LOGIN“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง
“ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ”
“คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย
“ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน”
ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ
“พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา”
“ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน”
ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...”
“ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
“ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่”
ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกและเครื่องสำอางของมารดา มาเขียนหน้าเขียนตาให้บุคคลทั้งสาม แถมยังสั่งแกมบังคับให้คนไปนำหางนกยูงตัวโปรดของบิดา มาทำเป็นที่คาดหัวและนำมาประดับตกแต่ง ตามตัวหนูน้อยทั้งสามให้เหมือนกับพวกอินเดียแดง
ความผิดสองเด้งแบบนี้ไม่ทำให้หนูน้อยหนักใจ ถึงขนาดต้องมาหาที่หลบซ่อนตัวเท่ากับการที่แม่หนูลงมือทำร้ายทหารองค์รักษ์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้แม้เชอรีนจะมีอายุเพียงแค่ห้าขวบ แต่ก็ทราบดีว่าถ้าบิดาทราบเรื่องจะต้องไม่พอใจแน่นอน แต่แม่หนูถือคติว่ารู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี เกิดอะไรก็ตามหนีมาตั้งหลักก่อนดีที่สุด
เธอจำต้องหาที่หลบซ่อนตัวชั่วคราว และฐานใต้รูปสลักขององค์พระแม่เทพีรีฮานน่า น่าจะถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพราะสถานที่แห่งนี้แม่เฒ่าใช้สำหรับประกอบพิธีบูชาองค์มหาเทพ เพื่อสื่อสารกับองค์เทพีรีฮานน่า ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามมิให้คนนอกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงนับว่าปลอดภัยที่สุด
ในขณะที่กำลังคลานเข้าไปหาที่ซ่อนอยู่นั้น เชอรีนจึงได้เห็นว่าที่ซ่อนตัวประจำของตนเอง ถูกยึดครองโดยเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบขวบ ที่หน้าตาเปื้อนฝุ่นทราย เนื้อตัวสกปรกมานั่งหลบซ่อนอยู่ และกำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาหวาดระแวง เขาขยับร่างผอมกระด้างของตัวเองเบียดแนบกำแพงยิ่งขึ้น
ยิ่งเมื่อดวงตาคมกริบดำสนิท ประสานนิ่งเข้ากับดวงตากลมโต ใสกระจ่างสีน้ำตาลซึ่งอ่อนใสไร้เดียงสา เด็กหนุ่มจึงจ้องเขม็งกลับไปด้วยแววตาดุดัน
“ไสหัวไป” เขาคำรามเสียงแหบแห้งลอดไรฟันดุดัน
เชอรีนชะงักค้าง แต่แม่หนูหรือจะหนี เด็กน้อยเท้าสะเอวจ้องมองเขา
“นายเป็นใคร เข้ามาทำอะไรที่นี่” เชอรีนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
พ่อหนุ่มน้อยมองตรงมาที่เชอรีนด้วยสายตาหวาดระแวง ก่อนจะตวัดสายตาผ่านเด็กหญิงไป ราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้ เชอรีนผู้ไม่คุ้ยกับการไม่ถูกใส่ใจ จึงขยับไปใกล้แล้วถามย้ำอีกครั้งว่า
“นายเป็นใคร!?”
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่น แสร้งไม่ได้ยินคำถามนั้น มองเมินไปทางอื่น
“หูไม่ดีหรือไง ถามทำไมไม่ตอบ” เชอรีนถามอีกครั้ง
คิ้วเรียวขมวดยุ่ง ลืมปัญหาวุ่นวายของตัวเองไปในทันที เมื่อมีของเล่นแปลกใหม่มาให้เล่นอยู่ตรงหน้า
“แม่นมที่โรงผ้าก็หูไม่ค่อยดี แต่นั่นเพราะเขาแก่แล้ว” แม่หนูน้อยถามอย่างสงสัย ชะโงกไปดูอีกฝ่ายใกล้ๆ อีกครั้ง
“แต่นายไม่แก่ ทำไมหูถึงไม่ได้ยิน” เด็กน้อยถามอย่างไร้เดียงสา
นอกจากอีกฝ่ายจะไม่สนใจตอบแล้ว ยังปัดมือเล็กที่เอื้อมมาจะจับที่ใบหูเขาเต็มแรง
“โอ๊ย! เจ็บนะ” เชอรีนร้อง
“ไปให้พ้น ” เขาตวาด น้ำเสียงวางอำนาจ
หนูน้อยเชอรีนไม่พอใจที่ถูกอีกฝ่ายเอ่ยปากไล่กันซึ่งหน้า เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยมีใครกล้าพูดจาเช่นนี้กับเธอมาก่อน ที่ผ่านมามีแต่คนรักและคนตามใจเธอมาโดยตลอด ไม่ว่าจะต้องการอะไรก็ไม่มีใครกล้าขัดใจ ยกเว้นมารดา แล้วเขาเป็นใครจึงกล้ามาพูดจาไล่เธอเช่นนี้
“เราไม่ไป นายมีสิทธิอะไรมาไล่เรา” เชอรีนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“พูดมาก...น่ารำคาญจริง” พ่อหนุ่มน้อยพูดเสียงเข้ม พร้อมกับขึงตาใส่เชอรีน
“กล้าดียังไงมาว่าเรา ไม่รู้หรือไงว่าเราเป็นใคร”
เชอรีนเอ่ยพร้อมกับยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มรุ่นพี่ในท่าพร้อมลุย แม้ว่าเขาจะตัวโตกว่าแต่คนอย่างเธอไม่เคยกลัวใคร
“ยัยเด็กบ้า ไปให้พ้นๆ ไป!” เขาตวาด พร้อมกับขยับตัวออกจากที่ซ่อน เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะปลอดภัยอีกต่อไป หากเด็กหญิงตัวน้อยไปบอกพ่อแม่ ไม่แคล้วเขาต้องถูกจับตัวได้อย่างแน่นนอน
เชอรีนเม้มปากด้วยความไม่พอใจ เมื่อได้ยินคำขับไล่ราวกับเธอเป็นหมูเป็นหมาจากปากเด็กหนุ่ม นัยน์ตาของแม่หนูน้อยเปล่งประกายวาวโรจน์
“นายแอบเข้ามาในนี้ได้ยังไง ที่นี่เขาห้ามไม่ให้คนนอกเข้า”
“เรื่องของเราไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า จะไปไหนก็ไป ยังไม่รีบไปอีก” หนุ่มน้อยเอ่ยปากไล่แล้วไล่อีก แต่ดูเหมือนว่าแม่หนูน้อยตรงหน้าจะฟังไม่เข้าใจ
“ไปก็ได้ แต่นายต้องไปกับเราด้วย”
เชอรีนพูดพร้อมกับเดินตรงเข้าไปฉุดมือพ่อหนุ่มน้อยคนดังกล่าว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมทำให้มีการยื้อยุดฉุดกระชากกัน สุดท้ายเด็กชายคนนั้นกัดแขนเชอรีนสุดแรงจนเลือดไหลซึมออกมา เพื่อให้เธอปล่อยมือเขา
“โอ๊ย! เจ็บนะไอ้หมาลอบกัด” เชอรีนสะบัดมือที่ถูกกัดจนเลือดซึม เจ็บจนน้ำตาคลอ ยืนร้องไห้มองเด็กหนุ่มอย่างเจ็บแค้น ซึ่งอีกฝ่ายไมได้สนใจจะเข้ามาปลอบอะไร กลับเหลียวมองรอบตัวเพื่อหาทางหลบหนีต่อไป
แม่หนูน้อยโมโหเดือดที่โดนกัด และอีกฝ่ายไม่คิดจะขอโทษ “นาย!...” เธอตวาด
เขาหันกลับมามอง
“รู้จักเชอรีนน้อยไปซะแล้ว” ว่าแล้วมือน้อยๆ ก็จึงหยิบหนังสติ๊กพร้อมลูกหินซึ่งเป็นอาวุธคู่กายชิ้นใหม่ ที่ลุงแทนไทส่งมาให้จากเมืองไทย ยิงใส่อีกฝ่ายด้วยความแม่นยำ
“เยส!!”
หนูน้อยเชอรีนพึงพอใจในผลงาน ความแม่นยำของตนเองได้เพียงแค่เสี้ยววินาที แต่เมื่อเห็นคิ้วของคู่ต่อสู้แตกเลือดไหลอาบหน้าก็รู้สึกตกใจ ทำให้ผงะก้าวถอยหลังไปและเตรียมที่จะเผ่นหนี หนุ่มน้อยคนดังกล่าวโมโหเดือดตวาดก้อง พร้อมกับจะคว้าตัวแม่หนูน้อยมาลงโทษ แต่เชอรีนแสนฉลาดรู้ตัวก่อนจึงใช้ความไววิ่งหนีไปได้อย่างหวุดหวิด
“ยัยหมาบ้า ประสาทเสียจะรีบไปไหน“
“ใครจะโง่อยู่ให้นายจับตัว”
“กลัวจนหัวหดน่ะสิไม่ว่า”
“ใครบอกว่ากลัว เราจะไปตามคนมาช่วยต่างหาก รออยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งหนีไปไหน”
เชอรีนตะโกนตอบกลับไปอย่างไม่ยอมลดลาวาศอก แม้จะยังปากเก่งแต่เลือดที่ไหลลงมาไม่หยุดทำให้เธอเร่งฝืเท้ายิ่งขึ้น เพื่อไปตามแม่เฒ่ามาช่วยคู่กรณี
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







