تسجيل الدخول“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือส่งเสียงเรียกมาจากประตูห้องที่ปิดสนิท
หลายวันมานี้หญิงสาวพบว่าหลิ่งจือผู้นี้ นอกจากจะเป็นผู้คุ้มกันเพียงหนึ่งเดียวที่วางใจได้แล้ว ผู้อื่นเซียงป่ายเหอล้วนไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา
สิ่งที่ได้รับรู้มาส่วนใหญ่แล้ว หญิงสาวได้ยินมาจากสาวใช้ซึ่งพูดคุยกัน ในยามที่คิดว่านางนอนหลับอยู่บนเตียง และนั่นนับเป็นเรื่องดี เพราะแม้เจ้าของร่างยังคงเป็นเซียงป่ายเหอ
กระนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าเซียงป่ายเหอได้สิ้นลมไปแล้ว หลงเหลือเพียงวิญญาณของลิลลี่ ซึ่งยังคงงุนงงว่าตนเข้ามาอยู่ในร่างของเซียงป่ายเหอได้อย่างไร
เรื่องสำคัญที่หญิงสาวได้ยินมาอกีเรื่อง ก็คือปราชญ์หญิงผู้หนึ่ง จะมีผู้คุ้มกันซึ่งถูกเลี้ยงดูมาพร้อมๆ กับฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก เรียกได้ว่าในขณะที่เซียงป่ายเหอเรียนรู้ทุกอย่างจนแตกฉาน หลิ่งจือเองก็เรียนวรยุทธ์กระทั่งเก่งกาจไม่อาจประเมิน
“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือก้าวเข้ามาในห้อง
“เข้ามาสิ”
“วันนี้ดีขึ้นหรือไม่เจ้าคะ”
“ดีขึ้นมากแล้ว”
“องค์จักรพรรดินีมีพระราชโองการให้ท่านหมอหลวงเข้ามาตรวจอาการของท่านปราชญ์เจ้าค่ะ”
“อืม เข้ามาสิ”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยของหญิงสาว ทำให้ผู้ที่ก้าวเข้าไปชะงักในทันที กระทั่งก้าวเข้ามายืนใกล้กับเตียงนอนกว้างขวางซึ่งมีม่านพลิ้วบางล้อมรอบ หมอหลวงดังกว่าวจึงหยุดเพื่อคารวะนางอีกครั้ง
“หลายวันมานี้องค์จักรพรรดินีทรงห่วงใยสุขภาพของท่านปราชญ์ ดังนั้นจึงมีพระราชโองการให้ข้าน้อยมาตรวจดูอาการ”
“อืม” เอ่ยจบก็ใช้มือเปิดม่านบางๆ ขึ้น หลิ่งจือรีบเข้าไปผูกชายผ้าม่านเข้ากับหัวเตียงนอนทันที
หลายวันมานี้หญิงสาวมีเวลาตั้งสติและคิดทบทวนหลายๆ อย่าง ดังนั้นจึงไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจที่เห็นว่าแม้แต่หมอหลวงแคว้นฉินก็ยังคงเป็นอิสตรี
หลังจากจักรพรรดินีขึ้นครองบัลลังก์ แคว้นฉินนับว่าเป็นดินแดนที่สตรีมีความรุ่งเรืองกว่าบุรุษ ไม่ว่าตำแหน่งขุนนางหรือบุคคลที่มีความสำคัญ จักรพรรดินีแคว้นฉินล้วนแล้วแต่ส่งเสริมทั้งสิ้น
ที่นี่บุรุษล้วนแล้วแต่ให้เกียรติสตรี อีกทั้งข้ารับใช้ของสตรีที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษ ยกตัวอย่างเช่นท่านหมอหลวงผู้นี้ซึ่งมีหนุ่มน้อยหน้าละอ่อนคอยเป็นผู้ช่วย
‘เฮ้อ น่าอิจฉา’
ลิลลี่ลอบถอนหายใจ เมื่อหลายต่อหลายครั้งแอบมองใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มน้อย ซึ่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาติดตามท่านหมอหลวง
ท่าทีเหมือนกวางน้อยหวาดระแวง แม้ทำให้หญิงสาวสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้เอะใจ
จนกระทั่ง...
“หลิ่งจือ” เซียงป่ายเหออ้าปากค้าง เมื่อก้าวออกมาจากห้องหลังจากตั้งใจออกมาเดินเล่น
“เจ้าคะท่านปราชญ์”
“นี่มันอะไรกัน พวก...พวกเขา” นางชี้มือไปข้างหน้าดวงตาฉายแววตกตะลึง
“บ่าวรับใช้ในตำหนักอย่างไรเล่าเจ้าคะ” หลิ่งจือขมวดคิ้วมองผู้เป็นนายด้วยดวงตาสงสัย
หลายวันมานี้นางรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของผู้เป็นนาย ก่อนหน้านี้เซียงป่ายเหอจะสุขุมเยือกเย็น อีกทั้งยังเป็นคนเด็ดขาดไร้ปรานี หากสิ่งใดรกหูรกตานางไม่ลังเลที่จะกำจัด
แต่นับจากกลับมาจากปรโลกครั้งนี้ นางกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้แต่ดวงตาหรือก็ดูราวกับกำลังสับสนจนใจ
มองดูบ่าวรับใช้ที่ต่างก็คุกเข่าอยู่หน้าห้อง เซียงป่ายเหอได้แต่ยกมือขึ้นนวดขมับ บุรุษ!!!
นอกจากสาวใช้ต้นห้องสามคนของนางแล้ว บ่าวรับใช้ในตำหนักฮุ่ยเจ๋อ ล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษหน้าตาหล่อเหลาทั้งสิ้น นี่...มิใช่ว่าในวังหลวงมีได้เพียงองครักษ์และขันทีหรอกหรือ...
“เอ่อ...”
เห็นท่าทีของผู้เป็นนาย หลิ่งจือรีบก้าวเข้ามา “ท่านคงไม่คุ้นหน้าสามคนนี้ใช่หรือไม่เจ้าคะ องค์จักรพรรดินีเพิ่งพระราชทานมา หากท่านไม่พอใจข้าน้อยจะส่ง...”
“ช่างเถิด”
‘สวรรค์!!!’ ลิลลี่อุทานขึ้นในใจ ‘งานดี!!!’
“เซียงป่ายเหอผู้นี้ช่างเข้าใจใช้ชีวิต” นางพึมพำกับตัวเอง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบหน้าอกที่เต้นรัว มองไปซ้ายขวาหรือก็มีเพียงใบหน้าซึ่งล้วนเปล่งประกายของชายหนุ่มวัยละอ่อน
เฮ้อ...
“ให้พวกลุกขึ้นแล้วออกไปเถิด มีอะไรก็กลับไปทำ”
เซียงป่ายเหอพยายามเช็ดน้ำลาย เอ้ย!!! เก็บอาการ
หลินหยางมองหญิงสาวด้วยดวงตาพิจารณาอยู่นาน กระทั่งละสายตาไปมองเฟยอวี่ จากนั้นจึงมุ่นคิ้วเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติโดยรอบ มือใหญ่ยืนออกไปคว้าต้นแขนของเซียงป่ายเหอ ก่อนจะดึงนางให้หมุนตัวกลับมา“อย่าพูดอะไร เดินตามข้ามา”“ท่านจะทำอะไร”“เราถูกสะกดรอย” เขาสบตากับเฟยอวี่“ท่านพาท่านปราชญ์เข้าไปในตรอกข้างหน้า ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนมีมากกว่าสิบคน”หลิ่งจือหรี่ดวงตามองคนทั้งสอง จากนั้นจึงรั้งร่างเซียงป่ายเหอเอาไว้ “ข้าจะพาท่านปราชญ์กลับ”“อย่าโง่ไปหน่อยเลย” เฟยอวี่กล่าว “เจ้าคิดว่ารับมือพวกเขาได้โดยง่ายหรือ” เอ่ยจบก็เงยหน้าขึ้นมองชั้นสอง “คิดว่าพวกเขารั้งอยู่ข้างบนโดยมีเพียงกระบี่หรือไร”หลิ่งจือขมวดคิ้ว ประสบการณ์ที่ผู้เป็นนายถูกลอบสังหารที่ตำหนักฮุ่ยเจ๋อทำให้นางลังเล “พวกเขาตามท่านมาหรือไร เหตุใดจึงรู้รายละเอียดมากมายถึงเพียงนี้”“เข้าใจผิดแล้ว” หลินหยางเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ากับเฟยอวี่หาใช่เป้าหมายไม่”เซียงป่ายเหอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มนิ่ง “คนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกันกับพวกที่กล้าบุกเข้าไปในวังหลวงหรือ”“ไม่ต้องกังวล” หลินหยางกล่าว “ไม่ใช่เพราะวังหลวงป้องกันหละหลวม แต่เป็นเพราะมีคนให้ความช่วยเหลือ ค
สวรรค์...เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของนางหรือไร!!!“ท่านมาทำอะไรที่นี่ มิใช่ว่าท่านกำลังถูกกักบริเวณหรือไร”“ข้าเพียงเข้าตำหนักฮุ่ยเจ๋อไม่ได้ มิใช่ว่าออกมานอกวังหลวงไม่ได้เสียหน่อย เจ้ามาทำอะไรนอกวังหลวงหรือ”เซียงป่ายเหอสบตากับหลิ่งจือ ความลับเรื่องที่นางกำลังหาทางออกมาจากวังหลวง เห็นทีคงจะปิดเอาไว้ได้ไม่นานเสียแล้ว ดังนั้นนางคงต้องชิงความได้เปรียบ รีบๆ ทำอะไรให้มันจบๆ ไปเสียทีเซียงป่ายเหอยิ้ม “หลายวันมานี้อุดอู้อยู่ในวังรู้สึกไม่เจริญอาหาร ดังนั้นจึงออกมาเดินเล่น”“อาหารข้างนอกอย่ากินเยอะ เจ้าเพิ่งหายป่วยอาจไม่สบายขึ้นมาได้”นางมองซ้ายขวา โชคดีที่เจ้าของแผงบะหมี่ไม่ได้ยินประโยคนี้ หาไม่คงโดนไล่ออกไปอย่างแน่นอน “ข้าอิ่มแล้ว สมควรกลับวังหลวงเสียที”“เช่นนั้นข้ากลับพร้อมเจ้า” เอ่ยจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้น“ท่านปราชญ์ ช่างบังเอิญยิ่งนัก”เซียงป่ายเหอแทบอยากจะร้องไห้ เสียงของเซี่ยซูทำให้นางรู้สึกจนใจ ไฉนนางจึงมีเจ้ากรรมนายเวรเยอะถึงเพียงนี้นะ แถมเมื่อหันกลับไปมอง ใบหน้ายิ้มแย้มแต่ซีดเซียวของหลินหยางทำให้นางอดที่จะจ้องเขาเขม็งไม่ได้...บาดแผลของเขา หายดีแล้วหรือ“คุณชายหลิน ท่านสบายดีกระมัง” นางอยา
นางกำนัลน้อยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ทำเอาทหารยามหน้าประตูวังหลวงหงุดหงิด หากไม่ติดตรงที่ว่าหลิ่งจือเป็นถึงองครักษ์ของท่านปราชญ์ที่ผู้คนแคว้นฉินต่างก็นับถือ เขาจะตวาดออกมาให้อีกฝ่ายเลิกทำท่าทางเช่นนี้เสียทีรู้ๆ อยู่ว่านางกำนัลในวังหลวงต่างก็อ่อนแอบอบบาง นานๆ ครั้งพวกนางจะได้รับอนุญาตให้ออกจากวังหลวงไปทำธุระให้ผู้เป็นนาย แต่ทุกครั้งจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาทำเหมือนหวาดกลัวหนักหนาเช่นนี้ด้วยหรือ“ข้าไปได้แล้วกระมัง” หลิ่งจือเอ่ยถามราวกำลังรำคาญ“เชิญ”หลิ่งจือปรายตามองนางกำนัลเบื้องหลัง จากนั้นก็ทั้งสองก็เดินออกจากประตูวังหลวง ตรงไปตามถนนเป้าจื่อซึ่งเป็นย่านที่คึกคักที่สุด ทั้งยังมีคฤหาสน์หลังงามที่กำลังประกาศขายฟังดูเถ้าแก่เนี้ยซึ่งเป็นคนกลางพูดพล่ามว่าคฤหาสน์หลังดังกล่าวดีอย่างนู้นอย่างนี้ เซียงป่ายเหอได้แต่ลอบถอนหายใจ นางโบกมือให้หลิ่งจือเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปดูด้านใน มอบอำนาจการตัดสินใจให้อีกฝ่ายเต็มที่ ส่วนนางที่ยังคงอยู่ในคราบของนางกำนัลกลับนั่งลงยังเก๋งแปดเหลี่ยมหลังเล็กในสวนมองดูต้นหลิวสองต้นซึ่งปลูกอยู่ริมสระจำลองขนาดเล็ก เซียงป่ายเหอได้แต่ครุ่นคิดด้วยความหนักใจ อิสระที่นางได้รับจะว
“พรุ่งนี้ท่านมาอีกสิ แล้วข้าจะบอก”ดวงตาเจ้าเล่ห์ของชายหนุ่ม ทำให้เซียงป่ายเหออดไม่ได้ที่จะถลึงตาเข้าใส่ “ฝันไปเถอะ ไม่บอกก็แล้วไป ข้ามีวิธีของข้า”“ท่านปราชญ์ ข้าขอเตือนท่านด้วยความปรารถนาดี อย่าได้ให้แม่นางหลิ่งจือไปสืบสาวโดยเด็ดขาด แต่ถ้าท่านไม่ต้องการชีวิตของนางก็แล้วไปเถิด”ยิ่งพูดเช่นนี้นางก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่นะสิ!!!มองดูเงาร่างอรชรเดินจากไป ดวงตาพราวระยับด้วยรอยขบขันพลันหายวับไปทันที หลินหยางมีท่าทีครุ่นคิดก่อนคิ้วเข้มจะมุ่นลง เมื่อมองไปยังเก้าอี้ที่หญิงสาวเพิ่งจะนั่งเมื่อครู่“นางใช่เซียงป่ายเหอจริงๆ หรือขอรับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ก่อนที่เงาร่างปราดเปรียวของเฟยอวี่จะก้าวเข้ามา“ใบหน้าและร่างกายนั้นดูเหมือนใช่” หลินหยางพึมพำเสียงเบา“ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ”“มือของนางยังคงมีแผลเป็นเดียวกับที่นางได้รับเมื่อตอนห้าขวบ” นั่นคือตอนที่นางหาเขาพบ ...ใช่ ถูกแล้ว นางเป็นคนหาเขาพบจริงๆ“แต่นางจำท่านไม่ได้”“อืม” หลินหยางพยักหน้า เขาเงียบไปนานก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเฟยอวี่ “เรื่องคนที่วางยาพิษนางเล่า เจ้าสืบไปถึงไหนแล้ว”“ยาพิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น เป็นพิษจากแมงมุมดำทะ
“ท่านไปเยี่ยมคุณชายหลินเช่นนี้ อาจยิ่งทำให้ข่าวลือ...” มองไปรอบๆ นางกำนัลและขันทีต่างก็หยุดชะงักมองมา ทันทีที่ได้ยินนางเอ่ยถึงหลินหยาง“ไสหัวไปให้หมด!” หลิ่งจือตวาดออกมาเสียงดัง แม้กระทั่งเซียงป่ายเหอยังสะดุ้งหญิงสาวมองไปรอบๆ ดูเหมือนจะได้ผลดี เพราะทุกคนต่างก็หายตัวไปอย่างลนลาน ราวกับมีความตายกำลังไล่ล่า “หลิ่งจือ เจ้าเคยบอกข้าว่าสงสัยองค์จักรพรรดินี ข้าบอกเจ้าก็ได้วันนั้นที่เกิดเรื่อง ข้าคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือข้า ไม่ใช่คนแคว้นฉู่”“อะไรนะเจ้าคะ!”“เจ้าเบาเสียงหน่อย” เซียงป่ายเหอมองซ้ายขวาก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ที่ข้าต้องไปเยี่ยมคุณชายหลินก็เพราะเขาเองก็คงคิดเช่นนั้น”ใบหน้าของหลิ่งจือเกิดเค้าความยุ่งยากขึ้นมาในทันที นางมองสบตากับเซียงป่ายเหอ จากนั้นจึงเม้มปากด้วยความหนักใจ“แคว้นฉู่ภายใต้การนำของเซี่ยซู แคว้นฉินไหนเลยจะแข็งแกร่งได้ถึงครึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นช่างอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นยิ่งนัก”“เจ้าจะพูดอะไร”“มาคิดๆ ดูแล้ว หรือนี่เป็นความตั้งใจของเซี่ยซูที่ต้องการให้ท่านกับองค์จักรพรรดินีขัดแย้งกัน แสร้งทำเป็นช่วยท่านเอาไว้เพื่อเอาชนะใจท่าน”ได้ยินดังนั้นหญิงสาว
วันต่อมาจักรพรรดินีทรงเสด็จมาเยี่ยมอาการป่วยของเซียงป่ายเหอ และการเสด็จมาครั้งนี้ ทำให้หญิงสาวรู้ว่าหูตาของอีกฝ่าย ถูกวางเอาไว้ทั่วทั้งตำหนักฮุ่ยเจ๋อ เพราะจูเชวี่ยเอ่ยถามเรื่องที่นางไล่นางกำนัลและขันทีออกมาจากตำหนักเมื่อวันวาน“หม่อมฉันเพียงรู้สึกหงุดหงิดเพคะ อยากอยู่ตามลำพังแต่เหตุการณ์วันนั้นจึงต้องให้หลิ่งจือรั้งอยู่ เพราะเกรงว่าจะมีมือสังหารบุกเข้ามาอีก”เซียงป่ายเหอตอบด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน หลิ่งจือบอกนางว่าเซียงป่ายเหอคนก่อนมักทำอะไรคาดเดาได้ยาก บางครานางทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรซุกซ่อนไว้ทั้งสิ้น ดังนั้นการตอบเช่นนี้นับว่าเป็นเซียงป่ายเหอโดยแท้มองดูสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าแย้มยิ้มด้วยความเข้าอกเข้าใจ เซียงป่ายเหอได้แต่สงสัย ในใจของนางให้อย่างไรก็ยังกังขา เพราะนี่คือหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ต้องการชีวิตนางวันนั้นหากนางมองไม่ผิด หนึ่งในมือสังหารพุ่งเป้ามาที่ตัวนางชัดๆ จนถึงตอนนี้แม้แต่กับหลิ่งจือ นางเองก็ยังไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟังเพียงแต่...หลินหยางผู้นั้น…“เจ้าหายดีแล้วกระมัง”“เพคะ”“เรื่องนี้คงยากจัดการเสียแล้ว เพราะเกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นฉู่และแคว้นฉินข







