Share

บทที่ 2

Author: บัวลอยเศรษฐี
เมื่อเผยจิ่งเซินได้ยินประโยคนี้ เขายักคิ้วกวนประสาทใส่เสิ่นจืออี้

“ฉันกับสวีจิ้งซีสนิทกันมาก เหมือนพี่น้องคลานตามกันมา อย่างเธอจะทำอะไรฉันได้?”

ทั้งสองคนพร้อมระเบิดอารมณ์ตลอดเวลา ขณะที่พวกเขากำลังจะทะเลาะกัน

ผมไม่ได้ห้ามพวกเขาเหมือนที่ผ่านมา แต่ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา

“ถึงเวลาแล้ว ฉันเข้าห้องสอบก่อนนะ”

เสิ่นจืออี้กับเผยจิ่งเซินมองหน้ากัน พวกเขาไม่เถียงกันต่อแล้ว

จริงๆ ผมไม่ต้องทำอะไร พวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้

การสอบสามวันสิ้นสุดลงแล้ว ผมถอนหายใจยาว

หลังจากเครียดและกดดันมาหลายวัน ในที่สุดก็รู้สึกโล่งสักที

หัวหน้าห้องเสนอในกลุ่มแชตห้องเรียน ชวนทุกคนออกไปกินข้าวและสังสรรค์กัน

เพราะหลังเรียนจบทุกคนก็ต้องแยกย้าย ต่อไปคงนัดเจอกันยากมาก

ระหว่างที่กำลังกินข้าวกัน

จู่ๆ เพื่อนผู้ชายในห้องที่เป็นสายปาร์ตี้สั่งเหล้ามาสิบสองขวด

“เราบรรลุนิติภาวะแล้ว สั่งเหล้ามาดื่มระหว่างกินข้าวเพิ่มสีสัน คงไม่เป็นไรใช่ไหม”

เผยจิ่งเซินที่นั่งอยู่ข้างผมตาเป็นประกายทันที

“จิ้งซี เราลองดื่มสักหน่อยดีกว่า! เราบรรลุนิติภาวะแล้ว ยังไงก็ต้องหัดดื่มไว้”

เสิ่นจืออี้หัวเราะพรืด เอาตะเกียบกดมือที่กำลังจะยื่นไปหยิบเหล้า

พูดแซะเขาอย่างไม่เกรงใจว่า

“ครั้งก่อนไม่รู้ว่าใครเมาแล้วอาละวาดอยู่ในร้าน ลำบากฉันต้องพาเขากลับบ้าน”

“ตัวหนักอย่างกับหมู ฉันเกือบโดนทับตาย”

“กลิ่นเหล้าบนตัวเหม็นหึ่งจนฆ่าวัวตายได้เป็นสิบตัว”

เผยจิ่งเซินหน้าแดงเถือก

“เธอผอมแห้งแรงน้อยเอง แถมยังจมูกดีเกิน มาโทษฉันได้ยังไง?”

ผมชะงักเล็กน้อย วางแก้วลงบนโต๊ะด้วยน้ำหนักที่พอดี ไม่เบาจนดูไร้ความมั่นใจ และไม่หนักจนเกิดเสียงดังรบกวนใคร

“พวกนายออกไปดื่มกันตอนไหน ทำไมไม่ชวนฉันไปด้วย?”

“ก็เย็นวันที่โรงเรียนไฟดับไง......”

จู่ๆ เผยจิ่งเซินก็เงียบไป

ผมนึกออกแล้ว

เย็นวันนั้นผมไข้สูง 39.8 องศา เสียงแหบจนแทบไม่มีเสียงพูด

โชคดีที่หัวหน้าห้องเห็นความผิดปกติของผม

แบกผมขึ้นหลังแล้วรีบวิ่งไปห้องพยาบาล

หลังฟื้นขึ้นมา ผมโทรหาเสิ่นจืออี้ยี่สิบกว่าสาย แต่โทรยังไงก็โทรไม่ติด

สุดท้ายหัวหน้าห้องต้องไปส่งผมที่บ้าน

ที่แท้วันนั้นเธอกับเผยจิ่งเซินแอบหนีออกจากโรงเรียนไปดื่มเหล้า

แต่หลังจากที่ผมถามเธอ

เธอกลับบอกว่าป้าเสิ่นข้อเท้าแพลง ลุงเสิ่นไปทำงานต่างจังหวัด

เธอจำเป็นต้องลากลับไปดูแลป้าเสิ่น

ที่แท้เธอโกหกผมมาตั้งนานแล้ว

เผยจิ่งเซินรู้ว่าเผลอหลุดปากพูด เขามองผมด้วยสีหน้าตึงเครียด

“จิ้งซี นายอย่าโกรธเสิ่นจืออี้เลย”

“เธอเห็นแก่นาย ก็เลยยอมออกไปกับฉัน”

“เพราะถ้าฉันไปข้างนอกแล้วเป็นอะไรขึ้นมา นายต้องเสียใจมากแน่ๆ เธอแค่กลัวนายเสียใจน่ะ”

เสิ่นจืออี้รีบพยักหน้าเห็นด้วยกับเขาทันที

“ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่านายจะเป็นห่วง ฉันคงทิ้งคนตัวเหม็นหึ่งอย่างเขาไว้ข้างทางแล้ว!”

ผมแค่นหัวเราะ

“หมายความว่าฉันต้องขอบคุณพวกเธอใช่ไหม?”

เสิ่นจืออี้รู้แล้วว่าผมกำลังโมโห เธอหันไปถลึงตาใส่เผยจิ่งเซิน

“เป็นเพราะนาย!”

“จิ้งซี นายอย่าโกรธนะ”

“หลังจากนี้ไม่ว่าเผยจิ่งเซินจะเป็นตายร้ายดียังไง ฉันจะไม่สนใจอีกแล้ว ฉันสาบานเลย”

เผยจิ่งเซินร้อนใจจนใบหน้าแดงก่ำ แทบจะสาบานกับผมว่าพวกเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน

“จิ้งซี ฉันแค่อยากช่วยนายลองใจเสิ่นจืออี้”

“นายเป็นคนสำคัญของเธอ เธอก็เลยเป็นห่วงฉันด้วย เพราะฉันเป็นเพื่อนนาย”

ผมยังไม่ทันได้พูดอะไร

จู่ๆ ขวดเหล้าบนโต๊ะหมุนมาทางเสิ่นจืออี้

ระหว่างที่เรากำลังคุยกันเมื่อกี้ หัวหน้าห้องก็กำลังเล่นเกมกับเพื่อนๆ

“เสิ่นจืออี้ จะพูดความจริงหรือจะรับคำท้า”

คนที่พูดก็คือเพื่อนผู้ชายท่าทางกวนๆ คนก่อนหน้านี้

ทุกคนรู้ว่าเขาเก่งเรื่องใช้คำท้าแกล้งคนอื่น

ดังนั้นเสิ่นจืออี้จึงเลือกพูดความจริงอย่างไม่ลังเล

“ผู้ชายคนล่าสุดที่เธอจูบคือใคร”

หัวหน้าห้องจิ๊ปากแล้วด่าเขา

“ใครๆ ก็รู้ว่าเธอกับสวีจิ้งซีเป็นแฟนกัน คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”

“นายถามคำถามเป็นปะเนี่ย ถ้าถามไม่เป็น เดี๋ยวตาหน้าฉันถามเอง!”

แต่ผมหันไปมองเสิ่นจืออี้

ผมเห็นเธอหันไปมองเผยจิ่งเซินแวบหนึ่ง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เถ้ารักที่มอดดับ   บทที่ 10

    ความโชคดีคือเสิ่นจืออี้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดแต่ความโชคร้ายคือในปีนั้นมหาวิทยาลัยชิงหัวมีการปรับเกณฑ์คะแนนให้สูงขึ้นสุดท้ายเธอพลาดโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวไปเพียงสองคะแนนเธอตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่อยู่ทางภาคใต้ตอนปีสามผมพาแฟนกลับมาที่บ้าน เสิ่นจืออี้กำลังย้ายบ้านตอนสายตาเธอเลื่อนลงมาเห็นมือของผมกับเหลียงเยี่ยนที่กุมประสานกันไว้ เธอดูอึ้งเล็กน้อยเธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“แฟนนายเหรอ?”ผมพยักหน้า ไม่อยากสนทนากับเธอมากนักผมพาแฟนเดินดูรูปบนกำแพงในห้องนอน มันเป็นรูปตั้งแต่เด็กจนโตของผมเองจู่ๆ เธอเห็นตะกร้าใบเล็กๆ ห้อยอยู่นอกหน้าต่าง“ปกติพวกนายคุยกันด้วยวิธีนี้เหรอ? น่าสนใจดีนะ”ผมเดินไปเปิดหน้าต่าง เพิ่งเห็นว่ามีรูปถ่าย 17 ใบอยู่ในตะกร้าเราอัดรูปเก็บไว้คนละชุด แต่ผมตัดมันทิ้งไปหมดแล้วรูปพวกนี้เป็นของเสิ่นจืออี้หลังจากผมเลิกกับเสิ่นจืออี้ตะกร้าใบนี้ก็ไม่ถูกหย่อนลงมาอีกเลยแต่จู่ๆ มันก็ถูกหย่อนลงมาในวันนี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเสิ่นจืออี้จงใจทำแบบนี้“เด็กผู้หญิงในรูป คือผู้หญิงที่เราบังเอิญเจอตรงทางเดินวันนี้ใช่ไหม”“พวกนายรู้จักกัน

  • เถ้ารักที่มอดดับ   บทที่ 9

    ตอนปิดเทอมปีหนึ่ง ผมได้เจอเสิ่นจืออี้อีกครั้งผมถือแตงโมเดินขึ้นคอนโด เธอเดินลงมาทิ้งขยะพอดีตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอน่าจะติวอย่างหนักหน่วงทำให้เธอดูโทรมไม่น้อย แต่ดวงตากลับเป็นประกายจนผมอึ้งไปเลย“จิ้งซี......”ผมขมวดคิ้วแล้วพูดแทรกขึ้นมา“อย่าเรียกชื่อฉันเฉยๆ สิ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เดี๋ยวคนอื่นได้ยินแล้วจะเข้าใจผิด”เธอเม้มปากแล้วพูดอีกรอบ“สวีจิ้งซี”“อาจารย์บอกว่าฉันมีโอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวสูงมาก วันที่ไปรายงานตัว นายมารับฉันที่หน้ามหาวิทยาลัยได้ไหม?”“เพราะที่มหาวิทยาลัย ฉันรู้จักนายแค่คนเดียว”“อีกอย่าง ฉันอยากถ่ายรูปคู่กับนายเป็นครั้งสุดท้าย”ผมชะงักเล็กน้อยผมสนิทกับเธอตั้งแต่เด็ก แถมเธอยังอยู่คอนโดเดียวกับผมด้วยผมกับเสิ่นจืออี้ถ่ายรูปคู่กันทุกปีรูปทั้ง 17 ใบที่เคยถ่ายด้วยกันก่อนหน้านี้ เราถ่ายที่ใต้ต้นไทรด้านล่างคอนโดส่วนรูปใบที่ 18 เรานัดกันว่าจะถ่ายหน้ามหาวิทยาลัยชิงหัวแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถ่ายผมเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธออย่างจริงจัง“เวลาของฉันมีค่ามาก ไม่อยากเสียเวลาไปรับเธอหน้ามหาวิทยาลัย แล้วก็ไม่อยากถ่ายรูปคู่กับเธอด้วย”“ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิ

  • เถ้ารักที่มอดดับ   บทที่ 8

    “จิ้งซี เพื่อนนายมาหาน่ะ”มหาวิทยาลัยชิงหัวเปิดเทอมช้าที่สุด นอกจากพวกเพื่อนๆ ไม่กี่คนที่ไปเข้าคอร์สติวเพื่อสอบใหม่ปีหน้าเพื่อนในห้องส่วนใหญ่ทยอยไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยกันหมดแล้วในตอนนี้จะมีใครมาหาผมอีกผมเปิดประตูด้วยความสงสัยสายตาของผมปะทะเข้ากับใบหน้าของเผยจิ่งเซินพอดีเขายื่นมือมาจับแขนเสื้อผม แล้วก็คุกเข่าตรงหน้าผม“จิ้งซี ช่วยฉันด้วย ขอร้องล่ะ!”“ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ พ่อแม่ไม่ให้ฉันเข้าคอร์สติวสอบแล้ว”“ฉันขอยืมเงินนายหน่อยได้ไหม นายรู้ดีว่าผลการเรียนของฉันเป็นยังไง!”“ถ้าให้ฉันสอบอีกรอบ ฉันต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน”ดูเหมือนเขายังไม่รู้ว่าปากกาที่ตัวเองใช้เป็นปากกาหมึกล่องหน เลยคิดว่าตัวเองสอบไม่ผ่านเพราะทำได้ไม่ดีพอผมถอยหลังเล็กน้อย สีหน้าเฉยเมย“ฉันยังเป็นนักเรียนอยู่ ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น ช่วยอะไรนายไม่ได้หรอก”“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ นายควรกลับไปปรึกษาพ่อแม่นายนะ”ป้าหลิวรีบพยักหน้าเธอหวังดีก็เลยพาเขาขึ้นมาข้างบนคิดไม่ถึงว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผมขนาดนี้“ตอนนี้มีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเยอะแยะ นายไปกู้สิ ถ้าไม่ได้จริงๆ นายขอทุน

  • เถ้ารักที่มอดดับ   บทที่ 7

    เมื่อพ่อกับแม่ได้ยินเสียง พวกเขารีบเดินเข้ามาหาผม แล้วพาผมออกไปทันที“แม่ หลังจากนี้ไม่ต้องไปมาหาสู่กับครอบครัวเสิ่นจืออี้อีก”“เราจริงใจกับพวกเขามาก แต่ไม่รู้พวกเขาจะแว้งกัดเราตอนไหน”“แล้วก็เผยจิ่งเซินอดีตเพื่อนสนิทของผม ต่อไปถ้าแม่เห็นเขามาบ้านเรา เอาไม้กวาดไล่เขาไปเลย”แม่ผมรู้ว่าเรามีปัญหากันแม่ผมแจกการ์ดงานเลี้ยงฉลองที่ผมสอบติดมหาวิทยาลัยให้ทุกคน แม้แต่ลุงยามที่คอนโดก็ยังได้การ์ดเชิญแต่ไม่ได้เชิญเสิ่นจืออี้กับเผยจิ่งเซินเพื่อนๆ ที่มาร่วมงานรู้เรื่องที่เสิ่นจืออี้กับเผยจิ่งเซินได้คะแนนสอบแค่ 27 คะแนนจึงไม่พูดถึงพวกเขาสองคนต่อหน้าผมเมื่อผมส่งแขกหลังจบงานเสร็จเรียบร้อยคนที่ควรอ่านหนังสือทบทวนเพื่อเตรียมสอบใหม่ปีหน้าอย่างเสิ่นจืออี้ดันโผล่มาในอ้อมแขนของเธอคือช่อดอกกุหลาบสีฟ้าอ่อนที่เรียกว่า Ice Blue Roseก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมเล่นมือถือแล้วบังเอิญเห็นกุหลาบสีนี้ผมรู้สึกว่าสีมันแปลกดี จึงเอาไปให้เสิ่นจืออี้ดูด้วยความตื่นเต้นเธอสัญญากับผมว่า“รอเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้ ฉันจะเอาช่อดอกกุหลาบสีนี้มาให้นายในงานเลี้ยงฉลองเป็นคนแรก”ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหั

  • เถ้ารักที่มอดดับ   บทที่ 6

    ได้ยินว่าเสิ่นจืออี้ไปเช็กข้อสอบที่ศูนย์สอบอีกรอบยืนยันว่าคะแนนไม่ผิดพลาด ไม่ได้โดนคนสลับข้อสอบด้วยเสิ่นจืออี้เตรียมสอบใหม่ปีหน้า เธอไม่ได้เลือกมหาวิทยาลัยอื่นด้วยซ้ำผมอยากทักทายป้าเสิ่นกับลุงเสิ่น แต่ก็กลัวพวกเขาคิดว่าผมจงใจโอ้อวดผมรู้สึกกระอักกระอ่วน จึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิมตอนเดินผ่านเสิ่นจืออี้จู่ๆ เธอยื่นมือมาคว้าข้อมือผม“สวีจิ้งซี ฉันมีเรื่องอยากคุยกับนาย”ผมไม่ได้ปฏิเสธเธอ เพราะมีผู้ใหญ่สองครอบครัวอยู่ตรงนี้ด้วยเธอจูงมือผมมาใต้ต้นไทรที่อยู่ด้านล่างคอนโดพ่อแม่ผมยืนอยู่ไม่ไกล พวกเขาโบกมือให้ผม“จิ้งซี พ่อกับแม่รออยู่ตรงนี้นะ”เสิ่นจืออี้มองผมด้วยสีหน้าหลากหลายอารมณ์“เผยจิ่งเซินได้คะแนนสอบแค่ 27 คะแนน”“เหรอ คะแนนของพวกเธอสองคนดูเหมาะกันมากเลยนะ”“พวกเธอรอสอบใหม่ปีหน้า หรือไม่ก็สอบเข้าวิทยาลัยอาชีวศึกษา พอเรียนจบก็แต่งงานมีลูก คบกันตั้งแต่สมัยเรียนจนแต่งงานกัน เป็นความรักที่มั่นคงและยืนยาวมากเลยนะเนี่ย”“สวีจิ้งซี! ทำไมนายต้องโกรธฉันขนาดนี้ด้วย?”เสิ่นจืออี้พูดเสียงดังจนพ่อแม่ผมหันมามองเธอพยายามสงบสติอารมณ์ ข่มความโกรธภายในใจ“นายรู้นานแล้วใช่ไหมว

  • เถ้ารักที่มอดดับ   บทที่ 5

    “อะไรนะ?”เสิ่นจืออี้ตกใจจนเซไปด้านหลังเล็กน้อย“เป็นไปไม่ได้!”ผมแค่นหัวเราะ “อะไรทำให้เธอคิดว่าเป็นไปไม่ได้?”ตั้งแต่เข้าม.4 ผมก็ได้ที่หนึ่งของโรงเรียนมาตลอดขนาดอาจารย์ยังบอกว่าขอแค่ผมทำตามมาตรฐานของตัวเอง ผมต้องเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้แน่นอน“หรือเธอผิดหวังที่เผยจิ่งเซินไม่ได้คะแนนสูงสุดของเมือง”เสิ่นจืออี้หน้าซีดเผือด รีบส่ายหน้าไปมา“จิ้งซี ไม่ใช่อย่างนั้น”“ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะคิดยังไง”“หลีกไป ฉันจะลงไปทิ้งขยะ”ผมสะบัดมือเธอออก แล้วก็เดินลงไปข้างล่างเสิ่นจืออี้น่าจะรีบกลับไปเช็กคะแนนเธอจึงไม่เซ้าซี้ผมอีกตอนกลางคืน กลุ่มแชตห้องเรียนคึกคักมาก เพื่อนๆ พิมพ์คุยกันไม่หยุด“สวีจิ้งซี ฉันเห็นนายในข่าวด้วย!”“ได้คะแนนสูงสุดของเมือง ยินดีด้วยนะ!”“ฉันเคยเป็นเพื่อนม.ปลายของคนที่สอบได้คะแนนสูงสุดนะโว้ย ไปพูดกับใครก็ภูมิใจสุดๆ!”เพื่อนหลายคนส่งข้อความมาแสดงความยินดีกับผมมีแค่เสิ่นจืออี้กับเผยจิ่งเซินที่ยังเงียบกริบ ไม่พิมพ์อะไรมาเลยหัวหน้าห้องสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วตอนเสิ่นจืออี้โพสต์รูปที่เธอไปเที่ยวกับเผยจิ่งเซินลงโซเชียลหัวหน้าห้องส่งข้อความส่วนตัวมาถามผมเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status