Se connecterมู่หรงจินเหยียนเป็นองค์ชายใหญ่ที่เกิดจากฮ่องเต้มู่หรงอวี่และไป๋ฮองเฮาที่มีความสามารถโดดเด่นอัจฉริยะแห่งเมืองหลวงที่ผู้คนต่างชื่นชม
เหล่าบรรดาขุนนางในราชสำนักแทบรอไม่ไหวที่จะถวายบุตรหลานเข้าวังหลังของเขาแต่ในเมืองหลวงอู่เฉิงแห่งนี้สตรีที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดก็คือคุณหนูใหญ่สกุลหลิน หญิงงามอันดับหนึ่งนั่นเอง องค์รัชทายาทมู่หรงจินเหยียนกับหลินเสี่ยวเซวียนก็ถือเป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุดแล้ว ซุนยวี่เหอถอนหายใจ "องค์ชายห้า ข้าว่าถ้าเจ้าใส่ใจกับกิจการบ้านเมือง สร้างผลงานโดดเด่นต้องตาเหล่าขุนนางในราชสำนักมากกว่านี้ด้วยใบหน้านี้ของเจ้าก็คงจะถูกให้คัดเลือกให้เป็นคุณชายอันดับหนึ่งไปแล้ว" ถ้าเอ่ยถึงความสามารถของคุณชายทั้งหลายในราชวงศ์มู่หรง คนที่ชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในเมืองอู่เฉิงนอกจากมู่หรงจินเหยียนแล้วก็ยังมีอีกคนหนึ่งก็คือ องค์ชายห้ามู่หรงเว่ยหมินผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขานี้แหล่ะ เพียงแต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าของเขาผู้นี้กลับไม่ได้มีชื่อเสียงในทางที่ดีนักดูเหมือนว่านอกจากใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพเซียนนี้แล้ว และสถานะที่สูงส่งที่เป็นถึงองค์ชายผู้ที่ไท่ซางหวงห่วงใยโปรดปรานที่สุดแล้ว ก็หาข้อดีอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่ซุ่นยวี่เหอกลับรู้สึกว่าเขามององค์ชายเสเพลคนนี้ไม่ออกมาตลอด มู่หรงเว่ยหมินหลุบตายิ้มอย่างไม่คิดอะไร “ข้าไม่อยากเป็นเหมือนเขาหรอก" “ก็จริงนะ" ซุ่นยวี่เหอกล่าว “เที่ยวเล่นไปวันๆ สนุกกว่าเป็นไหนๆ อย่างน้อยเจ้าก็โชคดีที่ไม่มีผู้ใดมาบีบบังคับให้ไปทำนั่นนี่ " มู่หรงเว่ยหมินไม่พูดอะไร "เจ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าที่ตระกูลหลินนั้นเลี้ยงดูนางมาอย่างไร ข้าได้ยินมาว่า นางเติบโตมากับแม่นมชราที่ท้ายจวน เมื่อปีที่แล้วฝ่าบาทมีรับสั่งให้บุตรสาวขุนนางใหญ่เข้าเรียนในสถานศึกษาโหยวหนานได้ทุกคน เพื่อในอนาคต แคว้นเหย่าฮั่นจะได้มีผู้มีความรู้ มีบัณฑิตมากยิ่งขึ้น ดังนั้นตระกูลหลินที่ปล่อยปละละเลยนางมาเป็นเวลาหลายปีก็ต้องหาคนมาพร่ำสอนกิริยา มารยาท การอ่านเขียน แต่ใครจะรู้ว่า นางนั้นได้ขับไล่อาจารย์เหล่านั้นออกจากจวนแทบไม่ทัน" ซุนยวี่เหอพูดต่อ “ในบางมุมข้าไตร่ตรองแล้วนางก็นับว่าน่าสงสารอยู่บ้าง ถูกทอดทิ้งมาตั้งหลายปี หากไม่มีรับสั่งจากฮ่องเต้คนเหล่านั้นก็คงไม่สนใจนางแต่นั่นก็ไม่ใช่ว่านางจะทำร้ายอาจารย์ ทำร้ายครอบครัวตระกูลหลินให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ทันทีที่นางพบองค์รัชทายาทก็คงจะถูกตาต้องใจถึงได้ทำร้ายคุณหนูใหญ่ตระกูลหลินเพื่อแย่งชิงคนรัก ดูแล้วนิสัยของคุณหนูรองหลินผู้นี้ไม่ไหวเท่าไหร่” พูดจบเขาก็จ้องมองไปที่หลินจื่อเหยาเขาสังเกตเด็กสาวแล้วก็อดที่จะตะลึงในความงามไม่ได้ “ถึงนางจะดูซูบผอมไปมาก แต่เจ้าดูนางสิหน้าตาของนางนั้นสวยงามมากจริงๆ จิ๊ๆ เหล่าบรรดาสตรีในเมืองหลวงก็ยังสู้นางไม่ได้สักคน คุณหนูใหญ่หลินเสี่ยวเซวียนที่ว่างดงามอันดับหนึ่งแล้วก็เถอะ" มู่หรงเว่ยหมินยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ดวงตาดอกท้อหลุบลงเล็กน้อยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นเขาไม่มีท่าทีใส่ใจซุ่นยวี่เหอก็หมดความสนใจเช่นเดียวกัน ในขณะที่เขากำลังจะถามเขาว่าจะกลับเลยหรือไม่นั้น จู่ๆ ร่างสูงโปร่งสง่างามก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากโรงน้ำชาได้ไม่ไกลซุนยวี่เหอก็เอ่ยขึ้น "องค์ชายห้า ดูเหมือนว่าคุณหนูรองตระกูลหลินจะเจอเรื่องเข้าแล้ว” มีนักเลงหัวถนนห้าคนที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน ขวางทางเด็กสาวเอาไว้ ใบหน้ามีรอยยิ้มแบบที่เจตนาไม่ดี ไม่น่าไว้ใจ มีสองคนถือมีดอยู่ในมือรอบตัวมีคนจำนวนไม่น้อยเห็นเหตุการณ์แล้ว แต่ก็ได้แค่เหลือบมองอย่างเย็นชา จากนั้นก็รีบร้อนเดินจากไป “ตอนนี้ข้าเชื่อเรื่องเวรกรรมตามสนองแล้วหล่ะ” ซุ่นยวี่เหอก็ไม่ขยับ ราวกับกำลังมองดูเรื่องสนุก "เจ้าดูแขนขาเรียวเล็กของนางสิ น่าสงสารเนอะ" มู่หรงเว่ยหมินไม่ได้หันไปมอง แต่เขากลับพูดขึ้น "ไปช่วยนางหน่อย" “ช่วยเหรอ” ซุ่นยวี่เหอสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิด "ไม่ใช่มั้งองค์ชายห้า ท่านบอกให้ข้าน้อยไปช่วยนางอย่างนั้นหรือ? องค์ชายห้าท่านรู้หรือไม่ว่าชื่อเสียงของนางในฮู่เฉิงฉาวโฉ่มากแค่ไหน หากข้าไปช่วยนางก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวแล้วนะ” "ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ มิใช่หรือ?” มู่หรงเว่ยหมินเหลือบมองเขา น้ำเสียงเรียบเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ตัวเจ้าเองก็เพียงแค่ได้ยินมาไม่ใช่หรือ? หรือเจ้าไม่รู้เลยว่าตระกูลใหญ่ที่รุ่งเรืองในแคว้นนี้จะไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง กลับขาวเป็นดำกลับดำเป็นขาวยื้อแย่งอำนาจความโปรดปราน เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข่าวลือที่ได้ยินมานั้นเป็นเรื่องจริงมากน้อยเพียใด ฟังเพียงข่าวลือที่ไม่ได้เห็นกับตา แล้วมาตัดสินว่านางเป็นคนแบบไหนได้หรือ?” ซุ่นยวี่เหอที่ได้ฟังเช่นนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว คิดๆ ดูก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของเขา “แต่ทำไมข้าต้องเป็นคนไปช่วยนางด้วยเล่า?” มู่หรงเว่ยหมินกล่าว "ก็เจ้ามีวิชาการต่อสู้ มีพลังลมปรานที่แข็งแกร่ง” “อ่า.....” ซุ่นยวี่เหอจนปัญญา “ได้ๆ เห็นแก่หน้าองค์ชายห้าข้าจะไปช่วยนางก็ได้ แต่ถ้าอีกหน่อยหากนางเกิดอยากตอบแทนบุญคุณแล้วตามติดข้าเข้า ข้าจะบอกนางว่าเป็นเพราะคำสั่งขององค์ชายห้าก็แล้วกัน" "อืม....ได้" มู่หรงเว่ยหมินตอบรับเสียงเรียบ ซุ่นยวี่เหอเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ยินยอมแต่ยังไม่ทันที่เขาจะเดินไปถึง เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เห็นเพียงเด็กสาวคว้าแขนของหัวหน้านักเลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย จับยกขึ้นบิดมือยกตัวทุ่ม ท่าทางโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ หลินจื่อเหยาก็หวดหมัดตวัดขา ยกเท้าแจกศอก จัดการพวกนักเลงที่เหลือจนล้มลงไปนอนได้ อย่างรวดเร็วโดยที่แทบไม่ได้หายใจ เร็วถึงขนาดที่ทุกคนไม่มีใครตั้งรับทัน ผู้คนโดยรอบต่างตะลึงงัน ซุ่นยวี่เหอตะลึงตาค้าง "... โอ้โห..." มู่หรงเว่ยหมินค่อยๆ ยืนตรง ดวงตาดอกท้อเชิดขึ้นทันใดนั้นก็ยิ้มออกมา หลินจื่อเหยาชักมือกลับ ไม่แคร์สายตาแปลกๆ จากคนที่มามุงดูแม้แต่น้อย นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินต่ออย่างรวดเร็ว เมืองอู่เฉิงนับเป็นเมืองหลวงที่ถือได้ว่าเจริญหูเจริญตามากที่สุดอีกเมืองหนึ่งในยุคสมัยโบราณเช่นนี้ การค้าขาย การจับจ่ายของประชากรถือได้ว่าอยู่ดีกินดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว “องค์ชายห้า นั่น นั่นเจ้าเห็นหรือยัง” ผ่านไปสักพักกว่าซุ่นยวี่เหอจะได้สติกลับมา เขาหยิกต้นขาของตัวเองร้องซี้ดออกมา “ข้าจำได้ดีเลยนะว่าเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวลือที่ว่านางถูกผู้นำตระกูลหลินลงโทษอย่างรุนแรงถึงขนาดสลบไปหลายวัน แต่เวลานี้ดูนางสิ บอบบางเช่นนั้นเหตุใดนางถึงสามารถสู้หนึ่งต่อห้าได้เล่า" “อืม ข้าเห็นแล้ว” มือข้างหนึ่งของมู่หรงเว่ยหมินพาดไขว้ไปทางด้านหลัง สายตาเย็นเยือกของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังอันบอบบางของเด็กสาวคนนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “แต่ศิลปะการต่อสู้เช่นนี้ ข้าดูไม่ออกเลยว่าคือวิชาการต่อสู้ของสำนักใด คล้ายกังฟู แต่ก็ไม่ใช่" ซุ่นยวี่เหออึ้งไป “ยังไง” “ท่าที่นางใช้ต่อสู้เมื่อสักครู่แต่ละกระบวนท่าช่างตราตรึงยิ่งนัก” มู่หรงเว่ยหมินยิ้มเล็กน้อย “ถ้านางออกแรงมากอีกหน่อยห้าคนนั้นไม่ใช่แค่ล้มจนลุกไม่ขึ้นแน่นอน" ซุ่นยวี่เหอได้ฟังก็เหงื่อแตกไม่หยุด “เป็นไปไม่ได้มั้ง นางเป็นสตรีห้องหอที่ขี้ขลาด ไม่เอาไหนจะเป็นวิทยายุทธ์ หรือกังฟูได้อย่างไร” จอมยุทธ์ผู้ฝึกยุทธพลังลมปราณผสมผสานกับวิชากังฟู ซึ่งก็คือจอมยุทธ์ผู้มีฝีมือขั้นสุดยอดเหนือจอมยุทธ์ที่ฝึกวิทยายุทธจากพลังลมปราณแข็งแกร่งกว่าเขาเองที่เป็นศิษย์เอกของสำนักเมฆเขียวไม่รู้ตั้งกี่เท่า เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ายังจะมีจอมยุทธ์ที่มีวิชาการต่อสู้เช่นนี้อยู่ แต่ความจริงก็คงจะมีอยู่เพียงแต่อาจจะเหลือไม่มากแล้ว เพราะการฝึกยุทธแบบวิทยายุทธ์ที่อาศัยพลังลมปราณจากจุดตันเถียนที่มีมากขึ้นดังนั้นจอมยุทธ์ที่มีมีวิทยายุทธแบบกังฟูผสานความแข็งแกร่งของพลังลมปราณจำนวนหนึ่งก็ค่อยๆ หายไป แม้แต่ขุนนางตระกูลใหญ่ ผู้สูงศักดิ์เองในแคว้นเยว่ แคว้นเยี่ยน แคว้นลั่ว รวมถึงแคว้นใหญ่อย่างเหย่าฮั่นนี้ ก็กำลังตามหาจอมยุทธ์ที่มีฝีมือเก่งกาจเช่นนี้อยู่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเมืองฮู่เฉิง หากตระกูลไหนสามารถเชิญจอมยุทธ์ที่มีวิชาพลังผสมผสานที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาอยู่ในตระกูลนั่นย่อมถือเป็นเกียรติในตระกูลอย่างแท้จริงและก็จะมีความสามารถทัดเทียมเจ้าสำนักใหญ่ๆ ในใต้หล้าได้อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ หากคุณหนูรองตระกูลหลินผู้นี้เป็นวิทยายุทธ์ผสมผสานที่แข็งแกร่งแล้วล่ะก็กระกูลหลินยังจะมีความต้องการที่จะกำจัดนางออกไปให้พ้นตระกูลอยู่อีกหรือไม่ ทุกคนในจวนตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าจนถึงบ่าวรับใช้คงได้รีบเอาใจกันเต็มที่ “วิทยายุทธ์ผสมผสานอย่างนั้นหรือ...." มู่หรงเว่ยหมินเหลือบมอง สายตาจับจ้อง ขณะนั้นที่ด้านหน้าของทั้งสอง เด็กสาวรูปร่างบอบบางก็เดินย้อนกลับมาทันที อีกทั้งยังตรงมาทางพวกเขาอีกด้วย มู่หรงเว่ยหมินหรี่ตาลง เขาหมุนตัวเล็กน้อยแสงไฟสว่างไสว เงาสะท้อนอยู่ในดวงตาดอกท้อที่เรียวยาวของเขา ฉาบด้วยสีแดง เจือไปด้วยประกายอ่อนโยน ยากนักที่จะมีคนต้านทานสายตาของเขาได้ เมื่ออยู่ในระยะใกล้มู่หรงเว่ยหมินก็สามารถมองเห็นเส้นเลือดสีเขียวที่อยู่ใต้ผิวหน้าที่บอบบางขาวซีดของเด็กสาวได้อย่างชัดเจน นางดูอ่อนแอจนน่าตกใจคิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย ซุ่นยวี่เหอเหงื่อแตกหนักกว่าเดิมคงไม่ใช่ได้ยินที่เขากล่าวถึงนางหรอกใช่ไหม ถึงเขาจะเป็นศิษย์เอกสำนัขเมฆเขียวเป็นคุณชายรองสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งทั้งยังเป็นผู้ชายอกสามศอก แต่ก็เทียบไม่ได้กับความโหดเมื่อสักครู่ของนางเลยแม้แต่น้อย ....มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







