INICIAR SESIÓNเฉินลี่น่าเดินสวนกับหนุ่มหล่อร่างสูงโปร่งที่หน้าร้านกาแฟก็ถึงกับตาเหลือกเดินเอียงข้างเข้าไปหาฉีชิง กัดฟันพูดเบาๆ “ชิงชิง! เธอเห็นผู้ชายคนนั้นไหม หล่อ...มว๊าก...” เฉินลี่น่าลากคำพูดท้ายยาว “อืม เห็นแล้ว” “เดี๋ยวนะ! สีหน้าเหมือนไม่แคร์นี่ แกล้งทำใช่ไหม” เฉิน ลี่น่าชี้หน้าฉีชิง ฉีชิงอมยิ้ม “ไม่เลย...แคร์สิ! หล่อขนาดนี้ หาเจอได้ง่ายๆ ที่ไหน” พูดจบสายตาของหล่อนก็เหลือบมองโทรศัพท์มือถือ “เอ๊ะ! อย่าบอกนะว่าเธอได้วีแชทเขามาแล้ว” “อืม...เขาก็คือ หนิงหลวนเคอตัวจริง” คำพูดของฉีชิงทำให้เฉินลี่น่าทำหน้าเหมือนตัวตลก สองตาเบิกโพลงและฉีกยิ้มกว้าง “ชิงชิง ฉันว่าฉันจะต้องรีบไปเร่งหัวหน้าแผนกให้ฉันเข้าไปทดสอบระบบบ้างแล้ว” “คิวของเธออีกสามเดือนไม่ใช่เหรอ” “ฉันว่า...เปลี่ยนเป็นสัปดาห์หน้าจะดีกว่า” เฉินลี่น่ายิ้มเจ้าเล่ห์ ฉีชิงมองเงินโบนัสหนึ่งล้านหยวนในบัญชีกองทุนแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คิดไม่ถึงว่าการเข้าไปทดสอบระบบทะลุมิติจะได้รับโบนัสมากขนาดนี้ ‘กองทุนนี้ทำกำไรปีละแปดเปอร์เซ็นต์ รอให้มีมากพอจะซื้อบ้านเงิน
“ตอนบ่ายก็พักซะ พรุ่งนี้ค่อยส่งรายงานการทดลองระบบส่งมาให้ฉันก็แล้วกันนะ” หัวหน้าแผนกของหล่อนยิ้มน้อยๆ ก็กลับออกไป ฉีชิงอีคิดถึงเมื่อเช้าที่ตนเข้าไปในแคปซูลนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงสองชั่วโมงแท้ๆ เหมือนยาวไกลเพราะทำให้หล่อนเข้าไปในอยู่ในยุคโบราณเกือบปี แคปซูลของผู้ที่ชนะเกมแล้วและแสดงเจตจำนงของออกจากระบบจะไหลลงมาจากคอนโดแคปซูลที่อยู่ซ้อนด้านหลังนับร้อยแคปซูล ในระหว่างที่ฉีชิงเข้าไปอยู่ในระบบซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีคนอีกมากมายที่เข้าไปทะลุมิติด้วยการใช้ระบบที่แตกต่างกัน และเข้าสู่คนละยุคกัน คงมีเพียงความบังเอิญเท่านั้นที่ทำให้หล่อนกับ หนิงหลวนเคอเข้าไปในยุคเดียวกัน พอฉีชิงกำลังจะเดินออกจากประตูบริษัท หญิงสาวสองคนก็วิ่งเข้ามาหา “เธอกลับมาแล้วเหรอ ชิงชิง เป็นไงบ้าง” เฉินลี่น่า[1]ร้องทัก ฉีชิงหันไปเห็นเพื่อนโปรแกรมเมอร์ก็ยิ้มให้ “ยังมึนอยู่นิดหน่อย แต่ดีที่แคปซูลนอนสบาย” เฉินลี่น่าคล้องแขนข้างหนึ่งของฉีชิง ส่วนอีกข้างเป็นฉินเสี่ยวโหรว[2] โปรแกรมเมอร์หญิงผู้ดูแลระบบล้านตำลึงที่เคยทะลุมิติไปก่อน
หนิงหลวนเคอได้ยินว่าคะแนนในระบบของมู่ชิงอีใกล้จะครบล้านตำลึงก็หน้าเสีย “คุณจะทิ้งผมไว้แบบนี้ไม่ได้นะ ในยุคนี้มีเราอยู่สองคน คุณรอผมหน่อยไม่ได้เหรอ” “คะแนนของคุณน่าจะอีกไกลเลย ฉันว่าให้ฉันกลับไปก่อนเถอะ” “ไกลที่ไหนกัน ตอนนี้คะแนนผมเจ็ดแสนกว่าแล้ว” “หืม! คุณมาแป๊บเดียวทำไมคะแนนเยอะนัก” “คุณไม่รู้อะไร วิตามินที่ผมเอาไปขายให้คนเฒ่าคนแก่พวกนั้น นอกจากจะได้ราคาดีแล้ว ยังได้คะแนนความซาบซึ้งอย่างมากด้วย” “เอาเปรียบจัง! ฉันค้าขายจนหัวเป็นเกลียว ยากลำบากแทบตาย แต่คุณแค่ขายวิตามินก็ได้ทั้งเงินทั้งคะแนนความซาบซึ้ง” “เขาเรียกคนฉลาดต่างหาก คุณไม่รู้เหรอ คนที่รวยแล้ว มักจะต้องการให้ตนเองอายุยืน” เด็กหญิงนิ่งฟัง “ถ้าฉันอยู่ฉันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ” “เอางี้ ผมจ้างคุณหมื่นหยวน ถ้าคุณอยู่เป็นเพื่อนผมที่นี่ กลับออกไปผมจะจ่ายคุณหมื่นหยวนดีไหม” “หมื่นหยวน! เอาสิ! คุณสัญญาแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดเด็ดขาด” “คุณกลัวด้วยเหรอ ผมเป็นลูกค้าบริษัทคุณอยู่แล้ว กลับออกไปก็ไปตามทวงผมได้” “ตกลง! ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณที
“คราวนี้ฉันตั้งใจจะไปทำการค้าในเมืองหลวง อยากให้ครอบครัวมู่กับหว่านมีกิจการใหญ่จะได้ไม่ต้องห่วงพวกเขาหลังจากฉันกลับไปแล้ว” “อืม...ผมเองก็ควรทำเอาไว้เหมือนกัน เพราะท่านนายอำเภอต้องดูแลชาวบ้าน เขาเสียสละและอุทิศตน ทว่าเบี้ยหวัดที่ทางการให้ น้อยเหลือเกิน หากผมทำให้เขามีเงินทองมากๆ วันหน้ามีเหตุใดเกิดกับชาวบ้าน เขาก็จะมีเงินทองคอยช่วยเหลือคน” “อืม จริงของคุณ” “อันที่จริง ผมยังไม่ได้เล่าให้คุณฟังว่า ในเมืองต้าซานผมแอบทำกิจการเอาไว้แล้ว” “กิจการอะไรเหรอ” มู่ชิงอีเอียงคอด้วยความสงสัย “โรงเตี๊ยมสี่ฤดู” “เอ๋! ฉันได้ยินว่าโรงเตี๊ยมนั่นมีถึงสองแห่งแล้วไม่ใช่เหรอ คุณไปเอาเงินที่ไหนมาทำ” หนิงหลวนเคอยิ้มน้อยๆ “ผมสารภาพก็ได้ ผมกดเอาวิตามินออกไปขายให้พวกเศรษฐีสูงวัยในอำเภอ ได้ราคาดีมากเลยล่ะ เก็บเงินไม่นานก็พอจะซื้อโรงเตี๊ยมเก่ามาได้ จากนั้นก็ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมารีโนเวท[1]ที่นั่นใหม่ กลายเป็นโรงเตี๊ยมสี่ฤดูสาขาแรก จากนั้นก็สะสมเงินอีกครั้งและเปิดสาขาสอง ผมเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ก็วางแผนจะเปิดสาขาสามและสาขาสี่” มู่ชิงอีฟ
เพี๊ยะ!ฝ่ามือของฉีอ้ายเหม่ยฟาดลงบนแก้มข้างหนึ่งของหลานสาวอย่างแรงจนปรากฏรอยนิ้วมือทั้งสี่“หุบปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย เป็นเพราะความคิดชั่วๆ ที่ท่านย่าของเจ้าสั่งสอนจึงทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังส่งต่อความคิดผิดๆ มาให้เจ้าอีก”ฉีเฉิงตกตะลึงเมื่อเห็นภรรยาด่าทอหลานสาวอย่างรุนแรง เขาขยับเข้าไปประคองหลานสาว “ซูเยว่...เจ้า..เหตุใดต้องตบหลินเอ๋อร์ด้วย”“ท่านพี่ หากว่าท่านไม่ฟังคำเตือนของข้า ออกไปทำเรื่องเลวทรามเช่นนั้นพร้อมกับพี่ใหญ่ ป่านนี้คนที่ถูกโบยและเนรเทศไปทำงานหนักก็คงมีท่านอยู่ด้วยแล้ว”ฉีเฉิงหุบปากฉับ ความคิดที่จะต่อว่าภรรยาหมดสิ้นลงทันที คำพูดของนางล้วนเป็นความจริง ที่ผ่านมา ซูเยว่คอยเตือนเขาอยู่ตลอด ไม่ให้ไปร่วมมือกับพี่ชายและมารดาในการทำความคิด แต่ถึงอย่างไร ฉีกุ้ยหลินก็เป็นหลานสาวของเขาซูเยว่เห็นสามีลังเลก็รีบเตือนสติ “สกุลฉีหมดสิ้นแล้ว ต่อให้เสี่ยวฟู่จะเก่งสักเพียงใดก็หมดโอกาสที่จะได้เป็นขุนนางเพราะมีบิดาต้องโทษ หากท่านอยากเห็นสกุลฉีพินาศยิ่งกว่านี้ก็เอาความคิดของท่านแม่ของท่านมาสั่งสอนหลานของท่านต่อไปเถิด แต่อย่ามาสอนอ้ายเหม่ยของข้า ต่อไปข้าจะให้นาง
ฮูหยินผู้เฒ่าล้มแปะลงกับพื้น หันไปจ้องหน้าเสิ่นชิวเยว่เขม็ง “เจ้า! เจ้าไม่ควรรอดตาย ข้าอุตส่าห์ให้คนถึงสองคนบีบคอเจ้าให้ตายแล้วแท้ๆ พวกเขาบอกข้าว่าเจ้าตายแล้ว ฝังเจ้าไว้ชานเมือง แต่เจ้า! เจ้ากลับรอดมาได้” เสิ่นชิวเยว่พุ่งเข้าไปใช้เท้าถีบเข้าที่อกของไฉเอินจนแหงนหงาย “คนเลว!” ใต้เท้าถานและนายอำเภอหนิงออกมาจากข้างในเรือนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ในอำเภอและมือปราบร่วมห้าสิบคน “พวกเจ้าได้ยินเต็มสองหูแล้วนะ ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฉีสารภาพแล้วว่าเป็นคนสั่งฆ่าฮูหยินเสิ่น ข้าจะลากนางกลับไปสอบสวนต่อเดี๋ยวนี้” หนิงเฉิงกวางประกาศ ใต้เท้าถานตรงเข้าไปหามู่เต๋อและเสิ่นชิวเยว่ “พวกท่าน ไม่เป็นอันใดนะ” เสินชิวเยว่ยืนตัวสั่น ดวงตาเลื่อนลอย “ท่านพี่! ท่านไม่ควรถูกคนเลวทำร้าย!” การสอบสวนความผิดแต่หนหลังของฉีจ้าวหลิงและไฉเอินทำให้นายอำเภอหนิงพบเรื่องชวนตะลึง ฉีจ้าวหลิงบิดาของฉีหนิงจินที่เสียชีวิตไปแล้ว ที่แท้ซุกซ่อนความผิดฐานฆาตกรรมเอาไว้ และคาดว่าฮูหยินผู้เฒ่าไฉเอินก็รู้เรื่องนี้ด้วย “ฉีจ้าวหลิงกับไฉเอิน หลบหนีความผิดได้ แต่ไม่พ้นบ่วงกรรม หลังจาก
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้วขอรับ” ฉีเป่ากลืนน้ำลายหลายอึกลงคอ กลิ่นของปลานึ่งบ๊วยยากจะต้านทานไหว หว่านอี้ซูเก็บคำพูดกลืนลงคอ นางรู้ว่าบุตรสาวคงต้องลำบากที่ข้างนอกเป็นแน่ หากนางคิดจะขโมยคงยากที่จะได้ปิ่นโตไม้มาในสภาพปกติ “เช่นนั้นไปนำเอาข้าวสวยเมื่อเช้ามาแบ่งกันเถิด” เมื่
“ได้ๆ เหมาะกับเหลาสุราของข้าพอดี เอาเป็นว่าข้าซื้อเอาไว้ลองขายดูก็แล้วกัน” เถ้าแก่เซียวหันไปดูรอบร้าน “วันนี้ลูกค้ายังไม่เข้าเสียด้วย และลูกค้าก็ไม่ค่อยเยอะ ข้ายังไม่ต้องการแรงงานเพิ่ม ถ้าซื้อมันฝรั่งพวกนี้ของเจ้าเอาไว้ เจ้าก็จะได้มีเงินใช้ ข้าให้เจ้าห้าตำลึงก็แล้วกัน” ฉีชิงอียิ้ม
“ไม่! ข้าสั่งให้ชิงชิงทำ นางก็ต้องทำสิ!” ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นสีหน้าไม่พอใจของฉีชิงอีก็รู้สึกทนไม่ได้ นิ้วชี้พลันสั่นระริก หว่านอี้ซูเกรงฮูหยินผู้เฒ่าจะเคืองบุตรสาวตนจึงรีบยกมือขึ้นโอบไหล่ฉีชิงอี “ชิงชิง เจ้าไปทำตามที่ท่านย่าบอกเถิด” “อือๆ” ฉีชิงอีรับคำด้วยดวงตาแวววามเด็กหญิ
หว่านอี้ซูเข้ามาในเรือนเห็นลูกสาวกับลูกชายนั่งอยู่โต๊ะเล็กกลางห้องก็เข้าไปหา “ทำอันใดกันหรือ” “ท่านแม่! มาดื่มนมสิขอรับ พี่ชิงชิงแอบซ่อนเอาไว้ให้เรา” คนเป็นมารดาเลิกคิ้วสูง เอียงศีรษะไปทางบุตรสาวคนโต “ชิงชิง เจ้าไปเอานมนี่มาจากที่ใด” เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ ยกนิ้วขึ้นแ







