Se connecterห่างออกไปตรงมุมมืดของกราบเรือชั้นหนึ่ง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและหยาดน้ำที่สาดกระเซ็น เสิ่นหยางมี่ก
ปลายลิ้นร้อนของจวินเหยียนสือตวัดไล้โลมเลียปลายลิ้นของนางอย่างช่ำชอง ในขณะที่สองมือของเขาใช้ปลายนิ้วร่นชายเสื้อคลุมของนางขึ้นสูง อวดเรียวขาขาวเนียนกระจ่างใส เผยให้เห็นร่องรักที่กำลังเปียกแฉะ“อื้อ~~~” เสิ่นม่านอวี้ครางในลำคอ เมื่อจุดอ่อนไหวของนางสัมผัสได้ถึงท่อนเนื้อแข็งขึงที่ถูไถกลีบบุปผาของนางไปมา มือหนาของเขาเลื่อนโอบประคองบั้นท้ายที่ส่ายบิดเร่าขึ้นสูง ก่อนจะ...สวบ!“อึก! อื้อ!”ร่างบางสั่นสะท้าน เมื่อถูกความใหญ่โตเบียดเสียดแก่นกายรุกล้ำเข้ามา ช่วงล่างของนางตอดรัดสิ่งแปลกปลอมนั้นระรัว ยิ่งผลักดันให้จวินเหยียนสือขยับกายเข้าออก โหมแรงกระแทกกระทั้นเข้าไปลึกมากยิ่งขึ้น“อ่า... พี่หญิงเสิ่น” จวินเหยียนสือครางเสียงต่ำ เขาทิ้งใบหน้าลงซบ ลากปลายลิ้นเลียไปตามซอกคอระหงที่ชื้นเหงื่อ เมื่อช่วงล่างเริ่มขยับเข้าที่ เขาก็ไล้มือกลับขึ้นมา สอดประสานปลายนิ้วเกาะกุมมือน้อยทั้งสองข้างไว้แน่นเสิ่นม่านอวี้เสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหว ทั่วร่างร้อนรุ่ม เรียกร้องสัมผัสจากฝ่ามือของเขาให้มากกว่านี้ ทว่าอาภรณ์ที่กั้นขวางกลับทำให้นางไม่
สิ้นเสียงคำพูด ริมฝีปากหนาก็โน้มลงมาประกบแนบชิด หากแต่คราวนี้ เสิ่นม่านอวี้ไม่คิดปฏิเสธปัดป้องอีกต่อไป สองแขนเรียวยกคล้องคอ เหนี่ยวรั้งศีรษะได้รูปให้โน้มต่ำลงมา แหงนเงยใบหน้าขึ้นรอรับจุมพิตของเขาอย่างว่าง่ายสองปลายลิ้นสัมผัสกันอย่างหยอกเย้า ตวัดไล้เลียแลกลมหายใจร้อนผ่าวซึ่งกันและกัน มือหนาของจวินเหยียนสือลูบไล้ผ่านอาภรณ์สีขาวที่นางสวมใส่อยู่ โดยไม่มีทีท่าว่าจะปลดเปลื้องออก“อึก... อื้อ...” เสิ่นม่านอวี้ครางเสียงเบาในลำคอ เมื่อเขาผละริมฝีปากไปกดจูบลงลำคอระหง ซุกซบดมกลิ่นหอมกรุ่นเข้าปอด มือของเขาลูบไล้ไปมาตามแผ่นหลังผ่านอาภรณ์ของนาง“อ๊ะ! สือเอ๋อร์...” นางร้องแผ่วเบา เมื่อเขาพลิกกายขึ้นคร่อมด้านบน ใบหน้าคมคายเลื่อนผ่านมาที่ไหปลาร้า ไล้ต่ำลงไปเรื่อย ๆ ทั้งที่นางยังคงสวมอาภรณ์ครบชุด “เจ้าจะทำอะไร?”ไร้เสียงตอบจากจวินเหยียนสือ ดวงตาราวผลซิ่งเพ่งมองผ่านความมืด เมื่อเห็นเรือนผมสีดำเลื้อยลงต่ำไปทุกที จนหายเข้าไปในกองผ้าห่มผืนหนา พริบตานั้น เสิ่นม่านอวี้ไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าหมาเด็กตัวนี้คิดจะทำอะไรบอกว่าจะเชยชมนาง... แต่
“พี่หญิงเสิ่น... ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” เสียงออดอ้อนทุ้มต่ำดังขึ้นแหบพร่าที่ชิดริมหูของนาง เรือนร่างใหญ่โตที่กกกอดนางไว้เมื่อครู่เลื่อนพลันต่ำลง ซุกซบใบหน้าคมคายเข้ากับซอกคอของนางเสิ่นม่านอวี้ได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ เมื่อรับรู้ได้ว่าเขากำลังสูดกลิ่นหอมจากตัวนาง ไหล่บางยกขึ้นกันอย่างไม่รู้ตัว “มาคิดถึงอันใดกัน เจ้าก็นอนกอดข้ามาสองสามคืนแล้วมิใช่รึ?”การเบี่ยงตัวหนีของนางไม่ได้ทำให้จวินเหยียนสือท้อถอยเลยแม้แต่น้อย เขากลับตามติดซบหน้าลงบนไหล่ของนางแทน “ข้าหมายถึง... ข้าคิดถึงคืนที่ท่านข่มเหงข้าต่างหาก”เสิ่นม่านอวี้ถึงกับหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เมื่อได้ยินวาจาตรงไปตรงมาเช่นนั้น “!!!”“สือเอ๋อร์...” เสิ่นม่านอวี้เรียกเสียงต่ำ นางหลับตาคุมลมหายใจให้ราบเรียบ แม้ว่าหัวใจจะกำลังเต้นระรัว “ข้าไม่ได้อยากแต่งงานออกเรือน...”ในสมัยโบราณเช่นนี้ บุรุษจะมีสามภรรยาสี่อนุก็เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างนาง นางทำใจยอมรับมันไม่ได้ ดูเอาเถิด... ในวินาทีแรกที่นาง
มือหนาที่กำลังตักโจ๊กคำที่สองชะงักค้างอยู่กลางอากาศทันควัน จวินเหยียนสือนิ่งอึ้งไปในอึดใจ นัยน์ตาคู่คมวูบไหวด้วยความตระหนก...ซวยแล้ว! ลืมไปเสียสนิทว่ายามนี้ตนเองอยู่ในร่างของ ‘จวินเหยียนสือ’ แฝดน้องบัณฑิตผู้อ่อนแอไร้กำลังจวินเหยียนสือรีบชักมือกลับ ดึงสีหน้านิ่งสงบอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ ก่อนจะขยับยื่นช้อนโจ๊กป้อนนางต่อพลางกล่าวว่า “ผู้ที่ช่วยพี่หญิงเสิ่นย่อมต้องเป็นท่านพี่อยู่แล้ว! ที่ข้าบอกว่าช่วย ข้าหมายถึงว่า... ข้าเป็นคนช่วย ‘เปลี่ยนชุดและเช็ดตัว’ ให้ท่านต่างหากเล่าหลังจากที่ท่านถูกส่งตัวมาถึงเรือนนี้แล้ว”ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าเขาไม่อาจปล่อยให้บทสนทนาค้างคาที่เรื่องของจวินหลิงชางได้นาน มิเช่นนั้น คนที่จมูกดีจับความจริงเท็จได้เช่นพี่หญิงเสิ่น ย่อมจับพิรุธของเขาได้แน่ จวินเหยียนสือจึงเลือกเบี่ยงบทสนทนาไปที่ประเด็นอ่อนไหวของนางแทน“ฮะ? อะ...อะไรนะ?!” เสิ่นม่านอวี้เบิกตากว้างจนแทบถลน สำลักลมหายใจตัวเองจนหน้าดำหน้าแดง “จะ... เจ้าเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ข้ารึ?!”“ก็ใช่น่ะสิ ยามนั้น
“แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?” จวินลู่เอินถามพลางทรุดตัวลงนั่งบนเตียง“ก็ดีขึ้นมากแล้ว พิษไข้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” เสิ่นม่านอวี้บอกยิ้ม ๆ “ในเลือดข้ามีแต่แอลกอฮอล์ มันฆ่าเชื้อได้”จวินลู่เอินมองค้อนตาคว่ำ “งั้นชาตินี้ ทั้งข้าและเจ้าก็คงไม่มีทางป่วยไข้ตายหรอก ดื่มเหล้าแทนน้ำกันเสียขนาดนั้น!”“จริงสิ... ว่าแต่เรื่องที่เรือสำราญฟู่กุ้ยเป็นอย่างไรบ้างเล่า?” เสิ่นม่านอวี้ถามอย่างนึกขึ้นได้เพราะที่พวกนางสองคนปลอมตัวไปเป็นเสี่ยวเอ้อร์บนเรือสำราญฟู่กุ้ยก็เพื่อจับตามองเรื่องราวให้เป็นไปตามนิยาย หากเกิดสิ่งใดผิดเพี้ยนขึ้นมาจะได้แก้ไขทัน...พวกนางตั้งใจจะไปสังเกตการณ์จริง ๆ นะ... ไม่ได้มีความอยากรู้อยากเห็นเลยแม้แต่น้อย!“ก็เป็นไปตามนิยายที่ข้าเขียน ทางการเข้ามาสืบสวน แต่ก็ไม่พบพิรุธใด จึงสรุปให้เป็นอุบัติเหตุเท่านั้น สำหรับคนที่ตกน้ำก็สามารถช่วยชีวิตขึ้นมาได้ครบทุกคน โชคดีที่ชางเอ๋อร์และท่านน้ามู่อวี่อยู่ที่นั่น จึงได้สั่งการให้คนเร่งลงมาช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างรวดเร็ว”เสิ่
ยามสายของเช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่น ๆ ทอประกายผ่านบานหน้าต่างฉลุลายเป็นรูปกิ่งเหมย สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวสะอาดตาเข้ามาในห้องไป๋อวิ๋นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานสงบจิตเสิ่นม่านอวี้ค่อย ๆ ปรือเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ความทรงจำสุดท้ายของนางคือผิวน้ำที่เย็นเฉียบและความมืดมิดที่เข้าครอบงำ ทว่ายามนี้เมื่อลองขยับกายดูกลับพบว่าอาการไข้และไอเย็นที่เคยรุมเร้าลดน้อยถอยลงไปมากร่างกายเบาสบายขึ้นจนน่าประหลาดใจ แขนขาที่เคยอ่อนแรงเริ่มกลับมามีกำลัง ส่งสัญญาณว่าตลอดช่วงเวลาที่นางสลบไปนั้น ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีนางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความมึนงง ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับร่างของบุรุษหนุ่มในชุดสีขาวนวลที่กำลังนอนฟุบหน้าหลับใหลอยู่ข้างเตียงกว้าง ใบหน้าของเขาดูนุ่มนวลหมดจด แต่ใต้ตากลับคล้ำลงแฝงไปด้วยความอ่อนล้าจาง ๆ มือหนึ่งของเขายังคงจับชายผ้าห่มของนางไว้หลวม ๆ ราวกับกลัวว่านางจะหายไป“สือเอ๋อร์...” เสิ่นม่านอวี้เปล่งเสียงเรียกแผ่วเบา ลำคอแห้งผากทว่าน้ำเสียงนั้นกลับดังพอที่จะทำให้คนที่หลับลึกสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที“พี่หญิง







