LOGINก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยหนึ่งวัน ผมอัดคลิปบอกตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้า คิดไม่ถึงว่าผมจะได้คุยกับตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้า “ฉันได้เรียนหลักสูตรปริญญาตรีควบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชิงหัวหรือเปล่า? เผยจิ่งเซินยังสนิทกับฉันเหมือนเดิมหรือเปล่า? เขานิสัยแย่ขนาดนั้น ไม่มีใครจริงใจกับเขาเหมือนฉันหรอก” “ถ้าทุกอย่างราบรื่น ฉันน่าจะเรียนจบปริญญาโท แล้วก็แต่งงานกับคนที่คบหาดูใจกันมานานอย่างเสิ่นจืออี้ใช่ไหม?” “เราอาจจะมีลูกหน้าตาน่ารักน่าชังสักคนแล้วก็ได้ ฉันคิดชื่อเล่นของลูกไว้เรียบร้อยแล้ว” ผมจินตนาการถึงอนาคตแบบที่วาดฝันไว้ ตัวผมในอีกสิบปีข้างหน้าได้ยินชื่อเสิ่นจืออี้แล้วโมโหสุดขีด “เสิ่นจืออี้อยากให้เผยจิ่งเซินสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของเมือง สิ่งที่เธอเตรียมให้นายคือปากกาหมึกล่องหน!” “นายสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวไม่ได้ ทำได้แค่รอสอบใหม่ปีหน้า” “เสิ่นจืออี้ดูเสียใจมาก แม้ต้องไปอยู่ต่างเมือง แต่เธอยืนยันว่าจะคบกับนายเหมือนเดิม” “แต่ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย เธอดันคบกับเผยจิ่งเซินอย่างเปิดเผย เป็นคู่รักที่เหมาะสมกันเหมือนกิ่งทองใบหยก เป็นคู่รักที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉา” “สวีจิ้งซี นายมันโง่มาก! โดนแฟนนอกใจไม่พอ ยังอุตส่าห์ไปขอบคุณเผยจิ่งเซินที่ช่วยดูแลแฟนนายอีก!”
View Moreความโชคดีคือเสิ่นจืออี้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดแต่ความโชคร้ายคือในปีนั้นมหาวิทยาลัยชิงหัวมีการปรับเกณฑ์คะแนนให้สูงขึ้นสุดท้ายเธอพลาดโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวไปเพียงสองคะแนนเธอตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่อยู่ทางภาคใต้ตอนปีสามผมพาแฟนกลับมาที่บ้าน เสิ่นจืออี้กำลังย้ายบ้านตอนสายตาเธอเลื่อนลงมาเห็นมือของผมกับเหลียงเยี่ยนที่กุมประสานกันไว้ เธอดูอึ้งเล็กน้อยเธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“แฟนนายเหรอ?”ผมพยักหน้า ไม่อยากสนทนากับเธอมากนักผมพาแฟนเดินดูรูปบนกำแพงในห้องนอน มันเป็นรูปตั้งแต่เด็กจนโตของผมเองจู่ๆ เธอเห็นตะกร้าใบเล็กๆ ห้อยอยู่นอกหน้าต่าง“ปกติพวกนายคุยกันด้วยวิธีนี้เหรอ? น่าสนใจดีนะ”ผมเดินไปเปิดหน้าต่าง เพิ่งเห็นว่ามีรูปถ่าย 17 ใบอยู่ในตะกร้าเราอัดรูปเก็บไว้คนละชุด แต่ผมตัดมันทิ้งไปหมดแล้วรูปพวกนี้เป็นของเสิ่นจืออี้หลังจากผมเลิกกับเสิ่นจืออี้ตะกร้าใบนี้ก็ไม่ถูกหย่อนลงมาอีกเลยแต่จู่ๆ มันก็ถูกหย่อนลงมาในวันนี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเสิ่นจืออี้จงใจทำแบบนี้“เด็กผู้หญิงในรูป คือผู้หญิงที่เราบังเอิญเจอตรงทางเดินวันนี้ใช่ไหม”“พวกนายรู้จักกัน
ตอนปิดเทอมปีหนึ่ง ผมได้เจอเสิ่นจืออี้อีกครั้งผมถือแตงโมเดินขึ้นคอนโด เธอเดินลงมาทิ้งขยะพอดีตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอน่าจะติวอย่างหนักหน่วงทำให้เธอดูโทรมไม่น้อย แต่ดวงตากลับเป็นประกายจนผมอึ้งไปเลย“จิ้งซี......”ผมขมวดคิ้วแล้วพูดแทรกขึ้นมา“อย่าเรียกชื่อฉันเฉยๆ สิ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เดี๋ยวคนอื่นได้ยินแล้วจะเข้าใจผิด”เธอเม้มปากแล้วพูดอีกรอบ“สวีจิ้งซี”“อาจารย์บอกว่าฉันมีโอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวสูงมาก วันที่ไปรายงานตัว นายมารับฉันที่หน้ามหาวิทยาลัยได้ไหม?”“เพราะที่มหาวิทยาลัย ฉันรู้จักนายแค่คนเดียว”“อีกอย่าง ฉันอยากถ่ายรูปคู่กับนายเป็นครั้งสุดท้าย”ผมชะงักเล็กน้อยผมสนิทกับเธอตั้งแต่เด็ก แถมเธอยังอยู่คอนโดเดียวกับผมด้วยผมกับเสิ่นจืออี้ถ่ายรูปคู่กันทุกปีรูปทั้ง 17 ใบที่เคยถ่ายด้วยกันก่อนหน้านี้ เราถ่ายที่ใต้ต้นไทรด้านล่างคอนโดส่วนรูปใบที่ 18 เรานัดกันว่าจะถ่ายหน้ามหาวิทยาลัยชิงหัวแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถ่ายผมเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธออย่างจริงจัง“เวลาของฉันมีค่ามาก ไม่อยากเสียเวลาไปรับเธอหน้ามหาวิทยาลัย แล้วก็ไม่อยากถ่ายรูปคู่กับเธอด้วย”“ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิ
“จิ้งซี เพื่อนนายมาหาน่ะ”มหาวิทยาลัยชิงหัวเปิดเทอมช้าที่สุด นอกจากพวกเพื่อนๆ ไม่กี่คนที่ไปเข้าคอร์สติวเพื่อสอบใหม่ปีหน้าเพื่อนในห้องส่วนใหญ่ทยอยไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยกันหมดแล้วในตอนนี้จะมีใครมาหาผมอีกผมเปิดประตูด้วยความสงสัยสายตาของผมปะทะเข้ากับใบหน้าของเผยจิ่งเซินพอดีเขายื่นมือมาจับแขนเสื้อผม แล้วก็คุกเข่าตรงหน้าผม“จิ้งซี ช่วยฉันด้วย ขอร้องล่ะ!”“ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ พ่อแม่ไม่ให้ฉันเข้าคอร์สติวสอบแล้ว”“ฉันขอยืมเงินนายหน่อยได้ไหม นายรู้ดีว่าผลการเรียนของฉันเป็นยังไง!”“ถ้าให้ฉันสอบอีกรอบ ฉันต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน”ดูเหมือนเขายังไม่รู้ว่าปากกาที่ตัวเองใช้เป็นปากกาหมึกล่องหน เลยคิดว่าตัวเองสอบไม่ผ่านเพราะทำได้ไม่ดีพอผมถอยหลังเล็กน้อย สีหน้าเฉยเมย“ฉันยังเป็นนักเรียนอยู่ ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น ช่วยอะไรนายไม่ได้หรอก”“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ นายควรกลับไปปรึกษาพ่อแม่นายนะ”ป้าหลิวรีบพยักหน้าเธอหวังดีก็เลยพาเขาขึ้นมาข้างบนคิดไม่ถึงว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผมขนาดนี้“ตอนนี้มีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเยอะแยะ นายไปกู้สิ ถ้าไม่ได้จริงๆ นายขอทุน
เมื่อพ่อกับแม่ได้ยินเสียง พวกเขารีบเดินเข้ามาหาผม แล้วพาผมออกไปทันที“แม่ หลังจากนี้ไม่ต้องไปมาหาสู่กับครอบครัวเสิ่นจืออี้อีก”“เราจริงใจกับพวกเขามาก แต่ไม่รู้พวกเขาจะแว้งกัดเราตอนไหน”“แล้วก็เผยจิ่งเซินอดีตเพื่อนสนิทของผม ต่อไปถ้าแม่เห็นเขามาบ้านเรา เอาไม้กวาดไล่เขาไปเลย”แม่ผมรู้ว่าเรามีปัญหากันแม่ผมแจกการ์ดงานเลี้ยงฉลองที่ผมสอบติดมหาวิทยาลัยให้ทุกคน แม้แต่ลุงยามที่คอนโดก็ยังได้การ์ดเชิญแต่ไม่ได้เชิญเสิ่นจืออี้กับเผยจิ่งเซินเพื่อนๆ ที่มาร่วมงานรู้เรื่องที่เสิ่นจืออี้กับเผยจิ่งเซินได้คะแนนสอบแค่ 27 คะแนนจึงไม่พูดถึงพวกเขาสองคนต่อหน้าผมเมื่อผมส่งแขกหลังจบงานเสร็จเรียบร้อยคนที่ควรอ่านหนังสือทบทวนเพื่อเตรียมสอบใหม่ปีหน้าอย่างเสิ่นจืออี้ดันโผล่มาในอ้อมแขนของเธอคือช่อดอกกุหลาบสีฟ้าอ่อนที่เรียกว่า Ice Blue Roseก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมเล่นมือถือแล้วบังเอิญเห็นกุหลาบสีนี้ผมรู้สึกว่าสีมันแปลกดี จึงเอาไปให้เสิ่นจืออี้ดูด้วยความตื่นเต้นเธอสัญญากับผมว่า“รอเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้ ฉันจะเอาช่อดอกกุหลาบสีนี้มาให้นายในงานเลี้ยงฉลองเป็นคนแรก”ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหั





