Masukผู้นำบารัซกลับมาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในสายวันต่อมา เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงที่ฝ่ายวัฒนธรรมจัดขึ้นก่อนวันบุหลันโซฮา แต่เขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของพันไมล์ มีเพียงฟาร์ฮาเท่านั้นที่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลเขา
“พันไมล์หายไปไหน ทำไมถึงไม่มาดูแลผมตามหน้าที่” อัมรานเอ่ยถาม
“เธอไม่ได้หายหน้าไปไหนหรอกค่ะท่านชีค แต่ไปช่วยดูแลบุตรสาวของท่านหัวหน้าเผ่าเฮฌามาค่ะ”
คำตอบของฟาร์ฮาสร้างความประหลาดใจให้กับชีคหนุ่ม คิ้วของเขาขมวดยุ่ง
“ทำไมต้องเป็นพันไมล์ ในเมื่อจัสตินพาเลซมีคนคอยทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว”
“ไม่ว่าใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจเธอค่ะ โน่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่ได้ ชาร้อนมากเกินไปเธอก็ไม่ดื่ม พอไปเปลี่ยนมาให้ใหม่ เธอก็บอกไม่เอาแล้วจะดื่มกาแฟแทน ชุดที่เราจัดเตรียมมาให้ เธอก็ติว่าสีนี้ไม่เหมาะกับสีผิวของเธอ ให้ไปเปลี่ยนมาใหม่ เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกก็ยังไม่ถูกใจ คนของเราที่ถูกส่งเข้าไปทำหน้าที่คอยรับใช้คุณลัยลา ต่างก็พากันส่ายหัวในความเรื่องมากของเธอ”
“แล้วพันไมล์ไปยุ่งอะไรกับเขา ไม่ใช่หน้าที่ซะหน่อย”
อัมรานโมโห เมื่อรู้ว่าลัยลาไม่รู้จักกาลเทศะ บังอาจมาใช้พันไมล์ราวกับเธอเป็นคนรับใช้ ทั้งที่เธอเป็นแขกคนสำคัญของเขา ที่สำคัญไปกว่านั้นภายในจัสตินพาเลซมีคนทำหน้าที่นี้อยู่มากมาย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นพันไมล์
ฟาร์ฮายิ้มเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มแสดงอาการหงุดหงิด
“คุณลัยลาเธอมาขอร้องให้คุณพันไมล์ ไปช่วยดูแลเธอแทนคนที่เราส่งไปทำหน้าที่นี้ค่ะ เธอบอกว่าไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนที่นี่ รู้จักก็แต่คุณพันไมล์คนเดียวเท่านั้น ก็เลยขอร้องให้คุณพันไมล์ช่วยทำหน้าที่นี้แทน”
ชีคหนุ่มแม้จะหงุดหงิด แต่เขาก็ไม่ออกความเห็นอะไร ยอมให้ฟาร์ฮาทำหน้าที่ดูแลเขาแทนพันไมล์
ทันทีที่อัมรานลงมาด้านล่างเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังสถานที่จัดเลี้ยง เขาก็พบว่าลัยลาซึ่งอยู่ในชุดที่เรียบร้อยสวยงามมายืนดักรอเขาอยู่
“ท่านชีคกำลังจะไปงานเลี้ยงใช่ไหมคะ ลัยลาขอไปด้วยคนนะคะ”
เมื่อบุตรสาวของหัวหน้าเผ่าเฮฌามาเห็นชีคหนุ่มยังคงนิ่งเฉย ทำให้เธอต้องเอื้อนเอ่ยวาจาเพื่ออธิบายให้เขาเข้าใจ
“ท่านลุงรู้ว่าลัยลามาพักอยู่ที่นี่ ก็เลยเดินทางมาพบและชักชวนให้ไปร่วมงานเลี้ยงที่ท่านลุงจัดขึ้น”
หญิงสาวสังเกตเห็นชีคหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ จึงกล่าวชี้แจงเพิ่มเติม
“ลัยลาหมายถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เราเป็นญาติกันค่ะ เมื่อท่านลุงชวนลัยลาก็เลยรับปากว่าจะไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรก็เลยจะขอไปที่นั่นพร้อมกับท่านชีค ได้ใช่ไหมคะ หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนท่านชีคมากจนเกินไป”
“ได้สิ...ถึงยังไงผมก็ต้องไปที่งานเลี้ยงนั้นอยู่แล้ว”
“ขอบคุณมากนะคะท่านชีค ที่ยอมให้ลัยลาเดินทางไปที่นั่นพร้อมกับท่านชีค”
ลัยลาแอบยิ้มที่ทุกอย่างดูจะเป็นไปตามแผน เธอตั้งใจที่จะไปเปิดตัวต่อทุกสื่อในงานพร้อมกับท่านชีค
การออกงานบุหลันโซฮาของชีคอัมรานในครั้งนี้ เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนตามคาด เพราะทันทีที่ผู้นำบารัซปรากฏตัวขึ้น กองทัพนักข่าวต่างก็พร้อมใจกันเข้ามาขอสัมภาษณ์ชีคหนุ่ม ที่เดินทางมาพร้อมกับสาวสวยนิรนาม ทุกคนล้วนให้ความสนใจหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างชีคอัมราน พวกเขาต่างสงสัยว่าหญิงสาวผู้โชคดีคนนั้นเป็นใครมาจากไหน
ฮาร์มาลจ้องมองหลานชาย ที่กำลังยืนให้นักข่าวถ่ายภาพด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง ตอนแรกเขาประเมินอัมรานว่าไร้พิษสงและเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือ ที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
แต่แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขนาดเขาทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดหลานชายออกไปให้พ้นทาง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะดวงดีรอดมาได้ทุกครั้ง ทำให้เขาเจ็บใจมาจนถึงทุกวันนี้ที่ทำอะไรเสือร้ายตัวนี้ไม่ได้เลย ทุกอย่างล้วนผิดแผนไปหมด
หลังจากยืนให้นักข่าวถ่ายภาพอยู่ครู่หนึ่ง อัมรานก็ขอตัวเดินแยกจากมา โดยเจตนาที่จะทิ้งลัยลาไว้กับนักข่าวเพียงลำพัง และเมื่อหันไปเห็นผู้เป็นอาจึงเดินตรงเข้าไปทักทาย
“เข้าใจเปิดตัวนี่...หลังจากหายไปนาน" ฮาร์ามาลถามพร้อมกับปลายหางตาไปทางลัยลา
อัมรานมองตามสายตาของท่านอา รอยยิ้มบางผุดขึ้นอย่างเป็นปริศนา
"ท่านอาสนใจเธอหรือครับ แม้จะเด็กไปนิดแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ท่านอาน่าจะชอบ"
ฮาร์มาลชักสีหน้า แต่ชีคหนุ่มไม่สนใจ เรื่องรสนิยมความชอบเด็กสาวๆ ของฮาร์มาลเป็นที่เลื่องลือ ใครๆ ต่างก็ทราบถึงรสนิยมในเรื่องนี้ของเขาเป็นอย่างดี
ฮาร์มาลหัวเราะ "คนนี้อาขอผ่าน...ดูท่าเขาจะชอบหลานมากกว่า...เปิดตัวได้ดีนะ ไม่นานบารัซคงได้รับข่าวดี"
อัมรานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ใบหน้าหล่อเหล่าปรากฏรอยยิ้มที่ฮาร์มาลรู้ว่าเป็นรอยยิ้มเยาะ
"ครับ ข่าวมักจะสร้างความประหลาดใจให้เราได้เสมอ" คราวนี้ฮาร์มาลไม่คิดที่จะรักษามารยาท
ชายชรามีท่าทีเดือดดาล แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ เห็นทุกคนกำลังจับตามองเขากับชีคอัมรานเป็นตาเดียว จึงเลือกที่จะไม่แสดงออกถึงความโกรธนั้น พร้อมกับเบี่ยงประเด็นในการสนทนา
“หลานเข้าใจเลือกใช้คน”
“ผู้นำที่ดีควรจะใช้คนให้ถูกกับงาน” อัมรานตอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“คนที่อาแนะนำไปไม่ดีตรงไหน”
“ไม่ใช่ไม่ดีครับท่านอา แต่ผมเห็นว่าเขายังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเหล่านั้นมากกว่า ผมก็เลยปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม”
“ไม่เหมาะยังไง”
“ก็คนของท่านอาเชี่ยวชาญทางด้านข่าวกรอง แต่ท่านอากลับแต่งตั้งให้เขามาคุมคลังอาวุธ ผมเห็นว่ามันไม่เหมาะก็เลยปรับเปลี่ยน และคนที่ท่านอาเลือกมาบางคนวัยวุฒิยังไม่ถึง ก็ต้องเป็นผู้ช่วยไปก่อนจริงครับท่านอา”
คำตอบของอัมรานทำให้ฮาร์มาลโกรธแค้นหนักขึ้นกว่าเดิม เขาได้แต่ขบกรามแน่น และเลือกที่จะพูดเบี่ยงประเด็น
“อาได้ข่าวมาว่าหลานถูกลอบทำร้าย”
อัมรานยิ้มเยาะที่มุมปาก และตอบด้วยน้ำเสียงหมางเมิน “การข่าวของท่านอาไวเช่นเคยนะครับ”
“แล้วอาการเป็นไง ดีขึ้นหรือยัง”
ฮาร์มาลถามเหมือนห่วงใย แต่สายตากลับเป็นตรงกันข้าม
“ขอบคุณสำหรับความห่วงใย แต่ผมมันเป็นพวกกระดูกเหล็ก ไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกครับ”
“นับว่าเจ้ายังโชคดีที่รอดมาได้และเดินทางกลับมาได้ทันเวลา ตอนที่อาได้ยินข่าวว่าเจ้าถูกลอบทำร้ายก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่เห็นเจ้าไม่เป็นอะไรแบบนี้ก็ค่อยเบาใจ”
“ไม่ต้องห่วงครับท่านอา ไอ้พวกที่ชอบทำตัวเป็นหมาลอบกัด ทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ”
ผู้สำเร็จราชการบารัซรู้สึกโกรธมาก ที่ตนเองถูกเด็กเมื่อวานซืนอย่างอัมรานหลอกด่า
เมื่อพิธีการสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น อัมรานโค้งคำนับให้ฮาร์มาล พร้อมกับเอ่ยปากขอตัวเดินจากไป ทิ้งให้ฮาร์มาลยืนเดือดดาลจนยากที่จะระงับอารมณ์ไว้ได้อยู่เพียงลำพัง
ผู้นำบารัซกล่าวเปิดงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาอยู่ร่วมงานไม่นานก็ปลีกตัวออกมาโดยไม่บอกกล่าวใคร แต่ได้สั่งกำชับให้วาคิมรอกลับพร้อมลัยลา
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







