ้าห้อยลงมา จนมันยับยู่“ขอข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่เกะกะ” เมื่อองครักษ์หนุ่มว่าเช่น







