LOGINบทที่ 5: กล่องแพนโดราและสารพิษ
เสียงฝีเท้าของทีมรักษาความปลอดภัยและคณะทำงานด้านกฎหมายชุดใหม่ดังก้องไปทั่วโถงทางเดินชั้นสามสิบห้า บรรยากาศตึงเครียดภายในห้องประชุมใหญ่เริ่มคลี่คลายลงเมื่อธีรเดชกับนงนุชถูกพาตัวออกไปจากอาคารสำนักงานใหญ่ในสภาพหมดรูป เจ้าหน้าที่ไอทีทยอยเข้าควบคุมห้องเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางเพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานทางการเงิน ขณะที่ทนายสมคิดแยกตัวไปประสานงานกับตัวแทนสถาบันการเงินเพื่อจัดการข้อกฎหมายให้เสร็จสิ้น ภีมลุกขึ้นจากเก้าอี้ประธานตัวใหญ่ เดินไปหยุดยืนริมหน้าต่างกระจกบานเดิม แสงสีส้มทองยามแดดร่มลมตกสาดส่องลงมากระทบแนวตึกระฟ้าเบื้องล่าง ความเงียบสงัดรอบตัวทำให้ภีมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าๆ ไหล่ทั้งสองข้างที่เคยเกร็งแน่นแบกรับความกดดันมาตลอดทั้งวันเริ่มล้าจนรู้สึกหนักอึ้ง ชัยชนะก้าวแรกเกิดขึ้นรวดเร็วจนเขายังไม่ทันได้ตั้งรับความรู้สึกว่างเปล่าที่แล่นเข้ามาแทนที่ “ตรงนี้ปล่อยให้ทีมงานจัดการต่อเถอะครับ” เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกล อคินเดินเข้ามายืนเคียงข้าง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็ก ทอดสายตามองแสงอัสดงบนท้องฟ้าด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ระบบการเงินถูกล็อกไว้หมดแล้ว ไม่มีใครโยกย้ายเงินออกไปได้แม้แต่บาทเดียว วันนี้คุณทำได้ดีมาก มากกว่าที่ผมคาดไว้เสียอีก” ภีมหันมาสบตาคนที่ยืนข้างกัน ลมหายใจยาวถูกระบายออกมาแผ่วเบา “ถ้าไม่ได้เอกสารของแม่กับข้อมูลที่คุณหามา ผมคงไม่มีทางหยุดพ่อได้ทันเวลา” “ผมบอกแล้วว่าผมไม่ชอบให้ใครมาชุบมือเปิบ” อคินหันมายิ้มให้ แววตาคมคายคู่นั้นพราวระยับขึ้นอย่างมีเลศนัย “แล้วตอนนี้ ก็ถึงเวลาที่คุณต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ผมแล้ว” ภีมเลิกคิ้วเล็กน้อย “ค่าตอบแทนอะไรครับ?” “มื้อค่ำหนึ่งมื้อไงครับ ลืมข้อตกลงของเราแล้วหรือไง คุณประธาน” ร้านอาหารสไตล์กลาสเฮาส์กึ่งส่วนตัวตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟวอร์มไวท์สีนวลตาขับเน้นให้บรรยากาศโดยรอบดูสงบและเป็นส่วนตัว ผนังกระจกใสเผยให้เห็นผืนน้ำที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับของเรือสำราญที่แล่นผ่านไปมา ดนตรีแจ๊สจังหวะเนิบช้าคลอแผ่วเบา กลบเสียงจอแจของความวุ่นวายในเมืองหลวงจนหมดสิ้น บริกรในชุดเครื่องแบบประณีตเดินเข้ามารับรายการอาหาร ภีมเอื้อมมือไปหยิบสมุดเมนูหนังสีเข้มขึ้นมาเปิดดู แต่อคินกลับปิดเมนูในมือของตนลงเสียก่อน “สำหรับสองที่ ขอสเต๊กเนื้อวากิวเทนเดอร์ลอยน์ สลัดผักรวมน้ำสลัดบัลซามิก ซุปเห็ดทรัฟเฟิลดำ และรีซอตโตเห็ดป่าครับ” อคินสั่งรายการอย่างคล่องแคล่ว สายตาไม่ละไปจากบริกร น้ำเสียงเน้นย้ำชัดเจนในประโยคถัดมา “ย้ำกับทางหัวหน้าเชฟด้วยนะครับ ว่าโต๊ะนี้งดอาหารทะเลทุกชนิด ห้ามใช้น้ำสต๊อกปลา ห้ามมีส่วนผสมของกุ้ง ปู หอย หรือซอสที่มีสารสกัดจากสัตว์ทะเลเปลือกแข็งเด็ดขาด แม้แต่เศษผงชูรสที่มีกลิ่นอายซีฟู้ดก็ห้ามหลุดเข้ามา” บริกรพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “รับทราบครับคุณอคิน ทางห้องอาหารจะแยกกระทะและอุปกรณ์ปรุงอาหารสำหรับโต๊ะนี้โดยเฉพาะเพื่อความปลอดภัยครับ” เมื่อบริกรเดินคล้อยหลังไป ภีมยังคงนั่งนิ่ง ดวงตากลมโตจับจ้องใบหน้าคมคายของคนตรงข้ามด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีตื้นขึ้นมาในอก “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมแพ้อาหารทะเล?” อาการแพ้อาหารทะเลของภีมค่อนข้างรุนแรง หากเผลอกินเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อย ผื่นลมพิษจะเห่อลามจนหลอดลมบวมและหายใจไม่ออก ทว่าคนในบ้านใหญ่อย่างธีรเดชและนงนุชกลับไม่เคยใส่ใจ เมนูอาหารบนโต๊ะอาหารของคฤหาสน์รัตนเดชามักจะมีกุ้งตัวโตและปูม้าเป็นจานหลักเสมอ เพื่อเอาใจภวัตและแม่ของเขา จนภีมต้องเลี่ยงไปขอข้าวไข่เจียวธรรมดากินกับป้านวลในห้องครัวอยู่บ่อยครั้ง อคินยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนผ้ารองแก้วอย่างเงียบเชียบ “ถ้าผมคิดจะร่วมมือกับใคร ผมต้องรู้จักคนคนนั้นให้ดีพอ” อคินสบตาคู่นั้นนิ่งลึก “บันทึกการรักษาพยาบาลตอนคุณอายุเจ็ดขวบระบุชัดเจนว่าคุณต้องเข้าห้องฉุกเฉินเพราะหายใจไม่ออกหลังกินน้ำซุปกุ้ง... เรื่องอันตรายถึงชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำสอง” หัวใจของภีมกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านช่องอกอย่างไม่ทันตั้งตัว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาเคยชินกับการต้องระแวดระวังตัวเอง ต้องคอยก้มมองอาหารในจานอย่างหวาดระแวง และยอมทนหิวเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ผู้ชายที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตได้ไม่กี่วัน กลับจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แม้แต่พ่อแท้ๆ ยังมองข้ามได้อย่างแม่นยำ “ขอบคุณครับ” ภีมเอ่ยเสียงเบา ก้มหน้าลงมองผ้าเช็ดปากบนตักเพื่อซ่อนรอยแดงที่เริ่มลามขึ้นมาตามพวงแก้มและใบหู “เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นการกินให้อิ่มเถอะครับ” อคินยิ้มบาง แววตาเอ็นดู “วันนี้คุณใช้แรงไปเยอะมากแล้ว” อาหารรสเลิศถูกทยอยนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลและเนื้อย่างชั้นดีทำให้ความเหนื่อยล้าของภีมค่อยๆ บรรเทาลง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ภีมเริ่มเปิดใจพูดคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน การได้นั่งคุยกับอคินทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ประธานบริหารที่ต้องแบกรับชะตากรรมของบริษัทนับพันล้าน ความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ครืด... ครืด... โทรศัพท์มือถือของภีมที่วางอยู่ข้างจานสลัดสั่นสะเทือนขึ้น หน้าจอแสดงข้อความสั้นจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย ภีมเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความสงสัย ทันทีที่สายตาไล่ผ่านตัวอักษรบนหน้าจอ ร่างทั้งร่างของเขาก็แข็งทื่อ รอยยิ้มที่เพิ่งแต้มบนริมฝีปากเหือดหายไปในพริบตา [อย่าคิดว่ายึดเก้าอี้ประธานได้แล้วจะชนะ... ลองไปถามธีรเดชกับนงนุชดูสิว่า คืนที่แม่แกหมดลมหายใจ ยาในสายน้ำเกลือขวดสุดท้าย มันคือยาอะไร] มือของภีมเริ่มสั่นเทา ลมหายใจสะดุดลงกะทันหัน อุณหภูมิในร่างกายลดฮวบลงจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ ข้อความปริศนานี้ไม่ได้ส่งมาเพื่อข่มขู่เรื่องเงินทอง แต่มันกำลังพุ่งเป้าไปยังบาดแผลลึกที่สุดในชีวิตของเขา “ภีม มีอะไรหรือเปล่า?” อคินสังเกตเห็นความผิดปกติได้ทันที ชายหนุ่มวางส้อมลง เอื้อมมือข้ามโต๊ะไปแตะหลังมือที่สั่นระริกของภีม สัมผัสอุ่นจัดช่วยดึงสติของภีมที่กำลังเตลิดให้กลับมา ภีมไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ส่งให้อีกฝ่ายดู อคินกวาดสายตาอ่านข้อความเพียงแวบเดียว ดวงตาคมกริบหรี่แคบลง ประกายความดุดันและเยือกเย็นวาบขึ้นในแววตาทันที ชายหนุ่มกดบันทึกภาพหน้าจอส่งต่อให้ทีมสืบสวนส่วนตัว ก่อนจะคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ “เช็กบิลครับ” อคินยกมือส่งสัญญาณให้บริกรทันทีโดยไม่ลังเล “พี่อคิน...” ภีมเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงที่สั่นพร่า “ข้อความนี้มันหมายความว่ายังไง แม่ผมไม่ได้เสียเพราะโรคไตวายงั้นเหรอ?” “เราจะไม่คาดเดาอะไรลอยๆ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน” อคินลุกขึ้นยืน เดินอ้อมมาช่วยประคองภีมให้ลุกขึ้น มือหนาวางทาบลงบนแผ่นหลังบางเบาๆ ถ่ายทอดความมั่นคงให้ “ไปที่ห้องของผม... แฟลชไดรฟ์ที่แม่คุณทิ้งไว้ มีคำตอบทุกอย่างอยู่ในนั้น” เพนต์เฮาส์หรูสองชั้นบนยอดตึกสูงย่านสุขุมวิท ระบบลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกสู่ห้องโถงกว้างที่ถูกออกแบบด้วยระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด ประตูด้านหน้าต้องใช้ทั้งคีย์การ์ดรหัสผ่านและระบบสแกนม่านตา ผนังห้องบุฉนวนกันเสียงหนาแน่นจนไม่ได้ยินสรรพเสียงใดจากภายนอก อคินพาภีมเดินตรงเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัว ชายหนุ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เทอร์มินัลที่ตัดการเชื่อมต่อจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายนอกโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันการดักจับข้อมูลหรือการเจาะระบบจากระยะไกล ภีมหยิบแฟลชไดรฟ์โลหะสีเงินที่แม่ทิ้งไว้ในกล่องเหล็กออกมา มือของเขาสั่นเทาจนแทบจะเสียบอุปกรณ์เข้ากับช่องเชื่อมต่อไม่ตรง อคินยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง วางมือลงบนไหล่บางแล้วบีบเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ หน้าจอปรากฏกล่องข้อความสีดำสนิทพร้อมช่องให้กรอกรหัสผ่านแปดหลัก ภีมนิ่งมองเคอร์เซอร์ที่กะพริบอยู่บนหน้าจอ หัวใจเต้นระรัว จดหมายของแม่บอกไว้ว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่จะรู้รหัสผ่านนี้ ‘ดวงใจของแม่... จงเติบโตขึ้นมาใต้แสงดาวนำทาง’ ภาพสร้อยคอเงินพร้อมจี้รูปดาวแปดแฉกที่เขาสวมติดตัวมาตลอดตั้งแต่จำความได้ผุดขึ้นมาในความคิด วันเกิดของเขาคือวันที่แปด เดือนสิงหาคม และแม่มักจะเรียกเขาว่าดาวเหนือนำทางของเธอเสมอ นิ้วเรียวกดแป้นพิมพ์ลงไปอย่างแน่วแน่ N - O - R - T - H - S - T - A - R - 0 - 8 กริ๊ก เสียงกลไกปลดล็อกของโปรแกรมดังขึ้น หน้าจอเปลี่ยนเป็นสีเขียวก่อนจะแตกแขนงออกเป็นโฟลเดอร์เอกสารลับจำนวนมาก ภีมคลิกเปิดไฟล์เอกสารชิ้นแรกที่มีชื่อว่า ‘Toxicology_Report_Confidential.p*f’ เอกสารทางการแพทย์ที่มีตราประทับลับเฉพาะของห้องปฏิบัติการพิษวิทยาปรากฏขึ้นสู่สายตา ตัวหนังสือสีแดงและผลตรวจวิเคราะห์ทางเคมีระบุไว้อย่างชัดแจ้ง... ในตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของคุณหญิงรัตนเดชา ตรวจพบสารพิษประเภท ทัลเลียม (Thallium) ในปริมาณสะสมสูงเกินกว่าระดับที่ร่างกายมนุษย์จะทนรับได้ถึงสิบเท่า ด้านล่างของรายงาน มีบันทึกข้อความทางการแพทย์ที่ระบุอาการของผู้ป่วย... อาการปวดแสบปวดร้อนตามปลายประสาทอย่างรุนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนลีบลง ผมร่วงเป็นหย่อม และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการได้รับสารพิษโลหะหนักสะสมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ไม่ใช่เกิดจากโรคไตวายเฉียบพลันตามธรรมชาติอย่างที่ธีรเดชแถลงต่อสังคม และในเอกสารแนบแผ่นถัดมา คือคำสั่งระงับการส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลเฉพาะทางในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมใบรับรองแพทย์ฉบับดัดแปลงที่ลงความเห็นว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักจนไม่อาจเคลื่อนย้ายได้ ลายมือชื่อของแพทย์ผู้ออกใบรับรองและสั่งระงับการส่งตัว ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนที่มุมล่างขวา นพ.อดิศักดิ์ เมธาอนันต์ พร้อมบันทึกสลิปการโอนเงินค่า ‘ที่ปรึกษาพิเศษ’ จำนวนสิบห้าล้านบาท จากบัญชีส่วนตัวของ นงนุช ไปยังบัญชี A.D. Medical Consulting ของหมออดิศักดิ์ ในวันเดียวกับที่คุณหญิงรัตนเดชาเสียชีวิต โลกทั้งใบของภีมพังทลายลงในเสี้ยววินาที ภาพความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัว ภาพแม่ที่นอนซูบผอมอยู่บนเตียงคนไข้ ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมานจากอาการปวดกระดูก แม่ที่เคยเอื้อมมืออันสั่นเทามาลูบแก้มเขาแล้วบอกว่าไม่ต้องกลัว... ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ชะตากรรม ไม่ใช่โรคร้าย แต่เป็นความเหี้ยมโหดของคนสองคนที่วางแผนทรมานและลอบฆ่าแม่ของเขาอย่างเลือดเย็น เพื่อแย่งชิงทรัพย์สินและตำแหน่งในบ้านใหญ่ไปครอง “พวกมัน... ฆ่าแม่” เสียงของภีมแหบแห้งจนแทบไม่เป็นคำพูด ขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นทะลักอาบแก้มทั้งสองข้าง ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ลมหายใจขาดห้วงราวกับถูกกระชากอากาศออกไปจากปอด ความเจ็บปวด ความเคียดแค้น และความเสียใจอย่างมหาศาลถาโถมเข้าใส่จนทรงตัวไม่อยู่ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนร่างแทบจะทรุดลงไปกับพื้นห้อง หมับ! ก่อนที่ภีมจะร่วงลงสู่พื้น ท่อนแขนแข็งแรงของอคินก็โอบรัดร่างของเขาเอาไว้ ร่างสูงดึงภีมขึ้นมา กอดกระชับร่างโปร่งที่กำลังสั่นเทาเข้าแนบกับแผงอกกว้างของตนเองอย่างแน่นหนา “ฮึก... พี่อคิน... พวกมันฆ่าแม่ผม...” ภีมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป สองมือกำเสื้อเชิ้ตของอคินแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าหวานซุกลงกับซอกคอของชายหนุ่ม ปล่อยให้น้ำตาไหลเปียกชุ่มเนื้อผ้า “แม่ต้องเจ็บขนาดไหน... ตอนที่ผมนั่งมองแม่ แม่ต้องทรมานขนาดไหน...” เสียงสะอื้นไห้ที่แหลกสลายของภีม บาดลึกเข้าไปในใจของอคินจนรู้สึกเจ็บแปลบ อคินไม่เคยรู้สึกเคียดแค้นแทนใครขนาดนี้มาก่อน ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบแผ่นหลังบางที่กำลังสะท้านไหวอย่างอ่อนโยน คางได้รูปเกยลงบนกลุ่มผมนุ่ม ถ่ายทอดไออุ่นและลมหายใจที่มั่นคงเพื่อโอบอุ้มหัวใจที่แตกสลายของคนในอ้อมกอด “ผมอยู่นี่แล้วภีม... ผมอยู่ตรงนี้” อคินกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำสะกดอารมณ์กร้าวไว้ภายใน “คุณไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว” อคินกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก ดึงศีรษะของภีมให้แนบสนิทกับอกเสื้อตรงตำแหน่งหัวใจของเขา เพื่อให้เสียงจังหวะการเต้นที่มั่นคงช่วยกล่อมเกลาความเจ็บปวด “ผมสัญญา...” อคินเอ่ยคำสาบานด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบและเด็ดขาด แววตาคมกริบจ้องมองชื่อของฆาตกรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยประกายสังหาร “ไม่ว่าจะเป็นนงนุช ไอ้ธีรเดช หรือไอ้หมออดิศักดิ์... ผมจะลากคอพวกมันทุกคนมาชดใช้กรรม จะไม่มีใครหน้าไหนได้เสวยสุขบนความตายของแม่คุณอีกต่อไป” ภีมร้องไห้อยู่ในอ้อมอกของอคินเนิ่นนาน สัมผัสอุ่นและอ้อมกอดที่มั่นคงดุจปราการเหล็กนี้ คือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้วิญญาณของเขาแหลกสลายไปกับความจริงอันโหดร้าย ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด กล่องแพนโดราถูกเปิดออกแล้ว... และเปลวเพลิงแห่งการพิพากษา กำลังจะเริ่มต้นขึ้นจริงนับจากวินาทีนี้บทที่ 30: รอยยิ้มใต้ดวงดาวนำทาง (จบบริบูรณ์)เวลาล่วงเลยผ่านไปสองปีเต็มสายลมปลายฤดูหนาวพัดโชยระลอกคลื่นในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ซัดสาดเข้าหาแนวเขื่อนหินธรรมชาติ เสียงระลอกน้ำกระทบฝั่งแผ่วเบาดังก้องผสานไปกับเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันบนลานหญ้าเขียวชอุ่ม แสงแดดยามแดดร่มลมตกทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นอาบไล้ผืนดินสามสิบไร่ ซึ่งบัดนี้แปรสภาพกลายเป็น ‘รัตนเดชา พาร์ค แอนด์ เลิร์นนิ่ง สเปซ’ ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ริมคุ้งน้ำที่เปิดต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอาคารหอสมุดชุมชนเรือนกระจกสองชั้นรูปทรงทันสมัย มีแสงไฟสีส้มนวลส่องสว่างออกมาจากภายใน นักเรียนและนักศึกษาหลายสิบชีวิตกำลังนั่งอ่านหนังสือและค้นคว้าข้อมูลอย่างตั้งใจ ถัดออกไปไม่ไกลคือลานดนตรีกลางแจ้งใต้ร่มเงาของต้นก้ามปูยักษ์ กิ่งก้านสาขาที่แผ่กว้างอุดมไปด้วยใบไม้สีเขียวสด มอบร่มเงาอันร่มเย็นให้แก่ผู้สูงอายุและครอบครัวที่มานั่งปิกนิกพักผ่อนหย่อนใจผืนแผ่นดินที่เคยรกร้างและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวของการแก่งแย่ง บัดนี้เบ่งบานไปด้วยชีวิต ความหวัง และความสุขบริเวณเฉลียงไม้หน้าศูนย์การเรียนรู้ ป้านวลในวัยห้าสิบห้าปีสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าคราม
บทที่ 29: ไออุ่น ณ วิลลาเทือกเขาแอลป์ [20+++ ]เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่นอย่างไม่ขาดสายลมหนาวแห่งเทือกเขาแอลป์พัดกรูผ่านยอดสนและทิวเขาสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งหนาทึบ หิมะนุ่มสะสมตัวตามขอบหน้าต่างกระจกบานยักษ์ของชาเลต์ไม้สนสองชั้นหลังใหญ่ ตัดขาดความเยือกเย็นติดลบสิบองศาภายนอกออกจากบรรยากาศภายในวิลลาส่วนตัวอันอบอุ่นและเงียบสงบใจกลางห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เปลวไฟสีส้มทองลุกโชนอยู่ในเตาผิงหินธรรมชาติ เสียงฟืนไม้สนแห้งแตกเปรี๊ยะส่งประกายไฟจิ๋วเต้นระริกเป็นระยะ กลิ่นหอมกรุ่นของยางไม้สนเผาไหม้ผสานกับกลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ร้อนลอยอวลในอากาศภีมนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมขนแกะผืนหนานุ่มสีครีมหน้าเตาผิงร่างโปร่งสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าตัวโคร่งสีครีมกับกางเกงผ้าวูลขายาว สองมือกุมแก้วเซรามิกที่มีไอควันลอยกรุ่น ดวงตากลมโตทอดมองเปลวไฟที่พลิ้วไหวด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย หลังจากตรากตรำอ่านหนังสือสอบปลายภาควิชาการเงินและการตลาดจนดึกดื่น ประกอบกับต้องดูแลความเรียบร้อยของโครงการสวนสาธารณะริมแม่น้ำ การได้ทิ้งภาระหน้าที่ทั้งหมดไว้ข้างหลังแล้วบินลัดฟ้ามาพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำ
บทที่ 28: ศิลาฤกษ์แห่งการเริ่มต้นฤกษ์มงคลเวลาแปดโมงสิบเก้านาที แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทาบทาคุ้งน้ำเจ้าพระยาจนเป็นประกายสีส้มทองอบอุ่นลมแม่น้ำพัดโชยเอื่อย นำพาไอเย็นสดชื่นเข้ามาปะทะผืนดินขนาดสามสิบไร่ที่ได้รับการปรับภูมิทัศน์จนเขียวชอุ่ม พาวิลเลียนสีขาวหลังใหญ่เปิดโล่งรับลมธรรมชาติ ถูกประดับประดาด้วยซุ้มดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์และกิ่งไม้นานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ใจกลางงานคือต้นก้ามปูยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างสง่างาม ดุจพยานผู้มีชีวิตที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่าครึ่งศตวรรษบริเวณลานพิธีเนืองแน่นไปด้วยแขกผู้มีเกียรติระดับประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานหอการค้า ตลอดจนผู้นำกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจนับร้อยชีวิตที่มาร่วมทำข่าวการเปิดตัวอภิมหาโครงการเพื่อสังคมครั้งประวัติศาสตร์โต๊ะรับรองแถวหน้าสุด มีชายชราผมขาวโพลนในชุดสูทสากลภูมิฐานนั่งเด่นเป็นสง่าคุณปู่วรโชติเมธาจิบน้ำชาอุ่นพลางกวาดสายตามองความพร้อมของงานด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ข้างกายมีทนายสมคิดและป้านวลที่สวมชุดผ้าไหมสีสุภาพคอยดูแลอย่างใก
บทที่ 27: ล่วงเวลาในห้องประธาน [20+++ ]เวลาล่วงเลยผ่านสองทุ่มตรงไปแล้วความเงียบสงัดเข้ายึดครองชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่รัตนเดชากรุ๊ป พนักงานฝ่ายบริหารและเลขาฯ หน้าห้องต่างทยอยเดินทางกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงแสงไฟสปอตไลต์ดวงเล็กตรงโถงทางเดิน และแสงสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะภายในห้องประธานกรรมการบริหารภีมนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้พนักสูงสีดำตัวใหญ่ หลังโต๊ะทำงานไม้สักทองขัดมันวาวตัวยักษ์ร่างโปร่งถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปที่ปลดกระดุมคอออกสองเม็ด แขนเสื้อพับร่นขึ้นมาถึงข้อศอก แว่นสายตากรอบบางขับเน้นดวงหน้ารูปไข่ให้ดูเฉลียวฉลาดและสุขุม บนโต๊ะเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารงบการเงินไตรมาสสุดท้าย รายงานภาษี และแผนการปรับโครงสร้างหนี้หลังคดีความสิ้นสุดลง ปลายนิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์ตัวเลขสลับกับพลิกหน้ากระดาษอย่างตั้งใจเสียงเปิดประตูดังแกร๊กเบาๆ ดึงสายตาของภีมให้ละออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อคินก้าวเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มสวมชุดสูทสากลสีเทาเข้ม เสื้อเชิ้ตสีดำด้านในปลดกระดุมคอลงเช่นกัน เนกไทผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มคลายออกหลวมๆ พาดอยู่ใต้ปกเสื้อ ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินอ
บทที่ 26: เปิดตัวอย่างเป็นทางการในรั้วมหาลัยแสงแดดอ่อนยามแปดโมงเช้าสาดส่องผ่านทิวต้นหางนกยูงฝรั่ง ปูพรมสีทองลงบนลานกว้างหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจสายลมต้นสัปดาห์พัดพาความสดชื่นเข้ามาไล่ความอบอ้าว เสียงจอแจของเหล่านักศึกษาที่เดินขวักไขว่ เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วจากซุ้มเครื่องดื่มใต้ถุนตึก สร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาตามแบบฉบับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หากในเช้าวันจันทร์นี้ สายตานับร้อยคู่กลับคอยเหลือบมองไปยังถนนทางเข้าหน้าคณะเป็นระยะข่าวใหญ่เรื่องคำพิพากษาคดีฆาตกรรมอำพรางคุณหญิงรัตนเดชา และการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติที่ออกอากาศสดไปทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้สถานะของภีมเปลี่ยนไปตลอดกาล จากเด็กหนุ่มปีหนึ่งที่เคยถูกมองว่าโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง บัดนี้ทุกคนรู้ซึ้งแล้วว่าเขาคือประธานกรรมการบริหารตัวจริงของรัตนเดชากรุ๊ป ผู้ถือครองสินทรัพย์และผืนดินนับหมื่นล้านเสียงเครื่องยนต์เดินเรียบสนิทของรถซีดานคันหรูสีดำคุ้นตาดังขึ้น เมื่อตัวรถแล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาหน้าบันไดตึกคณะการปรากฏตัวของรถคันดังกล่าวทำให้บทสนทนารอบบริเวณค่อยๆ เงียบเสียงลงประตูฝั่งคนขับเปิดออก บอดี้การ์ด
บทที่ 25: แสงดาวเหนือน่านน้ำเจ้าพระยา [20+++ ]ความเงียบสงัดอันแสนอบอุ่นเข้าปกคลุมห้องชุดเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดม่านโปร่งแสงถูกเปิดกว้างออกจนสุด เผยให้เห็นทัศนียภาพของโค้งน้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวไปตามแนวตึกระฟ้า แสงไฟนีออนระยิบระยับนับล้านดวงจากตัวเมืองสะท้อนลงบนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว กลายเป็นทางสายธารสีทองระยับพร่างพราว ท้องฟ้าเบื้องบนโปร่งโล่งจนมองเห็นดวงดาวส่องแสงสว่างไสว แข่งกับเงาสะท้อนในสายน้ำเบื้องล่างบนโซฟาเบดหนังแท้ตัวยาวริมกระจก ภีมนั่งพิงแผงอกกว้างของอคินสองร่างสวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำผ้าฝ้ายสีขาวเนื้อนุ่มหลวมโพรก ในมือของอคินถือแก้วแชมเปญคริสตัลที่มีฟองพรายผุดขึ้นเป็นสาย ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบช้าๆ แขนอีกข้างหนึ่งโอบรัดเอวคอดของคนรักไว้แนบชิด คางคมสันเกยอยู่บนลาดไหล่บาง สูดดมกลิ่นหอมสะอาดของสบู่อ่อนๆ จากผิวกายเนียนละเอียดมือซ้ายของภีมวางทาบอยู่บนต้นขาแกร่ง ปลายนิ้วเรียวขยับหมุนแหวนทองคำขาวบนนิ้วนางข้างซ้ายของตนเองเล่นอย่างเพลิดเพลิน เพชรเม็ดงามรูปดาวแปดแฉกส่องประกายวาววับสะท้อนแสงไฟเมืองหลวง“ชอบไหมครับ?” อคินกระซิบถามชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มละมุนภีมเงยหน้าข







