Se connecterสวรรค์!! นี่ใช่คนเดียวกับบุรุษหน้าซีดเซียวที่นางเห็นเมื่อครู่อยู่หรือเซียงป่ายเหออุทานดังลั่น นางถูกชายหนุ่มยกตัวลอยขึ้นไปบนเตียง ก่อนพยายามดิ้นรนออกมา ยิ่งดิ้นอ้อมกอดก็ยิ่งรัดแน่นเข้า คนทั้งสองต่อสู้พัวพันกันอยู่บนเตียงนอนด้วยท่าทีล่อแหลมเซียงป่ายเหอเหลือบไปมองยังประตู เพราะรู้ตัวดีว่าไม่อาจสู้แรงของชายหนุ่ม ในใจได้แต่สงสัย เสียงดังถึงเพียงนี้แต่กลับไม่มีใครกล้าเปิดประตูเข้ามา นี่ช่างทำให้นางรู้สึกว่ากำลังตกลงไปยังหลุมพรางของใครบางคนอยู่ครามครันขณะที่ครุ่นคิดเสียง ‘แควก’ พลันดังขึ้นนางกะพริบตามองหลินหยางซึ่งอยู่ใต้ร่างของตน ก่อนก้มลงมองยังต้นเสียง มือของนางชะงักเพราะต้นเหตุก็คือนางที่พยายามดิ้นรน แต่กลับไปคว้าเอาสาบเสื้อตัวในของอีกฝ่ายชิ้นส่วนของตัวเสื้อที่ติดมือมา ถูกนางดึงทึ้งจนขาดอย่างๆ ไม่รู้ตัว ภายใต้เนื้อผ้าแหว่งวิ่นนั้น แผ่นอกกำยำเผยออกมาสู่สายตา…สติ!!! ลิลลี่เอ้ย หญิงสาวกะพริบตาสะบัดศีรษะตั้งสติ“ท่านปราชญ์” เขาหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “ไม่เห็นต้องรุนแรงถึงเพียงนี้”เซียงป่ายเหอโมโหจนพูดไม่ออก “หุบปากนะ!” นางตวาดก่อนพยายามลุกขึ้น แต่กลับโดนชายหนุ่มรั้งขึ้นไปนอนทาบบนร่างหน
ใบหน้าซีดเซียวของหลินหยาง ทำให้หญิงสาวชะงัก นางเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้หน้าเตียง มองดูชายหนุ่มที่ถูกประคองขึ้นนั่งพิงหัวเตียง หัวคิ้วของนางพลันขมวดมุ่นขณะที่กำลังครุ่นคิดเงียบๆ หลินหยางพลันเงยหน้ามองเฟยอวี่ “ข้าขอสนทนากับท่านปราชญ์สักครู่เถิด”“ขอรับ”“เช่นนั้นข้าจะพาแม่นางหลิ่งจือไปรอด้านนอก เชิญ”เห็นท่าทีของเซี่ยซู เซียงป่ายเหอให้รู้สึกสงสัยยิ่งนัก เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าเซี่ยซูผู้นี้ช่างให้เกียรติหลินหยางยิ่งนัก เพราะหากนางได้ยินมาไม่ผิด มิใช่อีกฝ่ายแนะนำว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นเพียงกุนซือผู้ติดตามหรอกหรือยังมี...เฟยอวี่ผู้นี้ฝีมือร้ายกาจยิ่ง บางทีอาจจะฝีมือดีกว่าหลิ่งจือด้วยซ้ำ นางยังคิดว่าแท้ที่จริงเขาเป็นคนคุ้มกันของเซี่ยซู แต่ในยามออกไปชมเมืองหลวงแคว้นฉิน เซี่ยซูกลับให้เฟยอวี่ตามไปคุ้มครองผู้ติดตามคนหนึ่งเรื่องนี้ดูไม่สมเหตุสมผลเลย“ข้ายังคิดว่าหากท่านไม่มา ข้าอาจให้คนไปเชิญท่านมา”“ท่านต้องการพบข้าหรือ”“ถูกต้อง”“เช่นนั้นเชิญกล่าว”“ท่านเองก็มิใช่มีเรื่องสงสัยในใจหรอกหรือ เช่นนั้นข้าให้ท่านพูดก่อนก็แล้วกัน”เขารู้!!!นางหรี่ดวงตาสองมองเขาด้วยสายตาพิจารณา กระนั้นกลับไม่อาจคาดเ
“นั่นสินะ หากจะลองคิดๆ ดู ครั้งก่อนคุณชายหลินก็ช่วยท่านปราชญ์เอาไว้ครั้งหนึ่งแล้ว มาครานี้ยังบังเอิญพบและช่วยท่านปราชญ์เอาไว้อีก หากนี่ไม่เรียกว่าลิขิตสวรรค์แล้วจะเรียกว่าอย่างไรเล่า”“เรียกว่าเวรกรรมดลบันดาลอย่างไรเล่า”เซียงป่ายเหอถอนหายใจ นางกำนัลน้อยทั้งสองสะดุ้งก่อนรีบเปิดประตูเข้ามา “ท่านปราชญ์ ข้าน้อยสมควรตาย”ทั้งสองนางคุกเข่าลง“ข้าหิวน้ำ” นางเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้าค่ะ” พวกนางตอบรับเสียงเบา ก่อนเงยหน้าขึ้นลอบสังเกตท่าทีของผู้เป็นนาย จากนั้นจึงเดินไปรินชาที่ยังอุ่นให้อีกฝ่าย“พวกเจ้าอะไรก็ดีไปหมด มือไม้หรือก็คล่องแคล่ว เสียอย่างเดียวที่ปากไม่อยู่สุข” เซียงป่ายเหอถอนหายใจอย่างจนใจ “คราวนี้เรื่องอะไรอีกเล่า”“ก็เรื่องที่ท่านกับคุณชายหลินถูกลอบสังหารที่โรงเตี๊ยมหมื่นทิวาอย่างไรเล่าเจ้าคะ คุณชายหลินกอดท่านเอาไว้ในอ้อมแขน ตอนที่ท่านกับเขาตกลงมา”“เรื่องนี้ไม่ได้มีต้นตอมาจากวังหลวง คงจัดการได้ยากเจ้าค่ะ คุณชายหลินเองก็บาดเจ็บสาหัส”“เขาอาการเป็นอย่างไรบ้าง” นางขมวดคิ้วเอ่ยถามขึ้น ความทรงจำค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาช้าๆวันนั้นเขาโอบนางเอาไว้ ก่อนพากระโดดลงมาจากสะพานซึ่งเชื่อมโรงเตี๊ยมสองฝั่งถนน
หลินหยางมองหญิงสาวด้วยดวงตาพิจารณาอยู่นาน กระทั่งละสายตาไปมองเฟยอวี่ จากนั้นจึงมุ่นคิ้วเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติโดยรอบ มือใหญ่ยืนออกไปคว้าต้นแขนของเซียงป่ายเหอ ก่อนจะดึงนางให้หมุนตัวกลับมา“อย่าพูดอะไร เดินตามข้ามา”“ท่านจะทำอะไร”“เราถูกสะกดรอย” เขาสบตากับเฟยอวี่“ท่านพาท่านปราชญ์เข้าไปในตรอกข้างหน้า ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนมีมากกว่าสิบคน”หลิ่งจือหรี่ดวงตามองคนทั้งสอง จากนั้นจึงรั้งร่างเซียงป่ายเหอเอาไว้ “ข้าจะพาท่านปราชญ์กลับ”“อย่าโง่ไปหน่อยเลย” เฟยอวี่กล่าว “เจ้าคิดว่ารับมือพวกเขาได้โดยง่ายหรือ” เอ่ยจบก็เงยหน้าขึ้นมองชั้นสอง “คิดว่าพวกเขารั้งอยู่ข้างบนโดยมีเพียงกระบี่หรือไร”หลิ่งจือขมวดคิ้ว ประสบการณ์ที่ผู้เป็นนายถูกลอบสังหารที่ตำหนักฮุ่ยเจ๋อทำให้นางลังเล “พวกเขาตามท่านมาหรือไร เหตุใดจึงรู้รายละเอียดมากมายถึงเพียงนี้”“เข้าใจผิดแล้ว” หลินหยางเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ากับเฟยอวี่หาใช่เป้าหมายไม่”เซียงป่ายเหอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มนิ่ง “คนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกันกับพวกที่กล้าบุกเข้าไปในวังหลวงหรือ”“ไม่ต้องกังวล” หลินหยางกล่าว “ไม่ใช่เพราะวังหลวงป้องกันหละหลวม แต่เป็นเพราะมีคนให้ความช่วยเหลือ ค
สวรรค์...เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของนางหรือไร!!!“ท่านมาทำอะไรที่นี่ มิใช่ว่าท่านกำลังถูกกักบริเวณหรือไร”“ข้าเพียงเข้าตำหนักฮุ่ยเจ๋อไม่ได้ มิใช่ว่าออกมานอกวังหลวงไม่ได้เสียหน่อย เจ้ามาทำอะไรนอกวังหลวงหรือ”เซียงป่ายเหอสบตากับหลิ่งจือ ความลับเรื่องที่นางกำลังหาทางออกมาจากวังหลวง เห็นทีคงจะปิดเอาไว้ได้ไม่นานเสียแล้ว ดังนั้นนางคงต้องชิงความได้เปรียบ รีบๆ ทำอะไรให้มันจบๆ ไปเสียทีเซียงป่ายเหอยิ้ม “หลายวันมานี้อุดอู้อยู่ในวังรู้สึกไม่เจริญอาหาร ดังนั้นจึงออกมาเดินเล่น”“อาหารข้างนอกอย่ากินเยอะ เจ้าเพิ่งหายป่วยอาจไม่สบายขึ้นมาได้”นางมองซ้ายขวา โชคดีที่เจ้าของแผงบะหมี่ไม่ได้ยินประโยคนี้ หาไม่คงโดนไล่ออกไปอย่างแน่นอน “ข้าอิ่มแล้ว สมควรกลับวังหลวงเสียที”“เช่นนั้นข้ากลับพร้อมเจ้า” เอ่ยจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้น“ท่านปราชญ์ ช่างบังเอิญยิ่งนัก”เซียงป่ายเหอแทบอยากจะร้องไห้ เสียงของเซี่ยซูทำให้นางรู้สึกจนใจ ไฉนนางจึงมีเจ้ากรรมนายเวรเยอะถึงเพียงนี้นะ แถมเมื่อหันกลับไปมอง ใบหน้ายิ้มแย้มแต่ซีดเซียวของหลินหยางทำให้นางอดที่จะจ้องเขาเขม็งไม่ได้...บาดแผลของเขา หายดีแล้วหรือ“คุณชายหลิน ท่านสบายดีกระมัง” นางอยา
นางกำนัลน้อยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ทำเอาทหารยามหน้าประตูวังหลวงหงุดหงิด หากไม่ติดตรงที่ว่าหลิ่งจือเป็นถึงองครักษ์ของท่านปราชญ์ที่ผู้คนแคว้นฉินต่างก็นับถือ เขาจะตวาดออกมาให้อีกฝ่ายเลิกทำท่าทางเช่นนี้เสียทีรู้ๆ อยู่ว่านางกำนัลในวังหลวงต่างก็อ่อนแอบอบบาง นานๆ ครั้งพวกนางจะได้รับอนุญาตให้ออกจากวังหลวงไปทำธุระให้ผู้เป็นนาย แต่ทุกครั้งจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาทำเหมือนหวาดกลัวหนักหนาเช่นนี้ด้วยหรือ“ข้าไปได้แล้วกระมัง” หลิ่งจือเอ่ยถามราวกำลังรำคาญ“เชิญ”หลิ่งจือปรายตามองนางกำนัลเบื้องหลัง จากนั้นก็ทั้งสองก็เดินออกจากประตูวังหลวง ตรงไปตามถนนเป้าจื่อซึ่งเป็นย่านที่คึกคักที่สุด ทั้งยังมีคฤหาสน์หลังงามที่กำลังประกาศขายฟังดูเถ้าแก่เนี้ยซึ่งเป็นคนกลางพูดพล่ามว่าคฤหาสน์หลังดังกล่าวดีอย่างนู้นอย่างนี้ เซียงป่ายเหอได้แต่ลอบถอนหายใจ นางโบกมือให้หลิ่งจือเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปดูด้านใน มอบอำนาจการตัดสินใจให้อีกฝ่ายเต็มที่ ส่วนนางที่ยังคงอยู่ในคราบของนางกำนัลกลับนั่งลงยังเก๋งแปดเหลี่ยมหลังเล็กในสวนมองดูต้นหลิวสองต้นซึ่งปลูกอยู่ริมสระจำลองขนาดเล็ก เซียงป่ายเหอได้แต่ครุ่นคิดด้วยความหนักใจ อิสระที่นางได้รับจะว







