LOGINหลังจากงานแต่งงานสุดสวีทของพ่อกับแม่ผ่านไปห้าเดือน....
“แทน แทนจ๋า มากินข้าวกัน”
ผมแกล้งล้มตัวลงนอนแล้วหลับตา...
เสียงเดินตึงๆ ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นเหมือนเจ้าตัวกำลังใกล้เข้ามา ผมแกล้งหรี่ตาดู เห็นข้อเท้าขาวๆ พร้อมกับเท้าเล็กมายืนตรงใกล้กับตรงที่ผมนอน พร้อมกับเสียงหวานใสดังขึ้น
“นอนอีกแล้ว นอนอยู่ได้ นอนอะไรนักหนานะ ไปกินข้าว พี่ทำกับข้าวไว้แล้ว ว้าย!”
ประโยคหลังเธอร้องกรี๊ดลั่นอย่างตกใจ เมื่อผมที่ทำนอนนิ่งอยู่ คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของเธอ เล่นเอาเธอเกือบเสียหลักล้มก้นกระแทก ผมลุกขึ้นนั่งพร้อมกับอมยิ้ม มองดูเธอค้อนผมอย่างเอ็นดู
“ตาบ้า แกล้งแบบนี้เกิดพี่ล้มลงไปจะทำยังไงล่ะยะ”
“ถ้าพี่แหวนล้มหัวฟาดไป ตายผมก็จะทำศพให้ ถ้าไม่ตายผมก็จะเลี้ยงดูตลอดชีวิตเลย”
เจ้าหล่อนทำตาโต แล้วนั่นล่ะครับ เธอปรี่ไปที่ไม้กวาดที่วางแอบๆ อยู่ใกล้ประตู ผมที่มองอาการของเธออยู่แล้วลุกพรวดขึ้นก่อนจะชิงวิ่งหนีนำไปก่อน
“ตาน้องบ้า แช่งพี่รึยังไง ต้องตีๆ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา”
“เรื่องอะไรล่ะ พี่แหวนอยากทำโทษผม ก็วิ่งให้ทันสิ ฮาๆๆๆ”
เหมือนอาราเล่
ครับ...น่ารักเหมือนการ์ตูนเรื่องนั้นเอาจริงๆ พอวิ่งไม่ทันเข้า แหวนดอกไม้ก็หยุดไล่ผม แล้วนั่งแปะลงกับพื้นเอาดื้อๆ พลางโยนไม้กวาดไว้ข้างตัว ผมก็เหมือนจะป้องกันตัวไว้ก่อน ด้วยการยืนกอดอกอยู่ไกลๆ เธอ แล้วยักคิ้วส่งให้เธอ
“พอแล้ว พี่เหนื่อย ยอมแพ้”
“อีกนิดน่ะพี่แหวน จะได้รีดไขมันออกอีกสักกิโลสองกิโล ไขมันเยอะนะเราน่ะ เวลาวิ่งมากๆ จะได้ละลายออก”
ผมแกล้งว่าหยอกเกินจริง เธอแลบลิ้นหลอกผม แล้วก้มลงมองตัวเอง สายตาผมก็พลอยมองตามไปด้วย ผมมองไล่ไปตามหน้าเล็กๆ จิ้มลิ้มนั่น บ่าไหล่ ต่ำไป...บางส่วนก็ฟ้องว่าเธอไม่ได้เด็กเหมือนหน้าตา นั่นก็คือ...หน้าอกขนาดเกินตัว เอวคอดบาง และสะโพกกลมกลึงนั่น ถึงเธอจะตัวเล็กแต่หุ่นสมส่วน เธอเป็นคนเตี้ย ที่ไม่ได้ขาสั้นอย่างที่ผมเคยปรามาสคนตัวเล็กๆ ไว้ว่าคงจะขาสั้น แต่แหวนดอกไม้ไม่ได้ขาสั้นเลยสักนิด มันเรียวยาวสมส่วน
น่าลูบ...
อะแฮ่ม!!
“อ้วนสิพี่ อ้วนมากด้วย ไม่สังเกตหรือไงว่าเอวกระโปรงคับๆ นะเดี๋ยวนี้”
“ไม่คับสิ” เธอว่า แล้วขมวดคิ้ว พร้อมกับเอามือจับเอวตัวเอง
“หรือว่าอ้วน?”
“ไหน” ผมเดินตรงมานั่งใกล้เธอ แล้วจับเอวเล็กนั่น มันนิดเดียวจริงๆ ครับ เธอร้องกรี๊ดอย่างตกใจ ส่วนผมหัวเราะชอบใจ
“ตาบ้า!”
“บ้าจี้หรือยังไงพี่แหวน หึๆ ไม่อ้วนหรอก ผมล้อเล่นล่ะ ตัวนิดเดียวยังกับมด มีอย่างเดียวล่ะที่โตๆ” ผมอมยิ้ม แล้วยักคิ้ว แล้วเหล่ตาลงมองตรงส่วนที่นูนเด่นของเธอ แหวนดอกไม้หน้าแดงแจ๊ดเลยล่ะครับ มือทำท่าจะคว้าไม้กวาดอีกรอบ ดีที่ผมรีบห้ามไว้ก่อน
“อย่านะพี่แหวน อะไรกันน่ะ?”
“ก็...จะว่าอะไรพี่โตล่ะ อีตาบ้า อีตาลามก ไอ้น้องชายบ้า”
“โอย...ผมจะบอกว่าที่โตๆ น่ะ ตาพี่แหวนต่างหาก คนอะไรกันตาโตเป็นนกฮูก ฮ นกฮูกตาโต โตหลาย โตคักๆ”
“ฝรั่งบ้าอะไร มาโตคักๆ”
“ฝรั่งนี่ล่ะครับ”
ผมยิ้ม มาอยู่เมืองไทยนานวันเข้า ได้เรียนรู้อะไรมากหลายอย่าง โดยเฉพาะภาษา ผมชอบภาษาไทยจริงๆ น่ะครับ มันมีคำแสลง มันพลิกแพลงไปมาได้ ภาษาที่เหมือนโน้ตดนตรี มีเสียงสูงๆ ต่ำๆ คำซ้ำ คำผวน ไอ้อันหลังนี้ ผมมาสนุกกับมันอย่างมาก แล้วก็เพิ่งรู้ว่า คนไทยก็ทะลึ่งทะเล้นไม่แพ้ชาติใดในโลกเหมือนกัน นั่นก็เพราะเพื่อนของผมที่เป็นคนไทยนี่ล่ะครับ
ผมมีเพื่อน?
แล้วตอนนี้พ่อกับคุณบุษก็พากันปิดร้านเอาเสียดื้อๆ เพราะพ่อของผมอ้างว่าเหนื่อยนัก จะต้องไปเคลียร์งานเก่าที่รับไว้แล้วปฏิเสธไม่ได้ พ่อจ้างคุณบุษให้หยุดร้าน แล้วไปเที่ยวด้วยกัน เอ่อ...นี่ล่ะครับพ่อของผม
เราก็เลยปิดร้านครับ ทำสองคนไม่ไหวจริงๆ เฮ้อ...กงเกมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำ อดสิครับ ต้องมาช่วยขายผลไม้ ขายขนม ขายกับข้าวแทน ผมสุดท้ายที่ต้องเป็นเชฟตัวจริงแทนพ่อ พยายามอย่างหนักที่จะไม่ค่อยให้ลูกค้าได้เห็นหน้า ไม่อย่างนั้นก็คงจะดังมากขึ้นไปอีก กระแสหนุ่มหล่อนี่มันช่างน่ากลัวเสียจริงๆ ผมนึกถึงคำของแบลร์ กิล นักทำสารคดี ที่เวลาเห็นตัวอะไรก็ช่าง ฮีมักจะบรรยายเสียงทุ้มนุ่มว่า โอ้...สาวน้อย นั่นล่ะครับสาวๆ ทั้งหลายก็มองพ่อเป็นแบบนั้น และขืนผมโผล่ไปอีกคน พวกเจ้าหล่อนก็คงจะมองหน้าผมแล้วพูดว่า
โอ้...สาวน้อย
เอาผมไปรุมปู้ยี่ปู้ยำทางโซเชียลแน่ๆ ฮืออออออออ
ผมไม่ใช่พ่อนะครับที่จะหว่านเสน่ห์ไปเรื่อย
“มัวแต่ชวนพี่เล่น ไปกินข้าวกันดีกว่า หิวแล้ว”
“ทำอะไรกินน่ะพี่แหวน”
“พี่ทำเป็นอยู่สักกี่อย่างกัน” เธอยิ้มตาวิบวับ...เอาอีกล่ะ...ยิ้มที่ชวนให้ผมยิ้มตาม
“ไข่เจียว น้ำปลาพริกยินดีนำเสนอเลย”
“จริงๆ มาบอกให้ผมไปทำก็ได้นะ หรือไม่พี่แหวนก็ต้มบะหมี่เอาก็ได้ ผมชักจะเบื่อแล้วไอ้ไข่เจียวนี่”
ผมทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกับเธอ มีไข่เจียวหมูสับส่งกลิ่นหอมน่ากินอยู่บนโต๊ะ เป็นเมนูเพียงอย่างเดียวที่เธอทำแล้วภูมิใจว่ามันอร่อย แหวนดอกไม้ถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วบ่นเสียงงุ้งงิ้งเหมือนแมว
“ก็พี่ไม่ได้ทำกับข้าวเก่งเหมือนแม่ เหมือนพ่อ เหมือนแทนนี่นา ทำเป็นแต่แบบนี้ แค่นี้อะ แต่ก็ทำให้ด้วยใจนะ อยากจะดูแลน้องชายคนเดียวของพี่นี่นา เห็นว่าแทนมัวแต่ยุ่งกับคอมคงจะทำงาน ใครจะกล้าเรียกแทนให้ทำกับข้าวให้กินล่ะ”
“เยอะจริงๆ พี่แหวน”
“อย่าเล่นหัว คนไทยเค้าถือ” เธอว่า พร้อมกับทำตาดุใส่ผม
“ยิ่งมาเล่นหัวพี่ เล่นหัวคนโตกว่า ไม่ดีนะตาแทน”
“หึๆ แต่พี่แหวนไม่ได้โตกว่าผมเลยนี่นา” ผมว่าแล้วตักข้าวกิน เธอค้อนผมขวับ แล้วทำหน้างอๆ ใส่ผม พลางบ่นอีกแล้ว
“ก็ใช่สิ พี่มันเตี้ยตัวนิดเดียว เหมือน...หมาลอดรั้ว ฮือๆๆ ไม่เหมาะจะเป็นพี่สาวแทน ฮือๆๆๆ ทำกับข้าวก็ไม่เป็น ทำเป็นแต่ขนมบัวลอยอะ ที่แทนชมว่าอร่อย แง้”
“อ้าวๆๆๆ พี่แหวน เฮ้ย อะไรล่ะนั่นน่ะ”
ผมถึงกับอ้าปากหวอ ตกใจที่จู่ๆ เธอก็ปล่อยโฮกลางโต๊ะอาหารเสียอย่างนั้น เธอไม่ตอบผมครับ ลุกหนีแล้ววิ่งเข้าห้องไปเลย ผมก็ได้แต่อ้าวสิครับ
นี่มันอะไรกันหว่า
ผมไปพูดอะไรไม่ดีหรือเปล่าวะนั่น
ฮ่วย!
“พี่แหวน”
“หืม...มีอะไรจ๊ะ”
นั่นเธอยิ้มกว้างให้ผมด้วย พร้อมกับเปิดดูของกินไปด้วย เธอร้องว้าวก่อนจะตักพาสต้าเดินออกไปนั่งที่ชานบ้านซึ่งตอนนี้ลมกำลังพัดเย็นเลยล่ะครับ ผมเดินถือตะกร้าขนมปังอบ และสลัดตามเธอออกมา ก่อนจะนั่งแปะลงข้างเธอ แล้วกระแอม
“พี่แหวน”
“อร่อยจัง” เธอตอบแล้วยิ้มส่งให้ผม ผมมองเธอแล้วกระแอมอีกรอบ อยากรู้จริงๆ นี่นาว่าเธอโกรธอะไรผมเข้า
“ตกลงว่าพี่แหวนโกรธอะไรผม”
“โกรธ? โกรธอะไร”
“นี่ไม่โกรธผมแล้วเหรอ”
“เรื่องอะไร”
“แนะยังจะมาถาม ตอนกลางวันร้องไห้ใหญ่โตออกจะขนาดนั้น ผมตกใจหมดตอนพี่แหวนทิ้งช้อนโครมแบบนั้นอะ”
“แหม...” ดูเหมือนเธอจะหน้าแดงนิดๆ แล้วยิ้มแหย พลางทำตาโต
“วันเบาๆ น่ะ พี่ก็เลย...เป็นแบบนั้น”
“อะไรเบา”
ผมบางทีก็ยังงงกับศัพท์แสงภาษาไทยอยู่น่ะครับ เลยทำหน้ามึนๆ ใส่เธอ แหวนดอกไม้แก้มแดงก่ำ แล้วพูดเบาๆ
“พี่เป็น PMS”
“หืม?” ครับผมก็ยังคงงงอยู่ดี ไอ้โรคนี้มันโรคอะไรร้ายแรงเหมือนไบโพล่าหรือเปล่านะ เธอถึงทำเป็นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
“ไปตรวจไหมพี่แหวน โรคอะไรของพี่นี่ ดูมันน่ากลัวอยู่นะครับ มันเหมือนไบโพล่า หรือซึมเศร้าหรือเปล่า”
“คือ...มันเป็น...” เธอทำหน้ายู่ยี่ไปหมด ตอนที่พยายามจะอธิบาย สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือก แล้วก็ตบหลังมือผมเบาๆ
ผมเป็นฝ่ายทำหน้ายู่ยี่บ้างหนนี้ นี่มันโรคระบาดในผู้หญิงหรือยังไงกัน PMS นี่ ผมจะต้องเฝ้าระวังอาการของเธออย่างใกล้ชิดเสียแล้วล่ะครับ แล้วคืนนั้น หลังจากที่พักมือจากงาน ผมก็รู้แล้วล่ะว่าแหวนดอกไม้เป็นโรคอะไร
อ้อ...
อ๋อ...
โอเคเลยครับผม
อีกวันต่อมาเธอลงมาทานข้าวช้า ผมรับหน้าที่เป็นพ่อครัวไป เพราะไม่อยากกินแต่ไข่เจียว หน้าตาเธอดูเพลียๆ พิกล แล้วก็นอนพักตลอดบ่าย ผมไปหาข้อมูลว่าคนที่เป็นวันเบาๆ ใช่ครับ ทำไมผู้หญิงจะต้องอายด้วยกับการที่จะบอกว่า เอ่อ...ประจำเดือนฉันมานะ มันก็เรื่องปรกติของเพศไม่ใช่เหรอ แล้วอายอะไรกัน
“อะไรน่ะ” เธอขมวดคิ้วเมื่อผมส่งกระเป๋าน้ำร้อนให้ ผมยักไหล่
“ผู้ช่วยในวันเบาๆ ไงพี่แหวน วันนี้ผมจะทำงานบ้านให้ก็แล้วกัน พี่แหวนจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาก้มๆ เงยๆ ผมจะไปเตะบอลกับไอ้คมแล้วก็แวะซื้อไก่ทอดมาฝากก็แล้วกันตอนเย็น จะได้ไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวาย”
“แทน” เธอยิ้มให้กับผม ยิ้มวิบวับทั้งๆ ที่หน้าซีดนั่นล่ะครับ จนอย่างนี้ก็ยังน่ารัก
“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก” ผมว่า แหวนดอกไม้หัวเราะแหะๆ
“พี่ไม่ได้จะขอบคุณ พี่จะฝากแทนซื้อของให้หน่อย พี่ไปไหนไม่รอดจริงๆ”
“ซื้ออะไร?”
ผมเลิกคิ้ว เธอหน้าแดงก่ำ แล้วเอ่ยอุบอิบ พร้อมกับยื่นเงินส่งให้ผม ผมถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วรับเงินจากเธอ เธอเป็นผู้หญิงคนแรกจริงๆ ที่ผมทำอะไรให้ถึงขนาดนี้
“เดี๋ยวแวะเซเว่นก่อน”
ผมว่า ไอ้คมที่ตอนแรกขำแทบตายกับความตื่นเต้นเซเว่นของผม ตอนนี้ชักจะชินแล้วครับ เวลาผมร่ำร้องจะเข้าไปในนั้น ผมบอกเหตุผลกับหมอนี่ว่า มันมีอะไรมากมายในร้านแค่นั้น สารพัดจริงๆ เบอเกอรี่สด ไปจนถึงข้าว ไปจนถึงอาหารสุขภาพ
“จะซื้ออะไรวะ หิวอะไรอีกพ่อคุณ”
“ผ้าอนามัย”
ผมตอบหน้าตาเฉย ก็จะอายทำไมล่ะครับ เรื่องธรรมชาติ เรื่องโคตรปรกติ แต่ไอ้คมทำตาโต หน้าแดงก่ำเลยล่ะ มันกระซิบถามผม
“ซื้อให้ใคร?”
“พี่สาวกูไง”
ตอนนี้ภาษาไทยผมพัฒนาขึ้นสุดๆ ล่ะครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะไอ้คมนี่ล่ะ เล่านิดก็แล้วกันครับ ผมรู้จักหมอนี่ก็เพราะเซเว่นนี่แหละครับ ผมยืนทำตาโตอยู่ตรงเชลล์ของกิน ก็มันมีสารพัดจริงๆ หมอก็มาสะกิด ทักผมว่าอยู่บ้านตรงกันข้ามใช่ไหม แล้วก็ชวนผมไปเตะบอล ง่ายแสนง่าย ผมก็ตามไปอย่างใจง่าย ไม่รู้ทำไม อะไรดลใจ แล้วก็กลายเป็นเพื่อนกันไปเสียอย่างนั้น ตั้งแต่วันนั้น เรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดมา หมอนี่เป็นผู้ชายที่ผมเผลอใจง่ายเป็นเพื่อนด้วยในเวลาอันรวดเร็วที่สุดแล้ว
“มันแปลกประหลาดตรงไหนกัน ก็แค่ผ้าอนามัย” ผมว่า แล้วขมวดคิ้ว ขณะที่ไอ้คมหัวเราะ
“แปลกสิ คือ...ถ้าเป็นกู กูไม่ซื้อ กูอาย ของแม่กู กูยังไม่กล้าซื้อให้เลย มึงใจกล้าดี เทพๆ กูนับถือ”
เออ มันก็มานับถืออะไรกันแปลกๆ จริงๆ ว่ะ มนุษย์...
ผมแอบสั่นหัว ฟังไอ้คมพูดเรื่อยเจื้อยเล่านั่นนี่ไป มีหมอนี่เป็นเพื่อน ก็...แปลกๆ ดีนะครับ ไอ้คมเป็นคนพูดมาก มีแนวคิดแปลกๆ ซึ่งมันส่วนใหญ่อาจจะเป็นแนวคิดหรือค่านิยมของผู้ชายประเทศนี้หรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างเรื่องทัศนคติเรื่องผู้หญิง เรื่องการใช้ชีวิต การเรียน การยอมรับนับถือกันแบบผู้ชาย ใช้ของแบรนเนม อืม...ก็...มันก็ต้องปรับตัวไปอีกสักพักนั่นแหละครับ ถึงจะชิน
ผ้าอนามัย...
มันกลายเป็นโจทย์ยากเมื่อผมไปยืนตรงนั้นแล้วอ่าน...แล้วเลือก...ตายห่าล่ะ ผมจะเลือกอะไร ยังไงแบบไหนไปให้เธอกันล่ะนี่ ทำไมเรื่องวันนั้นของผู้หญิงมันช่างดูมากมายเยอะแยะ จะต้องยาวขนาดไหน กี่เซนติเมตรหว่า จะต้องหนา? หรือจะต้องบาง จะต้องหอมไหม จะต้องเย็นไหม
จะทำยังไงดีล่ะหว่า ควรจะโทรถามพี่แหวนไหม?
ผมตัดสินใจโทรถามดีกว่าล่ะครับ ทางนั้นถึงกับหัวเราะกิ๊ก เมื่อรู้ว่าผมโทรมาถามทำไม เธอบอกยี่ห้อมา บอกสีของห่อมา บอกว่าขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกแต่แรก ทำให้ผมต้องวุ่นวายคิดแทน
ได้ของแล้ว ผมก็จ่ายเงิน ระหว่างทางที่เดินกลับไอ้คมแวะทักกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่จอดรถที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะถึงบ้านผม
“พี่แบงค์ กลับมาแล้วเหรอพี่”
“อ้าวคม” ผู้ชายคนนั้นทักตอบเพื่อนผม แล้วยิ้มเลยมาให้ผม ผมยิ้มนิดๆ ตอบเขา มาอยู่สยามเมืองยิ้มนี่ ผมก็สไมล์ง่ายขึ้นในระดับหนึ่งล่ะครับ
“มาเมื่อวานล่ะ จะกลับมาอยู่บ้านเราแล้ว”
“โห...เจ๋งไปเลยพี่”
“มานี่สิ พี่มีของมาฝากคมด้วย”
เขากวักมือเรียกไอ้คม ที่ชิ่งจากผมวิ่งไปหาอีกฝ่ายอย่างว่องไว ไม่ยักจะแวะแนะนำให้ผมรู้จักกับพี่แบงค์ของมันเลยสักนิด
แต่ผมก็ไม่ได้อยากจะรู้จักอะไรหรอกครับ
แต่อีกสองวันถัดมา ผมก็ได้รู้จักผู้ชายคนนั้นจนได้
“แต่งงานกันนะพี่แหวน” มันคือคำทักทายแรกของผมในตอนเช้าเมื่อเจอเธอ แหวนดอกไม้ทำตาโต พลางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะอุทานออกมาอย่างงๆ“หะ”“หะ เหออะไรเล่า” ผมจับมือเธอมากุมไว้ แล้วก็รูดแหวนที่นิ้วก้อยของตัวเอง สวมเข้าหมับที่นิ้วนางด้านซ้ายของเธอ จะบอกว่าผมรู้ขนาดครับ ก็เคยลองเอาแหวนที่นิ้วนี้ของเธอมาสวมดู มันสวมได้พอดีกับนิ้วก้อยของผม เรียบร้อย ผมจับแหวนดอกไม้ของผมล็อกแล้ว หนีไปไหนไม่ได้แล้ว หึ หึ หึ“อะไรของแทน”เธอขำครับ แล้วก็หน้าแดงไปด้วย พยายามดึงมือจากมือผม แต่เรื่องอะไรผมจะปล่อย ผมจับมือเธอไว้ แล้วมองตาเธอด้วยสายตาที่มุ่งมั่นจริงจังสุดๆ แล้วในชีวิตล่ะ“ผมบอกว่ารักแล้ว พี่แหวนก็เกี่ยงนั่นนี่โน่น กลัวนั่นนี่ ผมก็เลยนอนคิดทั้งคืน เราแต่งงานกันเลยดีกว่า พี่แหวนจะได้เลิกกลัว ดีไหม”“แล้วถ้าแทนเป็นอย่างที่พี่กลัว ใครจะรับผิดชอบ”เธอคงจะแกล้งพูดนั่นแหละครับ แนะๆ กลั้นยิ้มไม่อยู่ล่ะสิ ปลื้มล่ะสิ ผมรู้นะว่าเธอชอบทับทิมสีแดง ผมอุตส่าห์ไปแอบทำไว้ กะจะให้เธอในวันเกิด แต่เอาเป็นแหวนหมั้นเสียเลย“ผมไม่มีทางเป็นแบบนั้น เอาอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าผมทิ้งพี่แหวน หรือทำตัวไม่ดีกับพี่แหวน ผมอนุญาตให้พี่แ
ตั้งแต่กลับมาวันนั้น...สิ่งที่ผมมุ่งมั่นตั้งใจไว้เฮ้อ...มันก็พังไปเบาๆ น่ะครับ เพราะการเริ่มต้นค่อนข้างวุ่นวายพอสมควรกับร้านของเรา เราปิดร้านไปนานพอสมควร เรื่องผลไม้อีก อ้อ..ทับถมไปต่อเนื่องด้วยปัญหาภายในของบริษัทของผม จึงทำให้ผมต้องรีบบินกลับไปหาสองเพื่อนซี้เพื่อทำการแก้ปัญหา และยังถูกให้อยู่ต่ออีกนิดหนึ่ง เพราะแม่ของบ็อบเสียชีวิต ผมจึงต้องอยู่ช่วยเหลือเพื่อนรักทางจิตใจ ระหว่างนั้นผมก็ไม่ได้ทิ้งแหวนดอกไม้ให้อยู่คนเดียว ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตที่ทำให้ผมติดต่อเธอได้ตลอดเวลาแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนล่ะซีกโลกก่อนมาผมจ้างไอ้คม ครับ จะมีใครล่ะที่จะเป็นหูเป็นตา เป็นมือเป็นเท้าให้ผมอย่างดีได้เท่าเพื่อนรักคนไทยคนนี้อีก ให้ช่วยเหลือดูแลแหวนดอกไม้ มันรับคำอย่างเต็มใจเลยล่ะครับ แล้วมันก็ยังขนญาติลูกพี่ลูกน้อง มาช่วยงานในร้านอีกสองคน มันบอกว่าจะได้ผนึกกำลังกัน แนะ...คนอื่นไว้ใจไม่ได้ผมต้องห่างจากเธอมาเกือบสองเดือนแล้วล่ะครับ ผมกะว่ามะรืนนี้จะบินกลับเมืองไทย บอกเธอไว้แล้วด้วยว่าจะขนอะไรไปฝากบ้าง ดูเหมือนเธอจะเหม่อๆ แปลกๆ พิกลระยะหลังนี่ เอ...แต่เดี๋ยวผมก็รู้ครับว่าทำไมผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าระบบร้าน
เราตกลงมาเที่ยวเหนือกันครับ ขับรถมากันเรื่อยๆ ค่ำไหนก็นอนนั่น ดูสถานที่ชิลๆ น่าเที่ยวจากคู่มือท่องเที่ยวบ้าง เฟซบุ๊กบ้าง ก็สนุกดีนะครับ เราเที่ยวกันจริงจังสามจังหวัด คือลำปาง แพร่ และน่าน ผมมีความสุขที่ได้เห็นเธอเริ่มยิ้มกว้าง ยิ้มวิบวับบ่อยขึ้น เราชิมอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ มีบางอย่างที่ผมชอบมาก คือไส้อั่ว กับน้ำพริกอ่อง ชอบขนาดขอสูตรจากร้านที่ไปนั่งกินกันเลยล่ะครับ แถมเขาก็ใจดีไม่หวง ชวนผมทำด้วยซ้ำ อาจจะเพราะคุกกี้สูตรของย่า ที่แหวนดอกไม้เอาติดตัวมาแล้วให้ป้าแกชิมก็เป็นได้ จึงเกิดการแลกสูตรลับกันเกิดขึ้น มีความสุขกันไปทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียวเรากะว่าทัวร์นี้จะจบลงที่จังหวัดน่านครับ แล้วเราจะกลับไปที่นครปฐม เริ่มเปิดร้าน ขายผลไม้ของพวกเราเสียที คืนนี้เรานอนโฮมสเตย์ครับ เจ้าของบ้านพาเราไปทำกิจกรรมมาทั้งวันอย่างสนุกสนาน ตบท้ายด้วยอาหารพื้นเมือง ที่ผมกินไปร้องโอมายก็อดไปด้วยความเผ็ดอย่างน้ำพริกน้ำปู จนเจ้าของบ้านหัวเราะผม มีผักแปลกๆ ให้กินแกล้มกับน้ำพริก ผมเพิ่งรู้ว่ายอดมะม่วงสีออกน้ำตาลอ่อนๆ นี่มันกินได้! อเมซิ่งมาก อร่อยสุดๆ เมื่อเอากินกับลาบหมู ไก่มะแข่น อันหลังนี่เด็ดจริงๆ รสชาต
จะให้ผมเล่าถึงเรื่องไอ้แบงค์น่ะหรือครับ ขยับเข้ามาใกล้ๆ สิครับ ใกล้อีกนิด...ขอผมระงับอารมณ์นิดหนึ่งน่ะครับเอาล่ะ...พร้อม...ไอ้คมเล่าว่า ที่มหาวิทยาลัยที่ไอ้แบงค์สอน เรื่องที่ไอ้แบงค์รับปรับเกรดนักศึกษา จากทั้งตัว ทั้งเงิน เหอๆ เป็นเรื่องจริงน่ะสิครับ แล้วเรื่องก็แดงโร่ ตอนที่มีนิสิตคนหนึ่ง ปรับเกรดกับมันทุกเทอมจนท้อง...แล้วมันก็ให้เค้าไปทำแท้ง ความแตกตรงที่ว่านิสิตคนนั้นตกเลือด และพ่อแม่เค้าไม่ยอม จะเอาเรื่องมัน ก็สมควรล่ะไอ้เลว! ต่อหน้าทำเป็นคนดีนักนี่ เขาเรียกร้องค่าเสียหายจากมันเป็นจำนวนเงินก้อนโต ถึงล้านบาทครับแล้วเงินก้อนโตที่ว่าน่ะ มันเสือกมาหลอกเอาจากแหวนดอกไม้นี่สิเรื่องปิดไม่มิด ตรงนิสิตคนนั้นที่ตอนแรกนึกว่ามันจะรักเค้าจริง แต่พอรู้ว่ามันมีแฟนออกหน้าออกตาคือแหวนดอกไม้ และเที่ยวปรับเกรดไปทั่ว นั่นแหละครับ นางจึงเอาทุกอย่างมาแฉเรื่องนี้ลือลั่นสนั่นมาก เกือบๆ จะได้ลงเป็นเนตไอดอลกัน แต่พ่อแม่ของนิสิตสาวหน้าบาง จับลูกสาวล้างน้ำใส่ตะกร้า ใช่ไหม? ผมจำไม่ค่อยได้กับคำเปรียบเปรยแบบนี้ หรือใส่ตะกร้าล้างน้ำอะไรสักอย่างนี่ล่ะ เลยมีข่าวกันแค่ในมหาวิทยาลัย หลุดๆ ออกมาเป็นท
หลังงานทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ผมกับแหวนดอกไม้ไปส่งย่าและป้าเอ็มที่สนามบินเสร็จเรียบร้อย เคลียร์เรื่องทุกอย่าง เช่นค่าใช้จ่ายงานของพ่อและแม่เรา พ่อของผมมีพินัยกรรมด้วยครับผมเพิ่งรู้ และพินัยกรรมของพ่อทำให้ย่าและป้าเอ็มถึงกับยิ้มไปตามๆ กันพ่อให้อสังหาริมทรัพย์กับย่า และ ป้าเอ็ม รวมถึงเงินรองรังจำนวนหนึ่ง ผมก็ได้เงินและหุ้นของพ่อ คุณบุษก็ได้สิทธิ์ในหุ้นและเงินของพ่ออีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมันก็ตกเป็นของแหวนดอกไม้ไปโดยปริยายเพราะเธอเสียชีวิตลงแล้ว ส่วนของคุณบุษ...ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะน่ารักขนาดมีทำประกันชีวิตไว้โดยมีผมเป็นผู้รับผลประโยชน์ ในกรมธรรม์ฉบับหนึ่ง เหมือนเธอจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้าของตนเองหรือเปล่าหนอ...ผมอดคิดในใจไม่ได้ เพราะที่เธอยกให้ผมนั้นคือประกันชีวิตที่เพิ่งจะส่งเบี้ยประกันได้ไม่ถึงปีจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ผมก็ต้องจัดการเรื่องต่อไปล่ะครับนั่นก็คือเรื่องของบุคคลที่ทุกคนต่างฝากฝังเธอไว้กับผม แหวนดอกไม้เธอดูอ่อนแอและบอบบางในสายตาใครต่อใคร ญาติๆ ของเธอ แม้กระทั่งญาติของผม ก็บอกให้ผมอย่าทิ้งเธอ ให้อยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าเธอจะตั้งหลักทำใจได้ การสูญเสียแ
สองปีผ่านไปครับ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้กลับไปหาครอบครัวอย่างที่ตั้งใจไว้ เฮ้อ...รักแรกของผม รักที่แท้จริงและจริงจังตอนอายุสิบแปด ไฉนมันถึงฝังลึกยาวนานนักก็ไม่รู้สิครับผมมาอยู่ที่แอลเอ กับบ็อบ และโทมัส สองเพื่อนซี้คู่หูทำเกมของผม เราเปิดบริษัทครับตอนนี้ บริหารงานกันเป็นเรื่องเป็นราวตามแบบของเรา ถือได้ว่าเป็นนิวเจนที่ประสบผลสำเร็จกันตั้งแต่อายุยังน้อย ความสำเร็จทำให้พวกเราเหลิงกันนิดๆ แต่ไม่ถึงขั้นจะเตลิดอะไรกันมาก ผม...อาจจะเพราะเป็นคนมีปมที่มีพ่อเป็นคนดัง เลยค่อนข้างจะปิดตัวเอง ใช้ชีวิตแบบอาร์ตๆ ประหลาดๆ (มีคนว่าแบบนั้นนะ) ผมซื้ออพาร์ทเม้นท์ขนาดกลาง เลี้ยงสัตว์เลี้ยงคือปลาทองคู่หนึ่ง ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เดตบ้างอะไรบ้างตามประสาหนุ่มโสด ยังไม่คิดจะจริงจังกับใคร...ก็ใจมันยังไม่ปิ๊งนี่ครับ ผมยังไม่ลืม...เธอคนนั้นได้สักทีบ็อบเองก็มีครอบครัวที่ต้องดูแล เงินที่ได้มาถึงขั้นระดับเศรษฐีย่อยๆ ของเขาส่วนหนึ่งกลายเป็นค่ารักษาน้องสาวคนเดียวที่ป่วยหนัก แบมบูน้องสาวของเขาเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง แม่ของเขาเป็นโรคซึมเศร้า ยายเป็นโรคอัลไซเมอร์ ส่วนพ่อของเขานั้น...อย่าไปพูดถึงดีกว่านะครับ เป็น







