Masuk“น่าแปลกนะทำไมซันเดถึงได้เป็นห่วงจาบรินมากถึงเพียงนี้” วาคิมเผลอหลุดปากพูดออกมาตามความคิดของตนเอง
“คุณหมอเชื่อในเรื่องรักแรกพบไหมคะ” หญิงสาวหนึ่งเดียวที่นั่งอยู่ภายในห้องนั้นเอ่ยถาม
“ผมเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ เพราะยังไม่เคยรักใครตั้งแต่แรกพบซะที”
รอยยิ้มจางๆ ระบายอยู่บนใบหน้าของพันไมล์ ก่อนที่เธอจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่าง
“โดยส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงจะมีความละเอียดอ่อน ทางด้านอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย เหตุการณ์บางอย่างสำหรับผู้ชายอาจเป็นช่วงเวลาที่ผ่านเลย แต่สำหรับผู้หญิงมันเป็นภาพความประทับใจ ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจไม่เปลี่ยนแปลง”
“จาบรินทำอะไรให้คุณเกิดความประทับใจตั้งแต่แรกพบอย่างนั้นหรือ” อัมรานถามด้วยความไม่พอใจ สายตาคมตวัดไปมองจาบริน
“ฉันไม่ได้พูดถึงตัวเองค่ะ หมายถึงซันเดต่างหาก”
คำปฏิเสธของพันไมล์ก็ไม่อาจทำให้แววตาขุ่นมัวของอัมรานดีขึ้นได้
พันไมล์ค้อนขวับ ไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไรเขาก็ยังไม่คลายความหึงหวง
“ผู้ชายที่ทำให้ฉันประทับใจตั้งแต่แรกพบได้ มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นล่ะค่ะ”
“มันเป็นใคร!” อัมรานถามเสียงเข้ม หน้าตาบูดบึ้งขึ้นมาทันที
“ก็คุณยังไงล่ะคะ เจอกันครั้งแรกก็กล่าวหาว่าฉันเป็นขโมย ขู่จะตัดมือ แถมยังแกล้งให้เป็นคนใช้ส่วนตัว ทำกันถึงขนาดนี้แล้วจะไม่ให้ฉันประทับใจในตัวคุณได้ยังไง จริงไหมคะ”
อัมรานยิ้มกว้าง เมื่อได้ยินคำพูดของภรรยาซึ่งเขาไม่อาจจะปฏิเสธได้ เพราะสิ่งที่เธอพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่าง
“แสนดีขนาดนั้น ใครจำไม่ได้สมองก็แย่เต็มที” เขายียวน
“จำค่ะ จำขึ้นใจ มีแต่คุณนั่นแหละ...”
“ผมทำไม!”
“ชอบหาเรื่องไปเรื่อยไงคะ...”เมื่อเห็นเขาทำท่าจะปฏิเสธ เธอก็มองเขาด้วยสายตาจริงจัง “หรือไม่จริง”
“ไม่จริง!...” แต่เมื่อชายายังจ้องเขม็งเขาก็อึกอัก แต่ก็ยังปากแข็ง พูดเอาแต่ใจตัวเองว่า “คนไม่ชอบไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ”
พันไมล์ค้อน ยิ้มขันคนท่ามาก “รู้ค่ะว่าไม่ชอบ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราหรอกนะคะ เป็นเรื่องของซันเดและองครักษ์จาบริน”
อัมรานมองไปยังจาบรินด้วยสายตาเป็นคำถาม แต่องค์รักษ์หนุ่มส่ายหน้า พันไมล์เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มและเฉลยให้ทุกคนหายสงสัย
“ซันเดเขาประทับใจในตัวองครักษ์คนสนิทของคุณ เพราะเขาเคยช่วยซันเดไว้จากการถูกพวกเจ้าหนี้รุมโทรมข่มขืน”
“คุณพายหมายความว่าจาบรินเป็นรักแรกพบของซันเดอย่างนั้นหรือครับ” วาคิมเป็นคนเอ่ยถาม
“ประมาณนั้นค่ะ”
พันไมล์ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้ยินมาจากปากของซันเดให้ทุกคนฟัง
“อีกไม่นานเพื่อนรักของเราก็คงจะได้สละโสดตามท่านชีคไปอีกคน” คุณหมอหนุ่มเอ่ยพร้อมกับส่งสายตาล้อเลียนไปยังจาบริน ที่ดูจะงงงันกับเรื่องราวที่เพิ่งจะได้ยินมา
หลังจากคิดทบทวนเหตุการณ์ในอดีตดูอีกครั้ง ทำให้จาบรินนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือซันเดเป็นบุคคลคนเดียวกับเด็กสาวที่เขาเคยช่วยเหลือไว้เมื่อสิบปีก่อน
“ซันเดคือเด็กสาวคนนั้นหรือครับ” จาบรินถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
พันไมล์พยักหน้าเพื่อยืนยันคำตอบเดิมอีกครั้ง
แม้ใบหน้าของจาบรินยังเรียบเฉย แต่ประกายตาเขากลับสดใสเป็นประกาย ก่อนจะถามชายาของท่านชีคว่าตอนนี้ซันเดอยู่ที่ไหน พันไมล์ตอบว่าอยู่ในสวน
“ผมขอตัวสักครู่นะครับท่านชีค”
อัมรานพยักหน้า โดยไม่พูดอะไร แต่หลังจากที่จาบรินคล้อยหลังไปได้ไม่นาน ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันเดินไปที่หน้าต่าง พวกเขาเห็นซันเดนั่งเหม่อมองอยู่เพียงลำพังท่ามกลางแสงจันทร์ ไม่นานนักองครักษ์หนุ่มก็เดินตามมาสมทบ ไม่มีใครรู้ว่าสองหนุ่มสาวพูดคุยอะไรกัน เห็นแต่เพียงซันเดก้มหน้าซบกับฝ่ามือของตนเอง
ส่วนจาบรินก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าหญิงสาว พร้อมกับดึงมือเล็กบางของเธอออก เขาค่อยๆ บรรจงเช็ดน้ำตาให้และดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะดึงร่างบางของซันเดเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
พันไมล์เงยหน้ามองชีคอัมราน ดวงตาของเธอสบประสานกับประกายตาคมกล้าที่ฉายแววรักใคร่ เธอซบไหล่เขา อัมรานโอบกระชับร่างบางของพันไมล์ไว้ในอ้อมแขนที่อบอุ่น
“อีกไม่นานเราคงได้รับข่าวดี” พันไมล์เอ่ย
วาคิมและยะห์ซินที่ยืนมองเพื่อนหนุ่มผ่านหน้าต่างอีกบานได้แต่อมยิ้ม คิดตรงกันว่าอีกไม่นานนี้เพื่อนรักของเขาต้องสละโสดแน่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของฮาร์มาล บารัซก็ต้องจัดเตรียมงานใหญ่ขึ้นอีกครั้ง นั่นคือการจัดพิธีสาบานตนเพื่อขึ้นรับตำแหน่งผู้นำบารัซอย่างเป็นทางการของชีคอัมราน และจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
สองวันต่อมาชีคอัมรานและพันไมล์ได้ชักชวนกันไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับองครักษ์คนสนิททั้งสาม เพื่อไปกราบสักการะองค์เทพีรีฮานน่า ก่อนจะกลับได้แวะไปทักทายพูดคุยกับแม่เฒ่าโซฟิลาอยู่พักใหญ่ แม่เฒ่าเดินออกมาส่งสองหนุ่มสาวและผู้ติดตามที่ด้านหน้าวิหาร
“ยินดีด้วยนะท่านชีค” จู่ๆ แม่เฒ่าก็พูดขึ้น
อัมรานและพันไมล์หันมามองหน้ากัน “ยินดีเรื่องอะไร!” เขาถาม
“ก็ยินดีกับเรื่องที่ทุกคนต่างก็รอคอย”
อัมรานขมวดคิ้วไม่พอใจคำพูดปริศนาของแม่เฒ่า
แม่เฒ่าหัวเราะ ไม่สนใจท่าทีหงุดหงิดของชีคหนุ่ม “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ท่านชีคก็ยังไม่เปลี่ยน”
อัมรานกำลังจะอ้าปากโต้แย้ง แต่พันไมล์ดึงแขนเขาไว้เป็นการเตือน ชีคหนุ่มกลับไม่คิดจะสนใจ เธอจึงรีบพูดขัดขึ้นว่า
“พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อสองคืนก่อนองค์เทพีรีฮานน่ามาปรากฏตัวให้ฉันเห็นในฝันค่ะ”
“พระนางได้เอ่ยอะไรกับท่านชายาบ้างหรือเปล่า” แม่เฒ่าหันไปถามพันไมล์
“เอ่ยค่ะ พระนางบอกว่าได้มอบของสำคัญล้ำค่าอย่างหนึ่งให้กับฉัน และยังเน้นย้ำให้ฉันดูแลของสิ่งนั้นให้ดีๆ แต่ว่าจนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ทราบเลยนะคะว่าท่านมอบของล้ำค่าอะไรให้ คราวที่แล้วพระนางบอกว่าจะมอบสิ่งที่มีค่าอย่างหนึ่งให้แล้วฉันก็ได้เขามา แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่าเขาดีจริงไหม”
“พระนางจะมอบแต่สิ่งดีดีให้กับทุกคนเสมอ”
“คนอื่นอาจจะเห็นว่าเขาดี แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นผู้ชายที่เจ้าเล่ห์มากเลยนะคะแม่เฒ่า”
“พันไมล์” อัมรานเรียกชื่อเธอเสียงเข้ม
หญิงสาวรีบเดินตรงไปยืนตรงหน้าเขา พร้อมกับยิ้มหวานหว่านเสน่ห์
“เมื่อกี้คุณไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูดใช่ไหมคะ”
“ใครว่า ผมได้ยินมันอย่างชัดเจนเต็มสองหู บังอาจนักกล้ามากล่าวหาว่าผมเป็นผู้ชายเจ้าเล่ห์”
“ก็หรือไม่จริงคะ”
แม่เฒ่ายิ้มขณะที่มองสองหนุ่มสาวยืนโต้เถียงกัน ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยเมตตา นึกขอบคุณเทพีรีฮานน่าที่ส่งหญิงสาวน้ำใจงามราวกับพระจันทร์ มาประดับไว้บนผืนทรายเคียงคู่กับผู้นำของบารัซ
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







