เข้าสู่ระบบ“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท”
“เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที
“พ่อจ๋า”
อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่
หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้
“โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ
พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า
“ไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกเชอรีน”
หนูน้อยเชอรีนสะดุ้ง รีบส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อได้ยินคำถามของมารดา
“บอกพ่อมาว่าเกิดอะไรขึ้น”
แม่หนูน้อยเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังอย่างฉะฉาน พร้อมกับโชว์ผลงานซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะใช้มัดตัวฝ่ายตรงข้าม
“นี่ไงคะรอยแผลที่เขากัดเชอรีน”
ทายาทลำดับที่หนึ่งของผู้นำบารัซพูดพร้อมกับยื่นแขน ที่มีรอยแผลเลือดซึมไปตรงหน้าบิดามารดา รอยแผลเด่นชัดที่แขนของเชอรีนซึ่งดูจากความลึกแล้วคาดว่า ถ้ารักษาไม่ดีอาจจะเป็นแผลเป็นได้ในอนาคต ถือเป็นเครื่องยืนยันคำพูดของแม่หนูน้อยได้เป็นอย่างดี
“ลูกไปพบเขาที่ไหน พาพวกเราไปดูซิ”
พวกผู้ใหญ่ต่างยกขบวนเดินตามหนูน้อยเชอรีนไปยังจุดเกิดเหตุ แต่กลับไม่พบเด็กหนุ่มคู่กรณีคนนั้นที่จุดดังกล่าว
“หายไปไหนแล้ว!” เชอรีนเอ่ยเมื่อสอดส่ายสายตาหาจนทั่วบริเวณนั้น ก่อนจะกอดอกด้วยความภูมิใจ
“ฮึ! สงสัยจะกลัวเชอรีนก็เลยรีบชิ่งหนีไปซะก่อน“เธอพูดด้วยความภาคภูมิใจ
เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ใครก็จะเข้ามากันได้ง่ายๆ แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับแอบเข้ามาซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่โดยที่ไม่มีใครรู้
‘น่าแปลกเด็กคนนั้นเข้ามาสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร’ อัมรานครุ่นคิดในใจ
ก่อนจะหันไปสั่งองครักษ์ให้ช่วยกันออกตามหาตัว พ่อหนุ่มน้อยที่บุตรสาวเอ่ยถึง พร้อมกับสั่งให้จัดวางเวรยามเพิ่มเติม เพื่อมาคุ้มกันความปลอดภัยของวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เหล่าองครักษ์ต่างก็เร่งรีบไปจัดการตามคำสั่ง ยกเว้นสามองครักษ์หนุ่มคนสนิทที่ยังคงยืนอยู่ภายในห้องนั้น
เมื่อเรื่องตื่นเต้นจางไป พันไมล์ได้สังเกตเห็นอาวุธคู่กายที่อยู่ในมือของบุตรสาว จึงแบมือไปตรงหน้าเชอรีน
“คืนแม่มาเดี๋ยวนี้”
หนูน้อยเชอรีนเห็นสีหน้าและท่าทางของมารดา ก็รู้เลยว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร จึงรีบนำอาวุธดังกล่าวไปซ่อนไว้ด้านหลังของตนเอง พร้อมหลบตามารดาอย่างมีพิรุธ และในครั้งนี้ดูเหมือนว่าบิดาจะไม่เข้าข้างเธอเหมือนเช่นทุกครั้ง เพราะเขายังคงยืนนิ่งไม่ยอมช่วยเหลือเธอเหมือนเคย
“สารภาพมาเดี๋ยวนี้เลยนะ นอกเหนือจากถูกกัดแล้ว มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก”
คำพูดของพันไมล์ดึงความสนใจจากชีคอัมราน แม่เฒ่า และสามองครักษ์หนุ่มได้เป็นอย่างดี ทั้งหมดต่างก็รอฟังคำตอบจากปากของหนูน้อยเชอรีน เมื่อเจอคำถามนี้ของมารดาทำให้เชอรีนต้องสารภาพ
“เขากัดหนู หนูก็เลย...” แม่หนูน้อยพูดค้างไว้แค่นั้นเพราะรู้ว่า ถ้าเล่าจบจะต้องโดนมารดาจัดการแน่
“ก็เลยอะไร! อย่าบอกนะว่าเราเอาหนังสติ๊กไปยิงหัวเขา เหมือนที่ยิงที่ใส่พวกเหล่าทหารองครักษ์”
แม่หนูพยักหน้า หลบตาอย่างมีพิรุธ และพันไมล์รู้ว่ามีอะไรมากกว่านั้นจึงถามต่อว่า
“แล้วยังไง”
“เขาหัวแตกเลือดไหล....ที่จริงหนูไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เขาบาดเจ็บขนาดนั้นนะคะแม่ คงต้องโทษความแม่นยำของหนู”
ประโยคสุดท้ายของเชอรีนเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าผู้เป็นบิดาและสามองครักษ์หนุ่ม โดยปกติแล้วชีคอัมรานจะฝึกสอนการยิงธนูให้เชอรีนอยู่เสมอ เพื่อฝึกสมาธิของลูก วันไหนที่เขาไม่ว่างสามองครักษ์หนุ่มก็จะผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาทำหน้าที่นี้แทนเขา ทำให้เชอรีนยิงแม่นราวจับวาง
“แม่เคยบอกหนูหลายครั้งแล้วใช่ไหมว่า เราไม่ควรใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา คดีเก่ายังไม่ทันจะได้ชำระ ก็ก่อคดีใหม่อีกแล้วนะ”
“หนูขอโทษค่ะ” เชอรีนหน้าจ๋อยสนิทเมื่อโดนมารดาตำหนิ
“ขอโทษก็คือรู้ตัวว่าทำผิด”
“ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นพร้อมที่จะรับโทษหรือยัง”
เชอรีนพยักหน้าแทนคำตอบ
“หนังสติ๊กและลูกแก้วที่ลุงแทนส่งมาให้ลูกใช้ป้องกันตัวเอง แต่เมื่อลูกนำมันไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แม่จึงจำเป็นต้องยึดของเหล่านั้นไว้ชั่วคราว”
นัยน์ตาของแม่หนูน้อยเบิกกว้าง เมื่อได้ยินบทลงโทษของตัวเองจากปากของมารดา
“ไม่ลิบไม่ได้เหรอคะ หนูสำนึกผิดแล้วจริงๆ” เชอรีนพูดพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน แต่พันไมล์ก็ไม่ยอมใจอ่อน
“ส่งหนังสติ๊กมาให้แม่เดี๋ยวนี้”
หนูน้อยเชอรีนจำใจต้องยื่นอาวุธคู่กายให้มารดา แต่ยังไม่วายเอ่ยถาม
“จะถูกยึดไว้อีกนานไหมคะ”
“มันก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของลูก ส่งลูกแก้วทั้งหมดมาให้แม่ด้วย”
เชอรีนหยิบถุงลูกแก้วออกจากกระเป๋าพร้อมกับยื่นให้มารดาด้วยความเสียดาย
“นอกจากนั้นหนูยังต้องไปขอโทษคนที่หนูยิงลูกแก้วใส่ ทีนี้ก็มาพูดถึงความผิดที่หนูทำไว้ก่อนที่จะหนีมาที่นี่ แม่บอกหลายครั้งแล้วใช่ไหมว่าหนูเป็นพี่ มีหน้าที่ดูแลน้องมิใช่แกล้งน้อง”
“หนูไม่ได้แกล้งทาซัสและมัสซาร์นะคะ หนูแค่แต่งตัวให้น้องเลียนแบบพวกอินเดียแดง เท่ดีออก”
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะแต่งตัวให้หนู แบบที่หนูแต่งให้น้องบ้างเอาไหม”
เชอรีนรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







