LOGINเงาร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานผ่านกำแพงสูงข้ามเข้าสู่เขตท้ายจวนองค์หญิงใหญ่อย่างโจ่งแจ้ง โดยที่ไม่มีองคร
เปลือกตาบางของเสิ่นม่านอวี้ค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อแสงแดดยามบ่ายลอดส่องผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนซวงซิงเกอ นางหลุดเสียงครางแผ่วเบาเมื่อบิดกายคลายความเมื่อยล้าที่เข้าเกาะกุมทั่วทั้งสรรพางค์แม้พิษไข้จะทุเลาเบาบางลงไปมาก แต่ทว่าความอ่อนเพลียระคนครั่นเนื้อครั่นตัวที่เกิดจากการเคี่ยวกรำของเด็กหน้าไม่อายก็ทำให้นางกลับไปรู้สึกเจ็บไข้อีกคราเสิ่นม่านอวี้กวาดสายตามองอีกฝั่งของเตียงที่ว่างเปล่า ภายในห้องไป๋อวิ๋นยามนี้หลงเหลือเพียงความเย็นชืดและกลิ่นอายจาง ๆ ของเครื่องหอมยังไม่ทันที่นางจะได้ทอดถอนใจเนิ่นนาน บานประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกเบา ๆ พร้อมกับสาวใช้สองคนที่ยกอ่างน้ำอุ่นและสำรับอาหารเช้า... อาหารแรกของวัน เข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้หน้าที่เสิ่นม่านอวี้ล้างหน้าล้างตาให้พอสดชื่น พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สือเอ๋อร์... เอ่อ... องค์ชายรองเล่า?”สาวใช้ก้มหน้าหลบสายตาเล็กน้อย ยอบกายตอบอย่างนอบน้อม “เรียนคุณหนูเสิ่น องค์ชายมีราชกิจด่วนต้องออกไปจัดการข้างนอกเจ้าค่ะ ยามนี้ ท่านยังไม่กลับมา ขอคุณหนูโปรดรับสำรับและดื่มยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ&rd
คำว่าท้องจากปากนาง ทำให้จวินเหยียนสือหยุดการเคลื่อนไหว เขาเงยหน้าขึ้นสบตาของเสิ่นม่านอวี้อย่างจริงจัง“พี่หญิงเสิ่นไม่อยากมีลูกกับข้าหรือ?”คนถูกถามถึงกับสูดลมหายใจลึก เมื่อเจ้าหมาเด็กถามด้วยใบหน้าที่น่าสงสาร แววตาจิ้งจอกที่เคยเปล่งประกายสดใสกลับหม่นลงในพริบตาด้วยความคิดที่ว่านางไม่ต้องการเขา... และลูกของเขา!สองมือเล็กยกขึ้นประคองแก้มของเขาไว้ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาคู่นั้น“สือเอ๋อร์... ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากมีลูกกับเจ้า แต่ตอนนี้ ข้ายังไม่พร้อมที่จะมีลูก...” ...จะโดนพระเอกฆ่าตายตอนไหนก็ยังไม่รู้... แล้วจะให้มาคิดเรื่องมีลูกได้ยังไงเล่า!?ดวงตาจิ้งจอกของเขากลิ้งกลอกไปมาอย่างครุ่นคิดในคำพูดของนาง“นั่นหมายความว่าท่านอยากมีลูกกับข้า แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ใช่หรือไม่?” จวินเหยียนสือตีความหมายของนางอย่างตรงประเด็นทุกคำพูด“...” เสิ่นม่านอวี้ที่นิ่งไป “อา... เจ้าจะว่าอย่างนั้นก็ได้”“ได้!” จวินเหยียนสือรับคำอย่างรวดเร็ว “เรื่องมีลูก ท่านอยากมีตอนไหนก็มี ข้าตา
ปลายลิ้นร้อนของจวินเหยียนสือตวัดไล้โลมเลียปลายลิ้นของนางอย่างช่ำชอง ในขณะที่สองมือของเขาใช้ปลายนิ้วร่นชายเสื้อคลุมของนางขึ้นสูง อวดเรียวขาขาวเนียนกระจ่างใส เผยให้เห็นร่องรักที่กำลังเปียกแฉะ“อื้อ~~~” เสิ่นม่านอวี้ครางในลำคอ เมื่อจุดอ่อนไหวของนางสัมผัสได้ถึงท่อนเนื้อแข็งขึงที่ถูไถกลีบบุปผาของนางไปมา มือหนาของเขาเลื่อนโอบประคองบั้นท้ายที่ส่ายบิดเร่าขึ้นสูง ก่อนจะ...สวบ!“อึก! อื้อ!”ร่างบางสั่นสะท้าน เมื่อถูกความใหญ่โตเบียดเสียดแก่นกายรุกล้ำเข้ามา ช่วงล่างของนางตอดรัดสิ่งแปลกปลอมนั้นระรัว ยิ่งผลักดันให้จวินเหยียนสือขยับกายเข้าออก โหมแรงกระแทกกระทั้นเข้าไปลึกมากยิ่งขึ้น“อ่า... พี่หญิงเสิ่น” จวินเหยียนสือครางเสียงต่ำ เขาทิ้งใบหน้าลงซบ ลากปลายลิ้นเลียไปตามซอกคอระหงที่ชื้นเหงื่อ เมื่อช่วงล่างเริ่มขยับเข้าที่ เขาก็ไล้มือกลับขึ้นมา สอดประสานปลายนิ้วเกาะกุมมือน้อยทั้งสองข้างไว้แน่นเสิ่นม่านอวี้เสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหว ทั่วร่างร้อนรุ่ม เรียกร้องสัมผัสจากฝ่ามือของเขาให้มากกว่านี้ ทว่าอาภรณ์ที่กั้นขวางกลับทำให้นางไม่
สิ้นเสียงคำพูด ริมฝีปากหนาก็โน้มลงมาประกบแนบชิด หากแต่คราวนี้ เสิ่นม่านอวี้ไม่คิดปฏิเสธปัดป้องอีกต่อไป สองแขนเรียวยกคล้องคอ เหนี่ยวรั้งศีรษะได้รูปให้โน้มต่ำลงมา แหงนเงยใบหน้าขึ้นรอรับจุมพิตของเขาอย่างว่าง่ายสองปลายลิ้นสัมผัสกันอย่างหยอกเย้า ตวัดไล้เลียแลกลมหายใจร้อนผ่าวซึ่งกันและกัน มือหนาของจวินเหยียนสือลูบไล้ผ่านอาภรณ์สีขาวที่นางสวมใส่อยู่ โดยไม่มีทีท่าว่าจะปลดเปลื้องออก“อึก... อื้อ...” เสิ่นม่านอวี้ครางเสียงเบาในลำคอ เมื่อเขาผละริมฝีปากไปกดจูบลงลำคอระหง ซุกซบดมกลิ่นหอมกรุ่นเข้าปอด มือของเขาลูบไล้ไปมาตามแผ่นหลังผ่านอาภรณ์ของนาง“อ๊ะ! สือเอ๋อร์...” นางร้องแผ่วเบา เมื่อเขาพลิกกายขึ้นคร่อมด้านบน ใบหน้าคมคายเลื่อนผ่านมาที่ไหปลาร้า ไล้ต่ำลงไปเรื่อย ๆ ทั้งที่นางยังคงสวมอาภรณ์ครบชุด “เจ้าจะทำอะไร?”ไร้เสียงตอบจากจวินเหยียนสือ ดวงตาราวผลซิ่งเพ่งมองผ่านความมืด เมื่อเห็นเรือนผมสีดำเลื้อยลงต่ำไปทุกที จนหายเข้าไปในกองผ้าห่มผืนหนา พริบตานั้น เสิ่นม่านอวี้ไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าหมาเด็กตัวนี้คิดจะทำอะไรบอกว่าจะเชยชมนาง... แต่
“พี่หญิงเสิ่น... ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” เสียงออดอ้อนทุ้มต่ำดังขึ้นแหบพร่าที่ชิดริมหูของนาง เรือนร่างใหญ่โตที่กกกอดนางไว้เมื่อครู่เลื่อนพลันต่ำลง ซุกซบใบหน้าคมคายเข้ากับซอกคอของนางเสิ่นม่านอวี้ได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ เมื่อรับรู้ได้ว่าเขากำลังสูดกลิ่นหอมจากตัวนาง ไหล่บางยกขึ้นกันอย่างไม่รู้ตัว “มาคิดถึงอันใดกัน เจ้าก็นอนกอดข้ามาสองสามคืนแล้วมิใช่รึ?”การเบี่ยงตัวหนีของนางไม่ได้ทำให้จวินเหยียนสือท้อถอยเลยแม้แต่น้อย เขากลับตามติดซบหน้าลงบนไหล่ของนางแทน “ข้าหมายถึง... ข้าคิดถึงคืนที่ท่านข่มเหงข้าต่างหาก”เสิ่นม่านอวี้ถึงกับหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เมื่อได้ยินวาจาตรงไปตรงมาเช่นนั้น “!!!”“สือเอ๋อร์...” เสิ่นม่านอวี้เรียกเสียงต่ำ นางหลับตาคุมลมหายใจให้ราบเรียบ แม้ว่าหัวใจจะกำลังเต้นระรัว “ข้าไม่ได้อยากแต่งงานออกเรือน...”ในสมัยโบราณเช่นนี้ บุรุษจะมีสามภรรยาสี่อนุก็เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างนาง นางทำใจยอมรับมันไม่ได้ ดูเอาเถิด... ในวินาทีแรกที่นาง
มือหนาที่กำลังตักโจ๊กคำที่สองชะงักค้างอยู่กลางอากาศทันควัน จวินเหยียนสือนิ่งอึ้งไปในอึดใจ นัยน์ตาคู่คมวูบไหวด้วยความตระหนก...ซวยแล้ว! ลืมไปเสียสนิทว่ายามนี้ตนเองอยู่ในร่างของ ‘จวินเหยียนสือ’ แฝดน้องบัณฑิตผู้อ่อนแอไร้กำลังจวินเหยียนสือรีบชักมือกลับ ดึงสีหน้านิ่งสงบอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ ก่อนจะขยับยื่นช้อนโจ๊กป้อนนางต่อพลางกล่าวว่า “ผู้ที่ช่วยพี่หญิงเสิ่นย่อมต้องเป็นท่านพี่อยู่แล้ว! ที่ข้าบอกว่าช่วย ข้าหมายถึงว่า... ข้าเป็นคนช่วย ‘เปลี่ยนชุดและเช็ดตัว’ ให้ท่านต่างหากเล่าหลังจากที่ท่านถูกส่งตัวมาถึงเรือนนี้แล้ว”ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าเขาไม่อาจปล่อยให้บทสนทนาค้างคาที่เรื่องของจวินหลิงชางได้นาน มิเช่นนั้น คนที่จมูกดีจับความจริงเท็จได้เช่นพี่หญิงเสิ่น ย่อมจับพิรุธของเขาได้แน่ จวินเหยียนสือจึงเลือกเบี่ยงบทสนทนาไปที่ประเด็นอ่อนไหวของนางแทน“ฮะ? อะ...อะไรนะ?!” เสิ่นม่านอวี้เบิกตากว้างจนแทบถลน สำลักลมหายใจตัวเองจนหน้าดำหน้าแดง “จะ... เจ้าเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ข้ารึ?!”“ก็ใช่น่ะสิ ยามนั้น







