Masukภายหลังหญิงสาวจึงได้รู้ว่า บ่าวรับใช้เหล่านี้ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในตำหนักฮุ่ยเจ๋อ หากกล้าก้าวออกไปมีโทษตายสถานเดียว
ทอดสายตามองไปยังทางเดินในสวน ดอกป่ายเหอหลากสีกำลังชูช่องดงามดึงดูดสายตาเอาไว้เป็นอย่างดี
“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือขมวดคิ้วทั้งยังเดินตามหญิงสาวมา
“หลิ่งจือ ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
“เอ่อ”
เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายลังเล หญิงสาวพลันหันหลังกลับไปมอง หัวใจหดเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ในใจรู้สึกกังวลเพราะแม้แต่อิสระเพียงชั่วครู่ นางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้มีหรอกหรือ
“ทำไมหรือ”
น้ำเสียงนั้นแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาซึ่งจ้องเขม็งตรงมา ทำให้หลิ่งจือกลืนน้ำลาย ในใจครุ่นคิดว่านางคงคิดไปเอง ผู้เป็นนายหาได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าน้อยจะถอยออกไป หากท่านปราชญ์ต้องการสิ่งใด ข้าน้อย”
“ไม่ต้อง ข้าอยากอยู่คนเดียวเพื่อคิดอะไรเงียบๆ หากคิดตกแล้วจะกลับเข้าไปเอง”
“เจ้าค่ะ”
หลิ่งจือมองตามแผ่นหลังของคนที่เดินจากไปด้วยดวงตาหลากหลาย บางครานางกลับยังคงรู้สึกว่าเซียงป่ายเหอตรงหน้า คือหญิงสาวแปลกหน้าที่นางไม่เคยรู้จัก
ในที่สุดหญิงสาวก็ได้อยู่คนเดียว แต่การอยู่คนเดียวเช่นนี้กลับทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว กระทั่งมองไปทางไหนนางก็ยังเลือกไม่ถูก
ใบหน้าราวกับคนกำลังหลงทางมองไปยังทางแยกซ้ายขวา ดอกป่ายเหอสีขาวอยู่ทางด้านซ้ายเอนลู่ลงเล็กน้อยเมื่อสายลมพัดมา เมื่อเหม่อมองไปด้านขวา ป่ายเหอสีส้มกลับให้ความมีชีวิตชีวามากกว่าสีขาวที่ดูเรียบง่าย
“ยายลิลลี่เอ้ย” หญิงสาวถอนหายใจ “เอาเถอะ จะยังไงก็ต้องเป็นเซียงป่ายเหออยู่แล้ว จะซ้ายขวาก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนอะไรได้”
ว่าแล้วก็เลือกที่จะเดินไปทางขวา เหตุผลนะหรือ...ง่ายๆ เลย
เพราะดอกป่ายเหอสีขาวอีกฝั่ง ทำให้อดคิดถึงป่ายเหอสีขาวซึ่งมีร่างของเซียงป่ายเหอซึ่งสิ้นใจไปแล้วขึ้นมาไม่ได้นะสิ
ก้าวเดินไปได้สักพักเซียงป่ายเหอพลันชะงัก ชายชุดที่ให้ความรู้สึกหน่วงเหนี่ยว ทำให้หญิงสาวหมุนตัวกลับไปมอง เสียงถอนหายใจดังขึ้น เมื่อมองเห็นแล้วว่าชายชุดของตนเกี่ยวเข้ากับก้อนหินซึ่งถูกวางเรียงตามของทางเดิน
แม้นางจะเข้าใจได้ว่าฤดูหนาวเช่นนี้ เสื้อผ้าต้องเน้นความหนา ดังนั้นการแบกน้ำหนักของชุดจึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ต้องเผชิญ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยชอบที่สุดก็คือความรุ่มร่ามของชายชุดที่ลากระไปกับพื้น
จริงอยู่การมองดูอาจรู้สึกว่างดงามและมีสง่าราศี หากแต่เมื่อได้มาสวมใส่เองเช่นนี้ นางถึงกับต้องย่นคิ้วด้วยความหงุดหงิด
ชุดแพรพรรณสีเทาแดงแซมสีดำปักลายเมฆเคลื่อนคล้อยเก้าชั้น สวมคาดด้วยสายคาดเอวสีเขียวสด งดงามราวเทพธิดา สง่างามราวหงส์ท่ามกลางมวลบุปผา
แต่...หนักราวกำลังแบกเขาไท่ซานเอาไว้ทั้งลูกนี่สิ!!!
เซียงป่ายเหอสะบัดแขนเสื้อรูดทั้งสองฝั่งขึ้นมายังไหล่ มือทั้งสองข้างยกขึ้นเท้าสะเอว ความเย็นภายนอก ไหนเลยเอาชนะความหงุดหงิดเพราะชุดรุ่มร่ามได้ ไหนจะเส้นผมยาวซึ่งรวบขึ้นอย่างประณีตนี่อีก
“หนักจริงๆ” นางเผลอบ่นออกมาเสียงเบา แต่เสียงหัวเราะดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ตกใจจนต้องรีบดึงแขนเสื้อลงทันที
“ท่าทีเช่นนี้ไหนเลยจะยังเหมือนปราชญ์ผู้เลื่องลือ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นกลั้วหัวเราะ เงาร่างสูงสง่าในชุดสีดำปักลายหรูหราก้าวมาตามทางเดินช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มทำให้เซียงป่ายเหออ้าปากค้าง
ในใจได้แต่ลอบโอดโอย เพราะภูมิคุ้มกันคนหล่อของนาง เกิดมาบกพร่องเอาอีกแล้ว!!!
“ป่ายเหอ” ชายหนุ่มยื่นมือออกมาหมายคว้ามือของนาง
เซียงป่ายเหอก้าวถอยหลังไปสองก้าว คิ้วเรียวเลิกขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหนิ แต่เพราะยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครจึงไม่ได้เอ่ยอะไรให้อีกฝ่ายผิดสังเกต
“ข้า...” ดูเหมือนเขาเองก็เพิ่งจะรู้ตัว ดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มขื่นพร้อมกับรั้งมือของตนกลับไป
“ข้าขอโทษด้วย ข้าเป็นห่วงเจ้าจนลืมตัว”
เมื่อมองเห็นหญิงสาวกลับมามองเขาด้วยดวงตาเรียบเฉย ชายหนุ่มพลันมีท่าทีเศร้าสร้อย
“ป่ายเหอ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นข้าที่ผิดเอง หากข้าไม่ขอให้เจ้ามาที่นี่ เจ้าไหนเลยจะถูกปองร้ายเช่นนี้”
“ถึงจะดูประหลาดไปหน่อย ข้ามขั้นตอนไปนิด แต่เราสองคนสมควรแนะนำตัวกันหน่อย ผมไม่อยากเป็นไอ้โง่อย่างเมื่อตอนเย็นที่ปล่อยคุณเดินจากไปโดยไม่ได้ถามชื่อ”ลิลลี่หัวเราะ “ลลิตา เฉิน ชื่อเล่นลิลลี่ค่ะ”“หืม”“ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-จีนค่ะ จบจากมหาวิทยาลัย T ตอนนี้ทำงานด้านการเงินอยู่ที่บริษัทในเครือจ้าวถิง สถานะโสด งานอดิเรกคือชอบอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ”“ผมตงจวิน เรียกผมอีธาน ตง ก็ได้ นั่นชื่ออังกฤษของผม ผมชอบดื่มกาแฟ ตอนนี้เปิดร้านกาแฟอยู่สองสาขา ไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นพิเศษ สถานะกำลังจะมีแฟน ไม่สิ จะไม่โสดแล้ว” เขาทำท่าคิดหนักอยู่นานกว่าจะยื่นหน้าเข้ามา “ลิลลี่ ป่ายเหอ จื่อฮวา”หญิงสาวยิ้ม “ฉันชอบลิลลี่สีม่วง”“ถ้าอย่างนั้นช่อดอกไม้เจ้าสาวใช้ลิลลี่สีม่วงก็แล้วกัน”“หาอะไรนะ เดี๋ยวๆๆๆ” ลิลลี่ชะงัก “ไม่ข้ามขั้นตอนเกินไปหน่อยหรือคะ เพิ่งแนะนำตัวเองนะ”“เราสองคนข้ามขั้นตอนมาเกินกว่าจะมานั่งทำตามลำดับแล้ว” พูดจบหลินหยางก็อุ้มหญิงสาวขึ้น ทั้งที่เธอยังคร่อมเอวเขาอยู่ “ส่งตัวเข้าหอวันนี้เลยก็แล้วกัน จะตีสามแล้วเดี๋ยวจะสว่างเสียก่อน”“เดี๋ยว!!!!” เสียงลิลลี่ร้องดังลั่น แต่ตงตวินกลับหัวเราะออกมากระทั่งไม่
ท่านกลางหมอกหนาทึบของหุบเขาเอ้อซาน กระท่อมหลังหนึ่งยังหลงเหลือแสงเทียนส่องสว่าง เงาร่างอรชรในชุดนอนเนื้อหนาสีน้ำตาลเข้มยืนนิ่งใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตามองตรงเข้าไปด้านใน ซึ่งบัดนี้มีชายวัยไม่เกินสามสิบห้านั่งอยู่ด้วยท่าทีเหม่อลอย ตรงหน้าของเขาเป็นภาพเหมือนของสตรีนางหนึ่งลิลลี่ก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ก่อนส่งเสียงเรียกเขา แต่เขากลับไม่ตอบสนองทั้งสิ้น เมื่อยื่นมือไปสัมผัสไหล่หนา มือของเธอกลับผ่านไปราวกับอากาศธาตุ เพราะ...เธอไม่มีตัวตนในโลกแห่งนิยายเรื่องนี้“จื่อฮวา” หลินหยางเหม่อมองภาพเหมือน จากนั้นจึงใช้มือลากไล้รูปหน้าของคนในภาพวาด“ข้าจะตามไปพบเจ้าในไม่ช้า” เขายิ้มด้วยใบหน้าอ่อนโยน ร่างสูงยืนเต็มตัวก่อนจะเดินเข้าไปหยิบบางสิ่งขึ้นลิลลี่มองไม่ชัดจึงไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่หลินหยางเดินออกมาด้วยเท่าเปล่าเปลือย ร่างสูงเดินอ้อมไปยังเบื้องหลังกระท่อม ซึ่งมาบัดนี้เต็มไปด้วยดอกป่ายเหอสีม่วงกำลังเบ่งบาน“เจ้าเคยบอกว่าไม่ชอบป่ายเหอสีขาว” หลินหยางพึมพำ เขาไอถี่ๆ หลังงองุ้มลงราวกับได้รับความทรมาน “ข้าจึงปลูกป่ายเหอสีม่วงให้เจ้า ชอบหรือไม่”ลิลลี่เบิกตากว้างเมื่อเข้าใจแล้วว่าเขากำลังทำอะไร เบื้องหน้าห
หน้ากระดาษที่เป็นสีขาวว่างเปล่า ลิลลี่ขมวดคิ้วมุ่น หัวใจของเธอเศร้าสร้อย และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด น้ำตาที่หยดลงไปบนหน้ากระดาษ หยดแล้วหยดเล่าจนไม่อาจห้าม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่มีให้อ่านต่อแล้ว ทุกอย่างว่างเปล่า เหมือนกับชีวิตของหญิงสาวที่เหมือนคนหลงทาง“ตงจวิน...” ลิลลี่สะอื้นเสียงสั่น เธอก้มหน้าแนบหน้าผากกับหนังสือเล่มที่ถืออยู่ หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวด ไม่สนใจว่าคนที่นั่งอยู่รอบข้างจะมองหรือเอ่ยถาม“คุณครับ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ลิลลี่เงยหน้าขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาคุ้นเคยทำให้ลิลลี่ชะงัก ลืมแม้กระทั่งว่าเมื่อครู่กำลังร้องไห้อยู่ เสียงสะอื้นหรือก็หายไปฉับพลัน“ตงจวิน” เธอพึมพำออกมาเสียงเบา“คุณรู้จักผมหรือครับ” เขาเอ่ยถามด้วยท่าทางประหลาดใจ น้ำตาของลิลลี่ไหลออกมาอีกครั้ง และครั้งนี้เธอก็ไม่อาจหยุด จนชายหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ดี“บอสคะ พาเธอออกมาจากหน้าร้านก่อนดีไหม คือ...ลูกค้ามองใหญ่แล้วค่ะ”“อ้อ” ตงจวินพยักหน้า ก่อนพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน ยังโชคดีที่แม้เธอมีท่าทีเหม่อลอย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินตามเขาเข้าไปหลังร้านโดยดีวันนี้เปิดร้านวันแรกคนค่อนข้างเยอะ แต่กลับมา
เสียงร้องไห้ปลุกให้วิเวียนตื่นขึ้นมากลางดึก หญิงสาวเดินออกมาจากห้องนอน จึงพบเพื่อนสาวของเธอนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนโซฟา“ลิลลี่ เป็นอะไรไป”ลิลลี่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาว จากนั้นก็ยิ่งร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม “วิเวียนช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”ร้องไห้อยู่นานวิเวียนก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลิลลี่ พยายามถาม พยายามทำความเข้าใจ แต่เพื่อนของเธอกลับเอาแต่ร้องไห้กระทั่งหลับไปเช้าวันต่อมาวิเวียนออกไปทำงานพร้อมกับลิลลี่ มองดูอีกฝ่ายหอบหนังสือนิยายออกมาด้วย เธอก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ “ลิลลี่ เรากำลังจะไปทำงาน แกหอบนิยายมาด้วยแบบนี้บอสมาเห็นเข้าไม่โดนไล่ออกก็แปลกแล้ว”“วิเวียน”“อะไร”“แกเคยฝันมั้ย ฝันแบบเหมือนจริงมากๆ”วิเวียนชะงัก “บอกแกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าอ่านนิยายก่อนนอนให้มันมากนัก ดูสิตื่นมาร้องห่มร้องไห้” บ่นจบก็รีบลากลิลลี่ให้ลุกขึ้นเพราะรถเมล์ที่ทั้งสองต้องขึ้นจอดที่ป้ายพอดีลิลลี่นั่งลงด้วยท่าทีเหม่อลอย เธอก้มลงมองนิยายที่คว้ามาด้วยโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก ระหว่างรอวิเวียนอาบน้ำก็เปิดอ่านคร่าวๆ และต้องตกใจที่ตัวละครในนิยายนั้น ตรงกับชื่อของใครหลายๆ คนที่เธอรู้จักไม่สิ...ต้องบอกว่าตรงกับใครห
“เรื่องของพยัคฆ์ขาว พวกท่านราชันตะวันออกลงมือตั้งแต่เมื่อไรหรือ”เฟยอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “ความจริงข้าเองก็สงสัยว่าทำไมนายท่านถึงกับต้องทำเช่นนี้ ทั้งที่ตอนนั้นเขาหาได้มีท่าทีต่อนายหญิง ตอนที่เขารู้ว่าเป้าหมายคือนายหญิง ราชันตะวันออกก็เริ่มลงมือแล้ว”“เอ๋”“ตอนนั้นเพิ่งย้ายเข้าคฤหาสน์จื่อฮวา”“หรือว่านายท่านหลินหยางเขา...มีใจให้นายหญิงตั้งแต่ตอนนั้น”“คงใช่ เพียงแต่เขาเองก็คงยากจะยอมรับกระมัง” เฟยอวี่ถอนหายใจออกมา“เจ้าไม่รู้หรอกว่าหนึ่งเดือนที่นายหญิงหนีไปนั้น นายท่านเป็นทุกข์เพียงใด”“นายหญิงเองก็ไม่ได้แตกต่างนักหรอก รอยยิ้มของนางหาได้เหมือนตอนที่อยู่ในคฤหาสน์จื่อฮวา พวกเขาต่างคนต่างก็เฉลียวฉลาดมากด้วยแผนการ แต่กลับอ้อมไปอ้อมมาเพื่อที่จะมองเห็นความรักที่ต่างฝ่ายต่างก็มอบให้ตั้งแต่แรก”หลิ่งจือส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ กระนั้นนางกลับรู้สึกโล่งใจไปพร้อมๆ กัน “ว่าแต่ว่า...ท่านได้ข่าวเยว่ซานซื่อกับลู่เซียงหลันหรือไม่”เฟยอวี่พยักหน้า “เยว่ซานซื่อรับนางเข้าจวน ดังนั้นเขาจึงแทบจะเอาชีวิตไม่รอด”“ลู่เซียงหลันลงมือแล้วหรือ”“ใช่ แต่หลังจากลงมือนางจึงรู้ว่าเขาหาใช่คนที่ทำร้ายตระกูลลู่ไม่ เป็นแม่
หลินหยางสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับมือที่คว้าเอวอรชร บังคับให้นางอยู่นิ่งๆ แต่นั่นกลับเป็นการตัดสินใจผิดพลาดเขาลืมไปว่าทั้งนางและเขาต่างก็เปลือยเปล่าทั้งคู่ ดังนั้นการที่เขาให้นางคร่อมเอว ก็เท่ากับสัมผัสเนื้อแท้ของกายสาวโดยตรง“อา” หลินหยางเริ่มร้อนรุ่ม “จื่อฮวา” เสียงของเขาเริ่มแตกพร่าไปด้วยความต้องการเซียงป่ายเหอเองก็รับรู้ได้ เพราะตอนนี้เจ้าปีศาจน้อยตนนั้น กำลังตื่นตัวขึ้นมาจ่อที่บั้นท้ายนางในระยะประชิด “รู้อะไรหรือไม่”เซียงป่ายเหอกระซิบเขาเสียงเบา พร้อมกับขยับเอวเลื่อนต่ำลงไป นางพอใจที่เห็นหลินหยางลมหายใจสะดุด“จื่อฮวา เจ้าอย่าซุกซน...” หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นจนนางรู้สึกได้ ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาเอาไว้ ก่อนนำไปวางบนสะโพกนิ่มของตน“ท่านรู้หรือไม่ว่าบางครั้ง” เสียงของนางเย้ายวนจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก“สตรีเองก็ต้องการเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือ”“ระ...รู้” เขาตระหนักดีกว่าผู้ใด โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขากำลังถูกนางควบคุม ไม่ว่าจะหัวใจหรือร่างกายที่กำลังตื่นตัวลมหายใจของเขาหอบหนัก ในยามที่ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามความต้องการที่กำลังฮึกเหิมของตนเซียงป่ายเ
“ลู่เซียงหลันหรือ”“เจ้าค่ะ ตระกูลของนางถูกอดีตฮ่องเต้ประหาร เพราะในครานั้นตระกูลลู่อยู่ฝั่งองค์จักรพรรดินี ก่อนหน้านี้นางเข้าใจว่าเป็นขุนนางฝ่ายอดีตฮ่องเต้ที่ทำให้ตระกูลลู่ถูกประหาร แต่เร็วๆ นี้นางพบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลับเป็นคนอื่น”“ผู้ใดหรือ”“รองแม่ทัพเยว่ เยว่ซานซื่อเจ้าค่ะ”“อา” นางรู้สึ
หญิงสาวหรี่ดวงตามองคนตรงหน้า “เจ้าแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แล้วข้าเล่า” นางยังคงรักษาสีหน้าและน้ำเสียง ทั้งที่ในใจเกิดความหวังขึ้นมา สตรีตรงหน้าอาจไขความกระจ่างในหลายๆ เรื่องให้นางได้“เรื่องนั้น...” เห็นอีกฝ่ายจนด้วยคำพูด เซียงป่ายเหอก็แสร้งทำเป็นแค่นยิ้ม “เจ้าบอกว่าเจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด แล้วข้าต่างก
“เรื่องนี้คงจะเป็นไปไม่ได้” นั่นคือประโยคอันเรียบเฉยของหลินหยาง “อิ่นฮูหยิน ท่านมิใช่ล่วงรู้อยู่แล้วหรอกหรือว่าท่านปราชญ์จะย้ายออกไปจากวังหลวงวันนี้ อีกทั้งองค์จักรพรรดินีทรงมีพระบัญชาห้ามขุนนางหรือผู้ใดนำเรื่องในราชสำนักไปกวนใจนางอีก”นั่นก็คือห้ามมิให้นางยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักดีๆ นั่นเอง“
“ได้ยินมาว่าท่านชมชอบความรื่นหูรื่นตา” เขากระซิบและทันได้มองเห็นความงุนงงในดวงตาอีกฝ่าย รอยยิ้มแตะแต้มยังมุมปาก“ไม่ทราบว่าข้านับว่ารื่นหูรื่นตาพอสำหรับท่านหรือไม่” ไม่พูดเปล่าเขายังเอียงใบหน้าเข้ามาอีกด้วยท่าทีล่อแหลมหนอย...ถึงกับกล้าใช้แผนชายงามกับนางเรอะ!!!เซียงป่ายเหอกัดปากเพราะกลัวเผลอพยักหน







