Mag-log inเด็กสาวคนนี้คนที่เขาคิดว่า นางสามารถสู้กับคนร้อยคนได้สบายทันใดนั้นนางก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตายังคงมีความคุกรุ่นจางๆ หลินจื่อเหยาเอ่ยขึ้น "เจ้า..." ซุนยวี่เหอจู่ๆ ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเข่าทรุดลงไปข้างหนึ่ง "ข้าน้อยเป็นเพียงคนปากไม่ดีอันที่จริงไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะ ลูกพี่โปรดเมตตาข้าน้อยด้วยเถอะ!" มู่หรงเว่ยหมินรู้สึกสนใจ "คุกเข่าหนึ่งข้าง ความจริงใจเต็มเปี่ยมเจ้าคารวะอาจารย์อย่างนั้นหรือ" ซุนยวี่เหอ “.…." ไอ้ขาไม่รักดี! หลินจื่อเหยามองซุนยวี่เหอที่ยืนขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นนางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดอย่างไม่รีบร้อน “ยามซวีในอีกสามวันให้หลัง ภายในตระกูลของเจ้าจะมีไฟไหม้ทางเรือนทิศตะวันออก แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วก็นับตั้งแต่ยามอู่ของเจ็ดวันให้หลังจากไฟไหม้ ให้เจ้าอย่าได้เดินทางออกจากเมืองหลวง ไม่อย่างนั้นชีวิตจะน่าเป็นห่วง" ซุ่นยวี่เหอ สีหน้างุนงง มู่หรงเว่ยหมินที่ได้ฟัง นิ้วเรียวยาวที่เล่นหยกอยู่ก็คว้าหยกมาไว้ในมือ ดวงตาดอกท้อเชิดขึ้นใบหน้าหล่อเหลาของเขาก็ยกยิ้มเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “สาวน้อย เจ้าดูดวงเป็นด้วยหรือ?” หลินจื่อเหยาไม่ตอบนางเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ขอบคุณ” การขอบคุณเป็นเพียงข้ออ้าง จะมีใครเชื่อนางหรือไม่ก็ไม่เป็นไรสำหรับนางแล้วก็แค่อยากลองดูว่าความสามารถในการทำนายดวงชะตาของนางนั้นยังเหลืออยู่เท่าไหร่ ดูท่าแล้วนางยังจะต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียวกว่าจะฟื้นฟูทุกอย่างให้กลับมาเต็มร้อย แต่ตอนนี้ก็พอใช้ได้แล้ว ซุนยวี่เหอขมวดคิ้ว เขารู้สึกงุนงงมากกว่าเดิม อุทานออกมาอีกครั้งว่า “หา?” มู่หรงเว่ยหมินเหลือบมองซุนยวี่เหอแล้วจากนั้นเขาก็เหลือบมองหลินจื่อเหยา ดวงตาของเขาเป็นสีอำพันอ่อนๆ ให้อารมณ์อ่อนโยนประหนึ่งเย้ายวน “สาวน้อย เจ้าขอบคุณแค่เขาไม่ค่อยยุติธรรมกับข้าสักเท่าไหร่นะว่าไหม หืม?” สีหน้าของหลินจื่อเหยาชะงัก ซุ่นยวี่เหอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียง งง งันว่า "องค์ชายห้า ไม่ใช่หรอกมั้ง เห็นๆ อยู่ว่าเจ้าต้องการรังแกนาง วันนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าเมาน้ำชาแล้วหรอกนะ” อายหรือไม่เล่า ทำไมเขาไม่เคยเห็นองค์ชายคนนี้พูดคุยเช่นนี้กับสตรีนางใดมาก่อนเลยหล่ะ ยิ่งน้ำเสียงเช่นนี้ก็ยิ่งไม่เคยเห็น มู่หรงเว่ยหมินไม่สนใจเขา ดวงตาดอกท้อหรี่ลง จ้องมองหลินจื่อเหยาราวกับกำลังส่งพลังลมปราณ “สาวน้อยเจ้าทำนายดวงชะให้เขาแล้ว เหตุใดเจ้าไม่ลองทำนายดวงชะตาให้ข้าบ้างเล่า" หลินจื่อเหยาหรี่ตามอง "คุณหนูรองหลินเจ้าอย่าไปสนใจเขาเลยนะ” ซุ่นยวี่เหอรู้สึกได้ว่าวันนี้มู่หรงเว่ยหมินนั้นดูแปลกๆ ไปจึงช่วยกู้สถานการณ์เอาไว้ “คุณหนูรองหลินเจ้าจะกลับจวนตระกูลหลินใช่หรือไม่ ไปสิเดี๋ยวพวกข้าไปส่งเจ้า” พวกตระกูลขุนนางชั้นสูง ขุนนางใหญ่ต่างก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังกันมากเสียจนน่ารังเกียจ ดูก็รู้ว่าคุณหนูรองหลินนางไม่ใช่สตรีที่ถูกเล่าลือกัน “ไม่ต้อง" หลินจื่อเหยาส่ายหน้า นางกำลังจะเดินจากไป ในขณะที่หันตัวร่างกายก็โงนเงนเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นอาการจากการที่สูญเสียเลือดมากเกินไปและไม่ได้รับอาหารมาหลายวัน นางยกมือขึ้นนวดขมับใบหน้าฉาบด้วยความหนาวเย็น ทันใดนั้นก็มีเสียงเนือยๆ ดังมาจากด้านหลัง “สาวน้อย” หลินจื่อเหยาหยุดแล้วหันไป มู่หรงเว่ยหมินยังคงมีท่าทางเอื่อยเฉื่อยเหมือนคนเสเพล “เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าทำนายชะตาให้กับเขา เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คืนนี้จะขอเลี้ยงข้าวเจ้าเป็นอย่างไร” ร้านฮั่นเก๋อ ... จนกระทั่งเหล่าฝูวค่อยๆ ยกน้ำชาอาหารชื่อดังของร้านมาวางบนโต๊ะอาหารเสร็จ ซุ่นยวี่เหอก็ยังคงไม่เข้าใจ เขามองสตรีที่ใบหน้าซีดเซียวฝั่งตรงข้ามก็เอ่ยขึ้น “คุณหนูรองหลินเจ้าไม่กลัวว่าพวกข้าจะหลอกลวงเจ้าเลยหรือ เกิดพวกข้าเป็นคนเลววางยาพิษเจ้าเล่า” อีกอย่างองค์ชายห้านี่ก็แปลกคน เดี๋ยวนี้เริ่มที่จะเป็นฝ่ายเชิญชวนสตรีก่อนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หลินจื่อเหยาหลับตาครึ่งหนึ่งตั้งสมาธิ “นั่นเป็นเพราะว่าข้าหิวมากจริงๆ” ซุ่นยวี่เหอ “.…….. " “อืม แค่นี้แหละ เอาผัดเปรี้ยวหวานตับหมูมาอีกที่แล้วกัน” มู่หรงเว่ยหมินกล่าว เหลาฝูวโค้งตัวแล้วออกไปเตรียมอาหาร ร้านฮั่นเก๋อเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่เฉิงแคว้นเหย่าฮั่นที่ไม่มีผู้ใดรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าของ ร้านก่อตั้งที่ใจกลางเมืองเป็นตึกสูงหกชั้น ชั้นหนึ่งถึงสามเป็นร้านอาหารเปิดกว้าง สามารถมองเห็นวิวด้านล่างได้ ส่วนชั้นสี่เป็นสถานที่ส่วนตัวของเหล่าขุนนางระดับสูง ชั้นห้าเป็นห้องส่วนตัวของเหล่าองค์ชายองค์หญิงบุคคลสำคัญในราชวงศ์ ส่วนชั้นหกเป็นชั้นที่ไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นไปได้ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดเคยขึ้นไป ซุ่นยวี่เหอมองบรรยากาศรอบตัว “องค์ชายห้าเหตุใดเจ้าถึงไม่คิดที่จะขึ้นไปข้างบนเป็นส่วนตัวเสียหน่อยเล่า เจ้าไม่กลัวว่าผู้คนจะนำไปพูดในทางที่ไม่ดีหรือ” หนึ่งคือองค์ชายเสเพลไม่เอาไหน อีกคนคือคุณหนูที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ ไร้ยางอายนี่ไม่ใช่หัวข้อในการซุบซิบให้ร้านน้ำชาในวันต่อไปหรอกหรือ “ไม่กลัว” มู่หรงเว่ยหมินเอาแขนวางลงตรงที่เท้าแขนพูดอย่างสบายๆ “ไม่กลัวลิ้นหายก็ให้พูดไป!” คำพูดนี้หลุดออกจากปากขององค์ชายห้าทำให้ผู้คนที่เตรียมจะซุบซิบถึงกับก้มหน้าทานข้าวตรงหน้าของตัวเองอย่างเงียบๆ มีใครไม่รู้บ้างว่า องค์ชายห้าผู้นี้เป็นที่โปรดปรานของไท่ซางหวงมากเพียงใด นั่นก็ไม่ต้องพูดถึง ให้นึกถึงความเหี้ยมโหดของเขาในหลายปีที่ผ่านมาเถอะ พวกเขาเองก็เป็นเพียงคนธรรมดา ฮูหยิน ขุนนางธรรมดาไม่สูงศักดิ์เพียงพอที่จะให้ราชสำนักสั่นคลอนได้ ดังนั้นมีสิทธิ์อะไรไปวิจารณ์องค์ชายกัน “คุณหนูรองหลิน ได้ยินแล้วใช่หรือไม่องค์ชายห้าไม่ชอบพูดเหลวไหล เจ้าไม่ต้องเกรงใจอันใดเขาไม่เคยปฏิบัติกับสตรีนางใดดีเช่นนี้เลยเชื่อคำพูดของเขาเถอะจะไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเจ้าในเรื่องคืนนี้เลย” หลินจื่อเหยาไม่ใส่ใจนางโบกมือ"ข้าหาได้ใส่ใจไม่" “คุณหนูรองหลิน วันนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยากเลยทีเดียวที่องค์ชายห้าจะผูกมิตรเลี้ยงอาหารสตรีสักมื้อ เจ้ากินเต็มที่เลยนะ เจ้าไม่ต้องกลัว องค์ชายห้าผู้นี้หน่ะขาดทุกอย่างยกเว้นเงิน” ซุ่นยวี่เหอทำทียกมือขึ้นคล้ายกระซิบ "องค์ชายห้ารวยมาก" เขาลากเสียงยาว “บังเอิญจริง” หลินจื่อเหยากล่าว "ข้าขาดแค่เงิน" มู่หรงเว่ยหมินเงยหน้าขึ้น “คุณหนูรองหลินเจ้าขาดเงินจริงหรือ" ซุ่นยวี่เหออึ้ง “ตระกูลหลินไม่ให้เงินเจ้าใช้เลยหรือ" บ่าวรับใช้ตระกูลหลินมีเงินเดือนกันหมด แล้วนับประสาอะไรกับบุตรสาวสายตรงผู้นี้จะไม่มีเงินสักตำลึงเลยเชียวหรือ? หลินจื่อเหยาหรุบตาลง "ข้าเป็นคนไม่เอาไหน ไร้การศึกษา ทำอันใดไม่เป็นสักอย่างและก็ไม่เคยเรียนมารยาท ปักดอกไม้เย็บปักก็ไม่เป็นยิ่งไม่ต้องพูดถึง พิณ อักษร กู่เจิ้ง กวี อะไรพวกนั้น" เด็กสาวพูด “น่าขายหน้าถึงเพียงนี้เหตุใดพวกเขาจะต้องให้เงินข้าด้วย” ซุ่นยวี่เหอพูดไม่ออก ขนตาของมู่หรงเว่ยหมินขยับ มุมปากถูกยกขึ้น “เช่นนั้นตระกูลหลินก็คงจะเป็นพวกมีตาหามีแววไม่ มารยาทของเจ้าบนโต๊ะอาหารนี้ใกล้เคียงกับเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงศักดิ์แล้ว” ซุ่นยวี่เหอเบิกตาโพลงด้วยความตกใจอีกครั้ง นี่เขาได้ยินอะไรไปนะ ราชวงศ์ก็ราชวงศ์แต่หากเติมชนชั้นสูงของราชวงศ์เข้าไปแล้วนั้น.. ราชวงศ์ชนชั้นสูงนั้นมีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ในสิบราชวงศ์ที่ยังอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ไม่มีแคว้นไหนหลงเหลือบุคคลชนชั้นสูงเหล่านั้นอยู่เลยหรือหากมีนั่นก็น้อยมากเลยนะ ขนบธรรมเนียมของแต่ละราชวงศ์นั้นย่อมแตกต่างกันแค่ท่านั่งธรรมดาๆ เขาเองย่อมไม่เห็นจะดูออกสักนิด เหตุใดองค์ชายห้าถึงได้บอกว่าใกล้เคียงกับมารยาทของราชวงศ์ในชนชั้นสูงได้เล่า แต่ซุ่นยวี่เหอไม่มีทางสงสัยในคำพูดของมู่หรงเว่ยหมิน เพราะองค์ชายองค์นี้แตกต่างจากองค์ชายในราชวงศ์องค์อื่นๆ อยู่มาก เขาเป็นคนท่องยุทธภพ ลึกลับและร้ายกาจ อีกอย่างเขาเคยบอกเขาว่า หากต้องการเป็นคนเสเพลที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องมีก็คือ ทำตัวให้รอบรู้เข้าไว้ .....มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







