Se connecterเตียงผู้ป่วยสเตนเลสถูกปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา อารัญวางร่างเปียกปอนของนิรินลงบนเตียงอย่างไม่เบามือนัก คินเข้ามาช่วยตัดเสื้อเชิ้ตและเสื้อชั้นในที่เปียกชุ่มของเธอออกตามคำสั่งของแพทย์ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงไปกว่านี้และเพื่อติดแผ่นอิเล็กโทรดสำหรับวัดคลื่นหัวใจ
“เปิดเครื่อง” อารัญสั่ง
เสียงเครื่องมอนิเตอร์ดังตี๊ดๆ ขึ้นมาทันที ตัวเลขสีเขียวและสีแดงวิ่งวุ่นบนหน้าจอ อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงถึง 140 ครั้งต่อนาที ออกซิเจนในเลือดเริ่มไต่ระดับขึ้นมาที่ 90% หลังจากได้รับออกซิเจนช่วย
อารัญเปลี่ยนจากการใช้แอมบูแบก มาต่อท่อช่วยหายใจเข้ากับเครื่องช่วยหายใจอัตโนมัติ เสียงเครื่องจักรทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอสูบฉีดลมหายใจเข้าสู่ร่างของเธอ
“ฉีด ไฮโดรคอร์ติโซน 100 มิลลิกรัมเข้าเส้นเลือดดำ แล้วต่อดริปซัลบูทามอล” อารัญสั่งยาเป็นชุด คินที่เป็นผู้ช่วยแพทย์จำเป็นรีบจัดการเจาะสายน้ำเกลือที่หลังมือของนิรินและผสมยาตามที่เจ้านายสั่งอย่างคล่องแคล่ว
อารัญยืนมองร่างที่นอนเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง ผิวหนังของเธอเต็มไปด้วยรอยช้ำสีม่วงและเขียวจางๆ ตามจุดต่างๆ ไม่ใช่รอยช้ำจากการถูกทำร้าย แต่เป็นรอยช้ำที่เกิดจากคนที่มีโรคประจำตัวและร่างกายเปราะบาง เส้นเลือดสีน้ำเงินปรากฏชัดใต้ผิวขาวซีด หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะของเครื่องจักร ไม่ใช่จังหวะของตัวเอง
เขาดึงผ้าห่มสีขาวมาคลุมปิดร่างของเธอไว้จนถึงคอ ไม่ใช่เพราะความสุภาพบุรุษ แต่เพราะรำคาญตาที่ต้องเห็นร่องรอยความอ่อนแอเหล่านั้น
“อาการเป็นยังไงบ้างครับ” คินถามขึ้นเมื่อจัดการให้ยาเสร็จสิ้น
“ยังไม่พ้นขีดอันตราย ทางเดินหายใจบวมมาก หัวใจก็เต้นผิดจังหวะ ถมาช้ากว่านี้อีกสามนาที ต่อให้เป็นเทวดาก็ลากคอขึ้นมาจากนรกไม่ได้” อารัญตอบเสียงเรียบ เขาดึงถุงมือยางสีดำที่เปื้อนคราบน้ำลายและน้ำฝนออก โยนลงถังขยะอย่างรุนแรง
“เจ้าสัวหวังส่งลูกสาวตัวเองมาตายชัดๆ” คินตั้งข้อสังเกต “พวกมันรู้ว่านายเกลียดตระกูลมันมากแค่ไหน การส่งเด็กที่ป่วยหนักมาที่นี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการยืมมือนายฆ่าลูกตัวเอง”
คำพูดของคินทำให้อารัญชะงัก สายตาของเขาหันกลับไปมองใบหน้าที่หลับสนิทของนิรินอีกครั้ง
จริงอย่างที่คินพูด การโยนเด็กผู้หญิงที่กำลังหอบหืดกำเริบหนักมาทิ้งไว้หน้าคลินิกของศัตรู มันคือการจงใจฆ่าให้ตาย และถ้าเธอตายที่นี่ ตระกูลหวังก็จะใช้ข้ออ้างนี้ในการป้ายความผิดให้เขา โยนข้อหาฆาตกรรมลูกสาวประธานสภามาเฟียให้คลินิกใต้ดินแห่งนี้รับเคราะห์
“ตาแก่สารเลวนั่น... คิดจะใช้ศพเด็กนี่มาเล่นงานฉัน” อารัญขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน “มันประเมินฉันต่ำเกินไป”
อารัญเดินเข้าไปชิดขอบเตียง เขาก้มหน้าลงไปใกล้ใบหน้าของนิรินจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากผิวของเธอ มือใหญ่ที่ไร้ถุงมือเอื้อมไปบีบปลายคางของหญิงสาวเบาๆ นิ้วโป้งเกลี่ยคราบน้ำฝนและหยดน้ำตาที่ผสมกันอยู่บนหางตาของเธอออกอย่างลวกๆ
ในความทรงจำของอารัญ ตระกูลหวังคือพวกเลือดเย็นที่สั่งฆ่าพ่อบุญธรรมของเขา แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับดูไม่เหมือนพวกมาเฟียเหล่านั้นเลยสักนิด เธอเหมือนนกปีกหักที่ถูกเตะตกลงมาจากรัง ร่างกายพังทลายและไร้ทางสู้
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเป็นคนของตระกูลหวัง
“รอดมาได้ก็ดี” อารัญกระซิบเสียงแผ่วต่ำติดริมฝีปากที่ซีดเซียวของเธอ สายตาของเขาเยียบเย็นและเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ฝังลึก “เพราะถ้าเธอตายง่ายๆ เกมนี้มันก็ไม่สนุก”
เขาปล่อยมือจากคางของเธอ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง มองมอนิเตอร์ที่แสดงตัวเลขชีพจรที่เริ่มนิ่งขึ้น
“คิน เฝ้าไว้ อย่าให้ใครเข้ามายุ่ง ถ้ามีอะไรผิดปกติเรียกฉัน” อารัญสั่งเสียงเฉียบขาด “พรุ่งนี้เช้า ถ้ายายเด็กนี่ยังมีชีวิตอยู่... ย้ายไปที่ห้องพักฟื้นวีไอพีชั้นสอง”
“รับทราบครับนาย”
อารัญหันหลังเดินออกจากห้องฉุกเฉินไป ก่อนที่ประตูจะเลื่อนปิดลง เขาทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ดังพอให้สะท้อนก้องไปทั่วห้องที่เงียบงัน
“อย่าเพิ่งรีบตาย ฉันยังไม่อนุญาต”
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ลอยแตะจมูกคือสิ่งแรกที่ปลุกสติของนิรินให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด
หญิงสาวค่อยๆ ปรือตาขึ้น แสงไฟสีขาวสว่างจ้าบนเพดานบีบให้เธอต้องหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับนิ่วหน้า ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับอยู่บนหน้าอก แม้จะไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำขาดอากาศหายใจอย่างเมื่อคืน แต่ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า ปอดของเธอยังคงร้าวระบม ราวกับมีใครเอาเศษแก้วมาบดขยี้อยู่ข้างใน
นิรินพยายามขยับตัว ความเย็นเฉียบจากสายพลาสติกที่พาดผ่านแก้มทำให้เธอรู้ตัวว่ากำลังสวมสายออกซิเจนแคนนูล่าอยู่ที่จมูก เมื่อก้มมองลงมา เธอพบว่าตัวเองไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนส์เปียกชุ่มชุดเดิมอีกต่อไป แต่ถูกเปลี่ยนเป็นชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนที่หลวมโคร่ง หลังมือซ้ายมีเข็มน้ำเกลือเจาะคาอยู่พร้อมสายระโยงระยางที่ต่อเข้ากับเสาสเตนเลสข้างเตียง
เสียงเครื่องมอนิเตอร์วัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่เหนือหัวเตียง
ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบไหลย้อนกลับมา ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ หน้าโกดังที่มืดมิด เธอถูกคนของพ่อโยนลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ อาการหอบหืดกำเริบรุนแรงจนหลอดลมตีบตัน ภาพร่างสูงใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายคุกคามยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างเธอ... ผู้ชายที่บอกให้เธอกลับไปตายที่อื่น
“เฮียหวังบอกว่า... การส่งตัวคุณนิรินมาให้หมอ มันเป็นแค่การซื้อเวลาของเจ้าสัว...” คนร้ายละล่ำละลักอธิบาย “แต่ถ้าสภามาเฟียรู้ว่าคุณนิรินมีชีวิตรอด และหมออาจจะใช้เธอเป็นข้อต่อรองเรียกร้องอะไรจากตระกูลหวังเพิ่มเติม... เฮียหวังไม่อยากรับภาระตรงนั้น... เลยสั่งให้ผมมาปิดปากเธอซะ ตายที่นี่ ก็โยนความผิดให้คลินิกหมอได้ด้วย...”ความจริงที่โสมมและเน่าเฟะของตระกูลหวังถูกตีแผ่ออกมาจนหมดเปลือกอารัญขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขาเคยคิดว่าเจ้าสัวหวังส่งลูกสาวมาเป็นหมากขัดดอกเพื่อให้เขาเชือดทิ้งเล่นๆ ก็ว่าเลวทรามแล้ว แต่การที่พี่ชายแท้ๆ ส่งมือปืนมาลอบฆ่าน้องสาวตัวเองเพื่อตัดรำคาญและหวังจะป้ายสีให้คลินิกของเขา มันเป็นการกระทำที่เกินกว่าคำว่าเดรัจฉานไปมากชายหนุ่มชักมีดผ่าตัดกลับ ยกเท้าออกจากหน้าอกของคนร้าย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปพยักหน้าให้คินที่ยืนรอคำสั่งอยู่“ลากตัวมันลงไปที่ห้องใต้ดินชั้นสาม มัดมันไว้กับเก้าอี้” อารัญสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “รอจนกว่าฉันจะลงไปสะสางบัญชีกับมันด้วยตัวเอง”“รับทราบครับนาย&r
“ช่วยด้วย...” เสียงแหบพร่าพยายามจะเปล่งออกมาจากลำคอที่แห้งผาก นิรินรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่พลิกตัวหงายขึ้น ยกมือขวาปัดท่อนแขนของบุรุษพยาบาลปลอมอย่างแรงจนปลายเข็มพลาดเป้าเฉี่ยวหลังมือเธอไปเพียงนิดเดียว“อยู่นิ่งๆ สิวะ!” ชายคนนั้นสบถเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาไม่สนใจที่จะปิดบังเจตนาอีกต่อไป มือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเธออย่างรุนแรง ออกแรงกดร่างบอบบางที่กำลังดิ้นรนให้จมลงกับฟูกนอน น้ำหนักตัวที่กดทับลงมาทำให้นิรินจุกจนแทบหายใจไม่ออก“ปล่อย! ปล่อยฉัน!” เธอพยายามดิ้นรน สองขาเตะถีบผ้าห่มจนหลุดลุ่ย มือบางจิกข่วนลงบนท่อนแขนของคนร้าย“ถ้ามึงยอมอยู่นิ่งๆ ยานี่จะทำให้มึงหลับไปสบายๆ ไม่ต้องทรมาน” คนร้ายขู่ตะคอก มือข้างที่ถือเข็มฉีดยาพยายามจะหาจังหวะแทงเข้าที่จุกน้ำเกลืออีกครั้ง “แต่ถ้ามึงดิ้น กูจะแทงเข้าคอหอยมึงแทน!”นิรินส่ายหน้าหลับตาปี๋ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมา เธอไม่มีทางสู้แรงผู้ชายร่างใหญ่คนนี้ได้เลย เรี่ยวแรงที่เพิ่งฟื้นฟูจากการกินยาเริ่มเหือดหาย อาการแน่นหน้าอกตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วป
คำถามที่แทงตรงใจทำให้นิรินสะดุ้ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนความสั่นไหว ความสับสนตีรวนอยู่ในอก ผู้ชายคนนี้คือคนที่จับเธอขังไว้ในห้องนี้ คือคนที่ขู่จะหักขาเธอถ้าคิดหนี แต่เขากลับเป็นคนเดียวที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ความหวาดกลัว"หนู... เกลียดคุณหมอ" เธอเค้นเสียงตอบออกไปอย่างยากลำบาก มันเป็นคำด่าทอที่ไร้เรี่ยวแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพูดมาอารัญไม่ได้สะทกสะท้านกับคำเกลียดชังนั้น เขาปล่อยมือจากข้อมือของเธออย่างเชื่องช้า ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง จัดคอเสื้อเชิ้ตสีเทาของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะขยับแว่นตาบนสันจมูกด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาปรายตามองแก้วน้ำอุ่นที่ว่างเปล่าและกระดาษทิชชูที่เปื้อนยาเม็ดแรก ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่ใบหน้าของนักโทษวีไอพีบนเตียงอีกครั้งการพังทลายกำแพงทางร่างกายครั้งนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการสั่งสอนให้เธอรู้ว่า อำนาจการควบคุมทั้งหมดในห้องนี้เป็นของเขา ไม่ว่าเธอจะดื้อดึงแค่ไหน ลมหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจของเธอ ก็ต้องเดินตามเกมที่เขาวางไว้เท่านั้นชายหนุ่มหมุนตัวเดินตรงไปยังประ
"คุณหมอ... อื้อ!"เสียงประท้วงของนิรินถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่ออารัญทาบทับริมฝีปากหยักลึกของเขาลงบนริมฝีปากอิ่มของเธออย่างรุนแรงและเอาแต่ใจสัมผัสนั้นไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนหวาน มันคือการบุกรุกที่เต็มไปด้วยอำนาจและการลงโทษ อารัญใช้กลีบปากของเขาบดเบียดริมฝีปากของเธอ บังคับให้ขากรรไกรที่ปิดสนิทต้องอ้าออก นิรินพยายามขัดขืน สองมือเล็กยกขึ้นทุบลงบนท่อนแขนและบ่ากว้างของเขา แต่พละกำลังของเธอเทียบไม่ได้เลยกับศัลยแพทย์ร่างใหญ่เมื่อริมฝีปากของเธอเปิดออก อารัญก็สอดแทรกปลายลิ้นร้อนชื้นเข้าไปในโพรงปากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว เขาผลักดันเม็ดยาสีขาวและน้ำอุ่นที่อมไว้ ส่งผ่านจากปากของเขาเข้าสู่ปากของเธอโดยตรงรสชาติขมปร่าของยาแผ่ซ่านขึ้นมาทันที แต่มันถูกผสมปนเปไปกับรสชาติของกาแฟดำเอสเปรสโซที่ติดอยู่บนปลายลิ้นของอารัญ กลิ่นมินต์อ่อนๆ จากลมหายใจของเขาปะทะเข้ากับโสตประสาทของนิริน สร้างความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างรุนแรงนิรินตาเบิกโพลง ร่างกายแข็งทื่อ สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปชั่วขณะ เธอพยายามจะดันตัวออกเพื่อบ้วนยาทิ้ง แต่อารัญรู้ทัน เขาเลื่อนมืออีกข้างขึ้นมาบีบปลายคางของเธอไว้
"ยานี้เป็นแบบยาชนิดปลดปล่อยตัวยาช้า ออกฤทธิ์ปลดปล่อยตัวยาช้าๆ" อารัญตอบกลับทันควัน นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นตวัดมองใบหน้าซีดเซียวของคนบนเตียง "ถ้าหัก หยาบ หรือบด ตัวยาจะทะลักเข้ากระแสเลือดรวดเดียวเกินขนาด เธอรับผลข้างเคียงของมันไม่ไหวหรอก ริน"นิรินรับฟังคำอธิบายทางการแพทย์ด้วยความจนใจ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลืนมันลงไปทั้งเม็ด หญิงสาวเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาลที่หัวเตียง หมายจะขอพยาบาลให้เอายาเม็ดใหม่และน้ำอุ่นมาให้แต่อารัญกลับยื่นมือมาจับข้อมือของเธอไว้ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะทันได้สัมผัสปุ่ม
นิรินรีบขยับตัวม้วนผ้าขนหนูปิดบังตัวเองให้แน่นหนาที่สุด เธอนั่งคุดคู้ชิดหัวเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะผิวที่เปียกชื้นทำให้เธอสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้งอารัญยืนมองผู้หญิงบนเตียงด้วยลมหายใจที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาเปียกชุ่มเป็นวงกว้างตรงหน้าอกและหน้าท้อง แนบลู่ไปกับมัดกล้ามเนื้อจากการอุ้มเธอเมื่อครู่ เขาล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงเพื่อซ่อนความสั่นไหวของปลายนิ้วที่เกิดจากการกดทับความต้องการของตัวเองเขาโกรธที่ตัวเองควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โกรธที่ปล่อยให้ร่างกายของศัตรูมีอิทธิพลต่อความรู้สึกขนาดนี้ชายหนุ่มดึงผ้าห่มสีขาวผืนหนาขึ้นมาคลุมทับร่างของนิรินจนถึงคอ ปิดบังทุกสัดส่วนและการสั่นสะท้านให้พ้นจากสายตา ก่อนจะโน้มตัวลงไปใกล้ ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากใบหน้าซีดเซียวของเธอเพียงคืบดวงตาของมัจจุราชที่จ้องมองมา ไม่ได้มีความเป็นหมอหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มันมีเพียงความดุดัน หวงแหน และความต้องการครอบครองที่แผ่กระจายออกมาชัดเจนจนคนมองรู้สึกหายใจไม่ออก"คราวหลัง... ถ้าอยากอาบน้ำ หรืออยากทำอะไร" อารัญกระซิบเสี







