Masukทันทีที่กลับมาถึงจัสตินพาเลซชีคอัมรานได้เรียกตัวท่านนายพล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมและนายพลด้านการทหารที่เกี่ยวข้องเข้าพบเป็นการด่วน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับคำสั่งโยกย้ายกำลังพลโดยพลการของผู้สำเร็จราชการบารัซ
“เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรครับท่านนายพล”
“เมื่อสองสามวันก่อนท่านฮาร์มาลมาที่กรม เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งทางการทหารของเราครับท่านชีค หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นทางการ พอผมทราบเรื่องก็รีบสั่งให้คนของผมแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านชีคทราบโดยด่วน ก่อนที่จะมีการประกาศออกไปอย่างเป็นทางการ”
“ผมว่าท่านฮาร์มาลตั้งใจที่จะเปลี่ยนถ่ายกำลังพล โดยใช้คนของฝ่ายตนเองเข้ามาแทนที่ทหารของฝ่ายเราครับท่านชีค” รัฐมนตรีกลาโหมคาดคะเน
“แล้วท่านนายพลก็จะยอมทำตามคำสั่งของท่านอา”
“ไม่ใช่เช่นนั้นครับ แต่ท่านฮาร์มาลใช้สิทธิของการเป็นผู้สำเร็จราชการ เซ็นคำสั่งโยกย้ายกำลังพลบางส่วน โดยนำคนของตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนคนเดิมในช่วงเวลาที่ท่านชีคไม่อยู่ ผมไม่สามารถที่จะขัดขืนคำสั่งเหล่านั้นได้ จึงสั่งให้คนของผมแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านชีคทราบ”
เมื่ออัมรานได้ความชัดเจนว่าท่านอา ถือโอกาสใช้ช่วงที่เขาไม่อยู่ในบารัซ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำทางด้านการทหารโดยพลการ การกระทำเหล่านั้นของท่านอาทำให้เขาโกรธมาก
แต่ก็ยังคงนิ่งเฉยไม่แสดงออกให้คนอื่นรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
“ท่านชีคจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรครับ” รัฐมนตรีกลาโหมเอ่ยถามผู้นำบารัซ
ตอนแรกชีคอัมรานใช้ความนิ่งแทนคำตอบ ซึ่งแม้แต่ยะห์ซินที่คอยติดตามเจ้านายหนุ่มมานาน ก็ยังมิอาจเดาใจชีคหนุ่มได้ว่าเขาคิดเช่นไรกับสถานการณ์นี้
อัมรานคาดเดาว่าการที่ท่านอาของเขา พยายามที่จะแทรกแซงทางการทหาร โดยการส่งสายของตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้น ก็เพื่อเตรียมปูทางที่จะยึดอำนาจไปจากเขาในอนาคต ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด หลังจากนิ่งเงียบอยู่นานชีคหนุ่มก็เอ่ยออกมาในที่สุด
“พรุ่งนี้ท่านนายพลประกาศคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งทางการทหารได้เลยนะครับ”
แม้รัฐมนตรีกลาโหมจะแปลกใจกับการตัดสินใจของผู้นำบารัซ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งเขาก็ต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‘ว่าไงว่าตามกัน’
จากนั้นเขาก็เอ่ยปากขอตัวกลับ และรับปากว่าพรุ่งนี้จะดำเนินการทุกอย่างตามคำสั่งของท่านชีค
“เชิญครับ”
“ผมเชื่อว่าการโยกย้ายทางด้านการทหารในครั้งนี้ของท่านฮาร์มาล จะต้องมีแผนการอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่ เราควรรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรดีครับท่านชีค” ยะห์ซินเอ่ยเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง
“คงต้องรอดูกันต่อไปว่าท่านอาจะมาไม้ไหน”
“ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้ เราควรเรียกตัวจาบรินกลับมาไหมครับท่านชีค”
ชีคหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของยะห์ซิน “ส่งคนของเราไปตามตัวจาบรินกลับมา”
“ครับ”
หลังจากนั้นอัมรานและยะห์ซินก็เดินทางไปพบแม่เฒ่าที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำบารัซได้พูดคุยกับแม่เฒ่าโซฟิลาตามลำพังสองต่อสองอยู่นานพอสมควร แม้แต่ยะห์ซินที่ติดตามมาด้วยก็ยังแปลกใจที่เขาถูกกันไว้ให้รออยู่แต่ภายนอก เมื่อเสร็จภารกิจชีคหนุ่มจึงขอลากลับ โดยมีแม่เฒ่าเดินออกมาส่งที่ด้านหน้าวิหาร
“ข้าดีใจที่ท่านรักษาคำพูด” แม่เฒ่าเอ่ยขึ้น
อัมรานชะงักฝีเท้า พร้อมหันกลับมามองแม่เฒ่าด้วยแววตาเป็นคำถาม
หญิงชราหัวเราะ และพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ท่านคงไม่เชื่อ ถึงได้ไม่ใส่ใจต่อคำทำนายของข้า”
ผู้นำบารัซเพียงแต่พยักหน้า เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยจะเชื่อถือเรื่องเหล่านี้ ฉะนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาชีคหนุ่มจึงได้แต่นิ่งฟังแม่หมอประจำเผ่า ทำนายทายทักเกี่ยวกับชะตาชีวิตของเขา โดยไม่ออกความคิดเห็นใดใด เพื่อตัดปัญหาและความรำคาญเขาจึงมักจะทำเฉยเสียต่อทุกเรื่องที่แม่เฒ่าเอ่ยทัก
“การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เรายุ่งจนลืมเวลา”
แม่เฒ่าผู้ผ่านโลกมามากหัวเราะอีกครั้ง นางเอื้อมมืออันเหี่ยวย่นมากุมมือชายหนุ่มไว้
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนถูกลิขิตไว้แล้ว และมันนำท่านกลับมาที่นี่ก่อนวันบุหลันโซฮาจนได้”
“เมื่อไรแม่เฒ่าจะเลิกพูดอะไรที่เป็นปริศนาแบบนี้ซะที มีอะไรก็บอกกันมาตรงๆ เลยดีกว่า” เขาพูดอย่างรำคาญและหมดความอดทน
“ความอดทนเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้นำ” หญิงชรายังกล่าวเตือนแบบไม่เกรงกลัวโทษภัย
อัมรานขบกรามแน่นพยายามที่จะระงับอารมณ์ แต่เมื่อเห็นแววตาเปี่ยมไปด้วยเมตตาของแม่เฒ่า เขาก็คลี่ยิ้มบางเบาพร้อมกับโค้งคำนับ โดยไม่เอ่ยอะไร
“จงทำตามที่หัวใจของท่านเรียกร้อง ชีคอัมรานไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยไปตามกระแส” แม่เฒ่าประกาศก้อง
แต่คราวนี้อัมรานไม่หยุดถาม เขาขึ้นอาชาตัวเก่งและพามันเหยาะย่างกลับไปยังจัสตินพาเลซอย่างเชื่องช้า สีหน้าของชีคหนุ่มบ่งบอกว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ท่านชีคคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ” ยะห์ซินเอ่ยถาม
“นายหมายถึงเรื่องอะไร!”
“ก็เรื่องคำพูดของแม่เฒ่าเมื่อกี้นี้ไงครับ”
“จะให้คิดอะไร ก็อย่างที่แม่เฒ่าบอกนั่นแหละ ปล่อยมันไปตามกระแส อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







