Home / แฟนตาซี / เทียนเผิง : แสวงวิถี / ตอนที่ 7 — สิ่งที่ไม่มีชื่อ

Share

ตอนที่ 7 — สิ่งที่ไม่มีชื่อ

Author: vvildlordz
last update Petsa ng paglalathala: 2026-09-04 13:04:26

ตอนที่ 7 — สิ่งที่ไม่มีชื่อ

แสงเช้าค่อย ๆ คลี่ตัวเหนือหมู่บ้าน

หมอกบางลอยต่ำอยู่เหนือทุ่งผัก หยดน้ำเกาะพราวตามใบกะหล่ำและยอดถั่ว เสียงนกเล็ก ๆ ดังสลับกับเสียงไก่ขันจากบ้านแต่ละหลัง

เทียนเผิงเดินตามอาเหลียงกับหญิงชราไปตามทางดิน

ในมือของเขามีตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่

ตะกร้านั้นเบาจนแทบไม่มีน้ำหนักสำหรับผู้เคยยกคราดเก้าซี่ขึ้นต่อสู้กับอสูรภูเขา แต่เขากลับรู้สึกแปลกประหลาดที่ต้องถือมัน

มันไม่ได้เป็นอาวุธ

ไม่มีอำนาจ

ไม่มีเครื่องหมายใดบอกฐานะของผู้ถือ

เป็นเพียงสิ่งที่ใช้ใส่ผัก

“ท่านเผิง ถือให้ตรงหน่อย”

อาเหลียงหันมาบอก

เทียนเผิงเลิกคิ้ว

“ข้าถือไม่ตรงตรงไหน”

“ข้างซ้ายต่ำกว่า”

“มันไม่ตก”

“แต่มันดูเอียง”

เทียนเผิงมองตะกร้าในมือ ก่อนปรับขึ้นเล็กน้อย

อาเหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ

“แบบนี้แหละ”

หญิงชราเดินนำอยู่ข้างหน้า นางส่ายหน้าแล้วหัวเราะ

“เจ้าหนูนี่ พอรอดตายมาได้ก็ทำตัวเหมือนเป็นนายคน”

“ข้ากำลังสอนท่านเผิง”

“เขาตัวใหญ่กว่าเจ้าตั้งหลายเท่า”

“ตัวใหญ่ก็ถือเอียงได้”

เทียนเผิงมองเด็กชาย

บนสวรรค์ หากทหารชั้นผู้น้อยวิจารณ์ท่าทางของจอมพลเช่นนี้ อย่างน้อยต้องถูกลงโทษฐานเสียมารยาท

แต่ที่นี่ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นจอมพล

ไม่มีใครรู้ว่าเพียงเขายกมือ อาเหลียงก็อาจถูกแรงปราณพัดลอยไปไกลกว่าสิบลี้

เด็กชายจึงพูดกับเขาอย่างตรงไปตรงมา

เทียนเผิงกลับพบว่า ความตรงนั้นเบากว่าคำสรรเสริญบนสวรรค์เสียอีก

เมื่อมาถึงแปลงผัก หญิงชราวางตะกร้าลงข้างคันนา

“วันนี้ต้องเก็บผักกาดให้ทันก่อนแดดจัด”

นางหันมามองเทียนเผิง

“พ่อหนุ่มเคยทำหรือไม่”

“ไม่เคย”

“งั้นดูข้า”

หญิงชราคุกเข่าลง ใช้มือแหวกใบผัก แล้วจับตรงโคนก่อนดึงขึ้นช้า ๆ

รากเล็ก ๆ หลุดจากดินพร้อมเสียงแผ่ว

ดินชื้นติดอยู่ตามราก

นางสะบัดเบา ๆ แล้ววางผักลงในตะกร้า

“อย่าดึงแรง รากจะขาด ดินจะกระเด็นใส่ผักข้าง ๆ”

เทียนเผิงพยักหน้า

เขาคุกเข่าลง

เกราะที่ยังสวมอยู่ใต้เสื้อคลุมทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดเล็กน้อย เขาจับผักกาดต้นหนึ่ง แล้วออกแรงเพียงนิดเดียว

ผักทั้งต้นหลุดขึ้นมาพร้อมดินก้อนใหญ่

ดินกระเด็นใส่หน้าอาเหลียง

เด็กชายยืนนิ่ง

ใบหน้ามีจุดโคลนติดอยู่เต็มแก้ม

เทียนเผิงมองเขา

อาเหลียงมองกลับ

หญิงชราหยุดมือ

จากนั้นเด็กชายก็หัวเราะลั่น

หญิงชราหัวเราะตาม

เทียนเผิงก้มมองผักในมือ ต้นนั้นแทบไม่มีรากเหลืออยู่

“ข้าดึงเบาแล้ว”

อาเหลียงปาดโคลนออกจากหน้า

“เบาของท่านคงแรงกว่าควายทั้งตัว”

เทียนเผิงเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนเสียงหัวเราะต่ำ ๆ จะหลุดออกจากลำคอ

เขาเริ่มใหม่

คราวนี้ลดแรงลง

ดึงช้ากว่าเดิม

รากผักหลุดจากดินโดยไม่ขาด

หญิงชราพยักหน้า

“เห็นหรือไม่ ทุกอย่างไม่ต้องใช้แรงมากเสมอไป”

ประโยคนั้นทำให้มือของเทียนเผิงชะงักเล็กน้อย

หลายพันปีที่ผ่านมา ปัญหาทุกอย่างในชีวิตเขาถูกแก้ด้วยกำลัง

ชายแดนแตก ก็ส่งทหาร

อสูรบุก ก็ฆ่า

เกิดความวุ่นวาย ก็ปราบ

เมื่อมีสิ่งใดขัดขวาง เขาเพียงออกแรงให้มากกว่าเดิม

แต่ผักต้นหนึ่งกลับสอนว่า หากออกแรงเกินไป สิ่งที่ต้องการรักษาอาจเสียหายเสียเอง

เขาวางผักลงในตะกร้าอย่างระมัดระวัง

อาเหลียงชะโงกมาดู

“ดีขึ้นแล้ว”

“ข้ารู้”

“ยังไม่สวยเท่าของยาย”

เทียนเผิงเหลือบมอง

เด็กชายรีบถอยไปอีกต้นหนึ่ง พร้อมหัวเราะคิกคัก

พวกเขาเก็บผักอยู่จนแสงแดดแรงขึ้น

เสื้อผ้าของหญิงชราเริ่มเปียกเหงื่อ

อาเหลียงบ่นว่าหิวทุกครึ่งก้านธูป

ส่วนเทียนเผิงยังไม่รู้สึกเหนื่อย แต่หลังจากก้มและลุกซ้ำ ๆ เขาเริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักของร่างกายจำแลง

มันไม่มาก

แต่มันชัดเจน

เขารู้สึกถึงดินที่ติดตามนิ้ว

เหงื่อบาง ๆ ที่ท้ายทอย

ความร้อนของแดดบนผิว

กลิ่นเขียวสดของใบผักที่เพิ่งถูกเด็ด

ไม่มีสิ่งใดงดงามเป็นพิเศษ

แต่ทุกอย่างอยู่ตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อเก็บผักเต็มตะกร้า หญิงชราจึงพาพวกเขาเดินกลับหมู่บ้าน

เทียนเผิงแบกตะกร้าสองใบพาดบ่า

อาเหลียงเดินข้าง ๆ พร้อมคาบต้นหญ้าไว้ในปาก

“ท่านเผิง”

“อะไร”

“ท่านจะอยู่ที่นี่นานไหม”

เทียนเผิงมองทางเบื้องหน้า

“ไม่รู้”

“ท่านไม่รู้อีกแล้ว”

“ชีวิตเจ้ามีแต่คำตอบหรือ”

อาเหลียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ไม่มี”

“เช่นนั้นเหตุใดข้าต้องมี”

เด็กชายพยักหน้าเหมือนเห็นด้วย

“ถ้าท่านไม่รู้ว่าจะไปไหน ก็อยู่ที่นี่ก่อน”

“เหตุใด”

“ท่านแบกผักได้เยอะ”

เทียนเผิงหันมอง

อาเหลียงยิ้มกว้าง

คำเชิญให้อยู่ต่อถูกลดเหลือเพียงเหตุผลง่าย ๆ ว่าเขาแบกผักได้มาก

มันไม่มีคำยกย่อง

ไม่มีพิธี

ไม่มีคำมั่นสัญญา

แต่กลับทำให้เทียนเผิงรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

เมื่อพวกเขากลับถึงหมู่บ้าน ลานกลางหมู่บ้านไม่ได้เงียบสงบเหมือนตอนเช้า

มีม้าสามตัวผูกอยู่หน้าศาลา

ชายฉกรรจ์หลายคนสวมเสื้อคลุมสีเทาเข้ม ยืนกระจายอยู่ตามทาง บางคนถือกระบอง บางคนพกดาบสั้น

ชาวบ้านหลายสิบคนรวมตัวกันอยู่กลางลาน

ไม่มีใครพูดดัง

อากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

หญิงชราหยุดเดินทันที

สีหน้าของนางเปลี่ยนไป

อาเหลียงเอาต้นหญ้าออกจากปาก

“คนของนายอำเภอ”

เทียนเผิงมองไปยังชายผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มผ้า

เขารูปร่างอ้วนท้วน สวมเสื้อผ้าดีกว่าชาวบ้านมาก มือหนึ่งถือพัด อีกมือเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างไม่รีบร้อน

ด้านหน้าเขามีบัญชีหลายม้วน

ชายชาวบ้านคนหนึ่งคุกเข่าอยู่กับพื้น

“ท่านเจ้าหน้าที่ ขอเวลาอีกสักเดือนเถิด”

เจ้าหน้าที่ไม่เงยหน้า

“กำหนดชำระคือวันนี้”

“ปีนี้ฝนหนัก สะพานพัง ผักเสียไปเกือบครึ่ง พวกเรายังขายของไม่ได้”

“นั่นเป็นเรื่องของพวกเจ้า”

“แต่ภาษีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน พวกเราจ่ายไม่ไหวจริง ๆ”

เจ้าหน้าที่ปิดพัด

“คำสั่งมาจากเมือง”

“พวกเราเพียงทำตาม”

เทียนเผิงมองเขานิ่ง ๆ

คำพูดนั้นทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย

พวกเราเพียงทำตาม

บนสวรรค์ เหล่าแม่ทัพพูดเช่นนี้เมื่อได้รับคำสั่งให้ปราบสิ่งใดสักอย่าง

ขุนนางพูดเช่นนี้เมื่อกฎทำให้ใครบางคนเดือดร้อน

ผู้คุมพูดเช่นนี้เมื่อเฆี่ยนนักโทษ

เหมือนเมื่อทุกอย่างถูกเรียกว่า “หน้าที่” ผู้กระทำก็ไม่ต้องแบกรับสิ่งที่ตนทำอีก

ชายชาวบ้านก้มศีรษะลง

“ข้ามีลูกสามคน ภรรยาป่วย หากยึดข้าวไป พวกเราจะอยู่ไม่ได้”

เจ้าหน้าที่พลิกบัญชี

“หากไม่มีข้าว ก็จ่ายเป็นที่ดิน”

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นทันที

“ที่ดินผืนนั้นเป็นของตระกูลข้ามาสามชั่วคน”

“หลังวันนี้อาจไม่ใช่แล้ว”

ชายฉกรรจ์รอบข้างหัวเราะเบา ๆ

ชาวบ้านไม่มีใครกล้าพูด

อาเหลียงขยับเข้าใกล้เทียนเผิง

“ปีที่แล้ว พวกเขาเอาที่นาของลุงเจาไป”

เด็กชายกระซิบ

“ลุงเจาไปขอคืน ถูกตีจนเดินไม่ได้”

เทียนเผิงถามเบา ๆ

“ไม่มีผู้ใดช่วยหรือ”

“ใครช่วยก็โดนจับ”

คำตอบนั้นเรียบง่าย

แต่ทำให้บางอย่างในอกเขาหนักขึ้น

เจ้าหน้าที่ชี้ไปยังบ้านหลังหนึ่ง

“ขนข้าวออกมา”

ชายฉกรรจ์สองคนเดินไปทันที

หญิงคนหนึ่งรีบวิ่งมาขวาง

“ไม่ได้!”

นางกางแขนหน้าประตู

“ลูกข้าป่วย ข้าวในบ้านเหลือเพียงเท่านั้น”

ชายฉกรรจ์ผลักนางล้มลง

เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งออกมาร้องไห้

“แม่!”

เทียนเผิงขยับเท้า

แต่หญิงชราคว้าแขนเสื้อเขาไว้

นางส่ายหน้าช้า ๆ

แววตาเต็มไปด้วยความกลัว

“อย่า”

เทียนเผิงมองมือของนาง

มือที่เมื่อเช้ายังสอนเขาดึงผักอย่างเบามือ บัดนี้สั่นจนแทบจับอะไรไม่อยู่

“เหตุใด”

เขาถาม

“พวกเขามีตราของทางการ”

“ตราทำให้สิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องหรือ”

หญิงชราไม่ตอบ

นางเพียงกำแขนเสื้อเขาแน่นขึ้น

“เจ้าเป็นคนต่างถิ่น อย่าเอาตัวเข้าไปพัวพัน”

เทียนเผิงหันกลับไปมองลาน

ชายฉกรรจ์กำลังลากกระสอบข้าวออกจากบ้าน

หญิงผู้เป็นแม่คลานตามไปทั้งน้ำตา

ไม่มีใครช่วย

ไม่ใช่เพราะไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นโหดร้าย

ทุกคนรู้

แต่ความกลัวทำให้ร่างกายของพวกเขาแข็งอยู่กับที่

เทียนเผิงเคยเห็นทหารสวรรค์นับหมื่นยืนหยัดต่อหน้าอสูร

เขาเคยคิดว่าความกลัวเกิดจากศัตรูที่แข็งแกร่ง

แต่บัดนี้เขาเห็นว่า บางครั้งมนุษย์ไม่ได้กลัวกำลัง

พวกเขากลัวสิ่งที่อยู่เบื้องหลังกำลังนั้น

กฎ

อำนาจ

ตราประทับ

คุก

การเอาคืน

สิ่งที่มองไม่เห็นแต่ครอบอยู่เหนือชีวิตทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ลุกจากเก้าอี้

“ผู้ใดขัดขวางการเก็บภาษี ถือว่าขัดคำสั่งราชการ”

เขากวาดตามองชาวบ้าน

“มีใครอีกหรือไม่”

ไม่มีผู้ใดตอบ

เทียนเผิงรู้สึกถึงพลังปราณภายในตนเริ่มไหล

เพียงเขาปล่อยออกมาเล็กน้อย ชายเหล่านี้ก็จะคุกเข่าลงทั้งหมด

เพียงยกนิ้ว อาวุธของพวกเขาจะหัก

เพียงกล่าวคำเดียว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นอาจไม่กล้ากลับมาอีกตลอดชีวิต

แต่คำพูดของชายชราริมทางดังขึ้นในใจ

ทุกอย่างไม่ต้องใช้แรงมากเสมอไป

หญิงชราเองก็เพิ่งสอนเขาเรื่องเดียวกัน

หากดึงแรงเกินไป รากจะขาด และดินจะกระเด็นใส่ต้นข้าง ๆ

หากเขาใช้กำลังปราบคนเหล่านี้ วันนี้ชาวบ้านอาจรอด

แต่พรุ่งนี้ เมืองอาจส่งทหารมา

คนที่ต้องรับผลอาจไม่ใช่เขา

แต่เป็นคนทั้งหมู่บ้าน

เทียนเผิงมองผู้คน

แล้วมองชายเจ้าหน้าที่

นี่ไม่ใช่อสูรที่ฆ่าได้แล้วทุกอย่างจบ

สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่เพียงคนอ้วนคนหนึ่ง

แต่มันคือโครงข่ายของความกลัว

หากตัดเพียงปลายกิ่ง รากก็ยังอยู่

เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว

หญิงชราดึงแขนเสื้อไว้

“พ่อหนุ่ม…”

เทียนเผิงหันมามองนาง

“ข้าจะไม่ฆ่าใคร”

คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้นางสบายใจขึ้น

เขาวางตะกร้าผักลง แล้วเดินเข้าไปกลางลาน

เสียงฝีเท้าของเขาทำให้ผู้คนหันมอง

เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้ว

“เจ้าเป็นใคร”

เทียนเผิงหยุดตรงหน้ากระสอบข้าว

“คนเดินทาง”

“คนเดินทางก็เดินทางต่อไป อย่ายุ่งเรื่องของทางการ”

เทียนเผิงมองบัญชีบนโต๊ะ

“ภาษีเพิ่มขึ้นเพราะเหตุใด”

เจ้าหน้าที่หัวเราะ

“เจ้ามีสิทธิ์ถามหรือ”

“ข้าถามเพราะอยากรู้”

“ไม่จำเป็นต้องรู้”

“แล้วผู้ที่ต้องจ่าย จำเป็นต้องรู้หรือไม่”

บรรยากาศเงียบลงทันที

ชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามาใกล้

เจ้าหน้าที่หุบพัด

“พวกเจ้าจับมัน”

ชายคนหนึ่งเอื้อมมือมาจับไหล่เทียนเผิง

เทียนเผิงไม่ได้หลบ

เมื่อมือแตะลง ชายคนนั้นกลับรู้สึกเหมือนจับก้อนหินที่หยั่งรากอยู่ใต้ภูเขา

เขาออกแรง

เทียนเผิงไม่ขยับแม้แต่น้อย

ชายอีกคนเข้ามาช่วย

ทั้งสองดึงพร้อมกัน

ร่างของเทียนเผิงยังคงนิ่ง

ชาวบ้านเริ่มมองหน้ากัน

อาเหลียงกลั้นหัวเราะ

เจ้าหน้าที่สีหน้าเปลี่ยนไป

“พวกเจ้าไม่ได้กินข้าวหรืออย่างไร!”

ชายทั้งสองปล่อยมือแล้วชักกระบองออกมา

เทียนเผิงมองพวกเขา

“ข้าไม่ได้มาสู้”

“แต่มาขวางงานของเรา”

“ข้าขอเพียงให้พวกเจ้าตอบคำถาม”

“คำถามของเจ้าไม่มีค่า”

เทียนเผิงเหลือบมองชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่

“แต่ข้าวของเขามีค่า”

เจ้าหน้าที่ตบโต๊ะ

“ตีมัน!”

กระบองถูกเหวี่ยงลงมา

เทียนเผิงยกมือรับ

ไม้หยุดอยู่ในฝ่ามือ

เขาไม่ได้บีบให้แตก

เพียงจับไว้

ชายฉกรรจ์ดึงกลับ แต่ไม่สำเร็จ

เทียนเผิงมองเขา

“เจ้าอยากตีข้าหรือ”

ชายคนนั้นชะงัก

“ข้าทำตามคำสั่ง”

“ข้าถามว่าเจ้าอยากตีหรือไม่”

ชายฉกรรจ์เม้มปาก

สายตาเลื่อนไปมองเจ้าหน้าที่ ก่อนหลบลง

เทียนเผิงปล่อยกระบอง

“หากไม่อยาก เหตุใดมือจึงยก”

ไม่มีคำตอบ

เจ้าหน้าที่ตะโกน

“พวกเจ้ามัวทำอะไร จับมัน!”

ชายฉกรรจ์คนอื่น ๆ ขยับเข้ามา

แต่คราวนี้ช้ากว่าเดิม

บางคนมองพื้น

บางคนกำอาวุธแน่นแต่ไม่ก้าว

เทียนเผิงเห็นความลังเลนั้น

เขาเริ่มเข้าใจว่า อำนาจไม่ได้อยู่เพียงในตัวผู้สั่ง

มันอาศัยมือของผู้ทำตาม

หากทุกมือหยุดพร้อมกัน คำสั่งก็เป็นเพียงเสียงหนึ่ง

เจ้าหน้าที่มองลูกน้องด้วยความโกรธ

“ผู้ใดไม่ทำตาม จะถูกลงโทษทั้งหมด!”

คำขู่นั้นทำให้หลายคนขยับอีกครั้ง

เทียนเผิงจึงรู้ว่า การบอกให้คนเหล่านี้วางอาวุธง่ายเกินไป

พวกเขาเองก็ถูกกลัวควบคุมเช่นกัน

บางคนอาจมีครอบครัว

บางคนมีหนี้

บางคนอาจถูกบังคับให้มาทำงานนี้

บางคนอาจเคยเป็นชาวบ้านเช่นเดียวกัน

ดีและชั่วไม่ได้ยืนแยกกันอยู่คนละฝั่งอย่างชัดเจน

มีเพียงคนจำนวนมากที่กำลังถูกสิ่งต่าง ๆ ผลักให้ทำสิ่งที่ตนไม่แน่ใจ

เทียนเผิงหันไปมองบัญชีอีกครั้ง

“ยอดภาษีทั้งหมดเท่าใด”

เจ้าหน้าที่แค่นหัวเราะ

“เจ้าจะจ่ายแทนหรือ”

“เท่าใด”

เจ้าหน้าที่บอกจำนวนออกมา

ชาวบ้านหลายคนก้มหน้า

เป็นจำนวนมากพอจะทำให้หมู่บ้านต้องขายที่ดินเกือบครึ่ง

เทียนเผิงล้วงมือเข้าไปในเสื้อ

เขาไม่มีเงินมนุษย์

ของทุกอย่างที่ติดตัวมาล้วนเป็นของสวรรค์ แม้เพียงเศษโลหะจากเกราะก็มีค่ามากเกินกว่ามนุษย์จะประเมินได้

เขาหยิบแผ่นหยกเล็ก ๆ ออกมา

มันเป็นเครื่องหมายประจำตัวนายทัพชั้นสูง ใช้ผ่านประตูต่าง ๆ ในเขตทัพเหนือ

ไม่มีตราชื่อ

ไม่มีอักษร

แต่หยกนั้นบริสุทธิ์จนส่องแสงอ่อน ๆ ภายใต้แดด

เจ้าหน้าที่ตาโตทันที

“ของสิ่งนี้…”

เทียนเผิงวางมันลงบนโต๊ะ

“พอหรือไม่”

เจ้าหน้าที่รีบหยิบขึ้นมาดู

เพียงสัมผัสก็รู้ว่ามีค่ามหาศาล

มากกว่าภาษีของหมู่บ้านนี้หลายปี

ดวงตาของเขาเปลี่ยนไป

ความโกรธหายไป เหลือเพียงความโลภ

“พอ”

เขาตอบทันที

“พอแน่นอน”

เทียนเผิงมองแววตานั้น

เขารู้ว่าตนเพียงเปลี่ยนสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

ไม่ได้เปลี่ยนอะไรภายใน

เจ้าหน้าที่สั่งลูกน้องคืนข้าว แล้วม้วนบัญชีเก็บอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านมองอย่างไม่เชื่อสายตา

หญิงผู้เป็นแม่รีบกอดกระสอบข้าว

ชายที่กำลังจะเสียที่ดินก้มศีรษะลงจนหน้าผากแตะพื้น

“ท่านผู้มีพระคุณ…”

เทียนเผิงเดินเข้าไปยกเขาขึ้น

“อย่าคุกเข่า”

“แต่ท่านช่วยพวกเราทั้งหมู่บ้าน”

“ข้าเพียงจ่ายสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง”

ชายคนนั้นน้ำตาไหล

“สำหรับท่านอาจเป็นเพียงหยกชิ้นหนึ่ง”

เทียนเผิงชะงัก

ประโยคนี้คล้ายกับที่หญิงชราเคยพูด

สำหรับท่านอาจเพียงยื่นมือ

แต่สำหรับข้า มือนั้นคือทั้งชีวิตที่เหลืออยู่

เจ้าหน้าที่กับลูกน้องขึ้นม้า

ก่อนจาก เขาหันมามองเทียนเผิง

“เจ้าเป็นคนของตระกูลใด”

“ไม่มีตระกูล”

“หยกเช่นนี้ไม่ใช่ของคนธรรมดา”

“วันนี้มันเป็นเพียงของที่ใช้แลกข้าว”

เจ้าหน้าที่มองเขานานขึ้น

แววตาเต็มไปด้วยความระแวง

จากนั้นจึงกระตุกบังเหียนพาคนออกจากหมู่บ้าน

ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงดีใจ

บางคนร้องไห้

บางคนหัวเราะ

เด็ก ๆ วิ่งตามกระสอบข้าวที่ถูกขนกลับบ้าน

อาเหลียงวิ่งเข้ามาหาเทียนเผิง

“ท่านเผิง ท่านรวยมากหรือ”

“ไม่รู้”

“ท่านไม่รู้อีกแล้ว”

เทียนเผิงมองถนนที่คนของทางการเพิ่งจากไป

“ข้ารู้เพียงว่า เรื่องยังไม่จบ”

หญิงชราเดินเข้ามา

ใบหน้าของนางไม่ได้ยินดีเต็มที่

“เขาจะกลับมา”

เทียนเผิงพยักหน้า

“ข้ารู้”

“ของมีค่ามากเกินไป ทำให้คนโลภกลับมาเสมอ”

“เช่นนั้นเหตุใดไม่มีใครห้ามข้า”

หญิงชรามองเขา

“เพราะตอนนั้นพวกเรากำลังจะเสียทุกอย่าง”

คำตอบนั้นตรงไปตรงมา

เทียนเผิงไม่โกรธ

เขาเริ่มเห็นว่า เมื่อทุกข์อยู่ตรงหน้า มนุษย์มักเลือกสิ่งที่ช่วยให้รอดก่อน แม้จะรู้ว่าปัญหาอาจย้อนกลับมา

เขาเองก็เพิ่งทำเช่นเดียวกัน

เขาใช้สิ่งมีค่าแก้ความเดือดร้อนทันที

แต่ไม่ได้แตะต้องรากของมัน

อาเหลียงดึงชายเสื้อเขา

“อย่างน้อยวันนี้ทุกคนก็มีข้าวกิน”

เทียนเผิงก้มมองเด็ก

“ใช่”

คำพูดนั้นทำให้เขาหยุดคิด

บางทีการที่แก้ไม่ได้ทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรช่วยสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

การยื่นมือวันนี้อาจไม่ทำลายความอยุติธรรม

แต่เด็กหญิงในบ้านหลังนั้นจะไม่ต้องอดคืนนี้

ชายคนนั้นยังมีที่ดินให้เพาะปลูก

ผู้ป่วยยังมีข้าวต้มกิน

สิ่งเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องไร้ความหมายเพียงเพราะมันไม่อาจเปลี่ยนทั้งโลก

เทียนเผิงเงยหน้ามองท้องฟ้า

เมฆสองก้อนลอยนิ่งอยู่สูงกว่าปกติ

เขาสัมผัสได้ถึงพลังอ่อน ๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

เทพตรวจการณ์

พวกเขามาถึงแล้ว

เทียนเผิงไม่ได้แสดงท่าที

เขาหันกลับไปยกตะกร้าผักขึ้น

“ผักจะเหี่ยวหรือไม่”

หญิงชรากะพริบตา

“ถ้าทิ้งไว้นานก็เหี่ยว”

“เช่นนั้นกลับบ้านก่อน”

อาเหลียงรีบวิ่งตาม

“ท่านเผิง วันนี้ท่านดึงผักเก่งขึ้นแล้ว”

“ข้าดึงได้ตั้งแต่ต้น”

“ต้นแรกไม่มีราก”

“มันยังเป็นผัก”

“แต่ขายไม่ได้”

เสียงของทั้งสองค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางดิน

หญิงชรามองตาม

ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาข้างนาง

“เขาเป็นใครกันแน่”

หญิงชราส่ายหน้า

“ไม่รู้”

“หยกชิ้นนั้นอาจซื้อทั้งหมู่บ้านได้”

“แต่เขากลับนั่งถอนผักกับเรา”

“คนเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง”

หญิงชรามองแผ่นหลังสูงใหญ่ของเทียนเผิง

“บางทีเขาเองก็กำลังหาว่า ตนมีอยู่จริงหรือไม่”

เหนือหมู่บ้าน เทพตรวจการณ์ทั้งสองยืนอยู่หลังม่านเมฆ

กระจกตรวจปราณสั่นแรง

“ยืนยันแล้ว”

เทพผู้ถือกระจกกล่าว

“เขาคือจอมพลเทียนเผิง”

เทพหน้ากากเงินไม่ตอบ

“เราต้องลงไปแจ้งให้เขากลับ”

“เจ้าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่”

“เห็น”

“แล้วคิดอย่างไร”

เทพผู้ถือกระจกขมวดคิ้ว

“จอมพลใช้ของสวรรค์แทรกแซงกิจการมนุษย์ ฝ่าฝืนกฎหลายข้อ”

“ข้าถามว่าเจ้าคิดอย่างไร ไม่ได้ถามว่ากฎเขียนว่าอย่างไร”

อีกฝ่ายเงียบ

เทพหน้ากากเงินมองชาวบ้านที่กำลังขนข้าวกลับบ้าน

“คนเหล่านั้นรอดจากการเสียที่ดิน”

“แต่เขาทำผิด”

“สองสิ่งนี้อยู่พร้อมกันไม่ได้หรือ”

เทพผู้ถือกระจกมองเขา

“เจ้ากำลังลังเลในหน้าที่”

เทพหน้ากากเงินยกมือแตะหน้ากากของตน

“ข้าเพียงเริ่มสงสัยว่า หน้าที่มีไว้ให้เรามองไม่เห็นสิ่งใดบ้าง”

ลมพัดเมฆแตกออกเล็กน้อย

เบื้องล่าง เทียนเผิงหยุดเดิน

เขาเงยหน้าขึ้นมองตรงมายังพวกเขา

แม้ระยะจะไกลและมีม่านพลังปิดบัง แต่เทพตรวจการณ์ทั้งสองรู้ทันทีว่าเขาเห็นแล้ว

เทพผู้ถือกระจกหน้าซีด

“เราถูกพบ”

เทพหน้ากากเงินประสานมือคำนับจากบนเมฆ

เทียนเผิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนหันกลับและเดินต่อ

เขาไม่ได้หนี

ไม่ได้เรียกให้ลงมา

และไม่ได้แสดงอำนาจกดข่ม

การไม่ทำสิ่งใดของเขากลับทำให้เทพทั้งสองไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

บนสวรรค์ ทุกการกระทำมีระเบียบรองรับ

แต่ไม่มีระเบียบข้อใดเขียนไว้ว่า ควรปฏิบัติอย่างไรกับจอมพลผู้เห็นผู้มาตามแล้วเลือกกลับไปแบกตะกร้าผักต่อ

“เราจะทำอย่างไร”

เทพผู้ถือกระจกถาม

เทพหน้ากากเงินมองตามเทียนเผิง

“ลงไป”

“จับกุมหรือ”

“พูดกับเขา”

“ในฐานะใด”

เทพหน้ากากเงินนิ่งไป

คำถามนั้นทำให้เขาเห็นปัญหาเป็นครั้งแรก

หากลงไปในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา เขาต้องเชื่อฟังเทียนเผิง

หากลงไปในฐานะผู้ตรวจการณ์ เขาต้องรายงานความผิดของเทียนเผิง

หากลงไปในฐานะเทพ เขาต้องรักษากฎสวรรค์

แต่หากลงไปในฐานะคนผู้หนึ่ง

เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไร

เบื้องล่าง เทียนเผิงเดินกลับบ้านพร้อมผักเต็มตะกร้า

ในใจของเขาไม่ได้สงบ

เขาช่วยหมู่บ้านได้เพียงวันเดียว

ใช้ทรัพย์สินแทนคำตอบ

และทำให้สวรรค์พบร่องรอยของตนชัดเจนขึ้น

เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำถูกหรือผิด

คำทั้งสองวนอยู่ในใจ ก่อนค่อย ๆ จางลง

สิ่งที่เหลือคือภาพเด็กหญิงกอดมารดา

ภาพชายชาวบ้านลูบพื้นดินของตน

ภาพลูกน้องทางการที่ไม่อยากยกกระบอง แต่ยกเพราะกลัว

ทุกคนกำลังถูกบางสิ่งผลัก

บางคนถูกความหิว

บางคนถูกอำนาจ

บางคนถูกหน้าที่

บางคนถูกความกลัว

บางคนถูกความต้องการช่วยเหลือ

เขาเองก็ไม่ต่างกัน

เพียงแต่วันนี้ เขาเริ่มมองเห็นแรงผลักเหล่านั้น

เทียนเผิงก้มมองตะกร้าบนบ่า

ผักแต่ละต้นยังมีดินติดราก

ไม่มีต้นใดสะอาด

แต่ไม่มีต้นใดเสียเพราะเปื้อนดิน

เขานึกถึงคำพูดของไท่ซั่งเหล่าจวิน

ผู้ที่ไม่เคยลงน้ำ มักเรียกโคลนว่าสิ่งสกปรก

ส่วนผู้ที่เคยข้ามฝั่ง ย่อมรู้ว่าโคลนก็เป็นเพียงดินที่มีน้ำ

เทียนเผิงไม่รู้ว่าตนกำลังข้ามไปยังฝั่งใด

อาจไม่มีฝั่งเลยก็ได้

อาจมีเพียงน้ำที่ไหล

ดินที่เปลี่ยนรูป

และสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเป็นไปตามเหตุของมัน

เขายังไม่เข้าใจ

แต่คำถามหนึ่งเริ่มชัดขึ้นภายใน

หากการเป็นเทพหมายถึงการยืนอยู่เหนือทุกข์ของผู้อื่น แล้วเรียกความนิ่งเฉยนั้นว่าความบริสุทธิ์—

เทพเช่นนั้นสูงส่งกว่ามนุษย์จริงหรือ

ด้านหลัง เสียงฝีเท้าสองคู่ดังขึ้นบนทางดิน

อาเหลียงหันกลับไปมอง

ชายสองคนกำลังเดินตามมา

คนหนึ่งสวมชุดสีครามธรรมดา แต่มีหน้ากากเงินปิดครึ่งใบหน้า

อีกคนถือกระจกกลมไว้ข้างเอว

เทียนเผิงหยุดเดิน

เขาวางตะกร้าลงข้างทาง

เทพตรวจการณ์ทั้งสองหยุดห่างออกไปสิบก้าว ก่อนประสานมือคำนับ

“จอมพล”

อาเหลียงเงยหน้ามองเทียนเผิง

“พวกเขาเรียกใคร”

เทียนเผิงมองเด็กชาย

แล้วมองเทพทั้งสอง

คำว่า “จอมพล” ซึ่งเคยแนบแน่นกับตัวเขามาหลายพันปี บัดนี้กลับฟังดูเหมือนชื่อของคนอื่น

เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอาเหลียงเบา ๆ

“พวกเขาคงจำคนผิด”

เทพผู้ถือกระจกเงยหน้าขึ้นทันที

ส่วนเทพหน้ากากเงินมองเทียนเผิงอย่างเงียบงัน

ไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดเล่น

โกหก

หรือกำลังบอกความจริงบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองเพิ่งเริ่มมองเห็น

เทียนเผิงยกตะกร้าขึ้นอีกครั้ง

“กลับกันเถอะ”

อาเหลียงพยักหน้าแล้วเดินต่อ

เทียนเผิงก้าวตามเด็กไป

ทิ้งเทพตรวจการณ์ทั้งสองยืนอยู่กลางถนน

ตำแหน่งของเขาเรียกหา

สวรรค์กำลังรอ

แต่คนที่ถูกเรียกว่า “จอมพลเทียนเผิง”

กลับเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า

ชื่อนั้นยังหมายถึงตนอยู่หรือไม่

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เทียนเผิง : แสวงวิถี   ตอนที่ ๑๐๐.๓ — ใต้ต้นดอกเหลือง ไม่พบไม่เลิกรา (อวสาน)

    เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๑๐๐.๓ — ใต้ต้นดอกเหลือง ไม่พบไม่เลิกรา เมื่อครบหนึ่งปี หลินเยว่สำเร็จช่วงการศึกษาตามกำหนดของสำนักแพทย์หลวง อาจารย์อู๋กล่าวชมว่านางมีความละเอียดในการตรวจคนไข้และรู้จักยอมรับเมื่อยังหาสาเหตุไม่ได้ นางรับคำด้วยความนอบน้อม ก่อนเก็บตำราและเครื่องมือแพทย์ใส่หีบเพื่อเตรียมกลับชิงหลิว ซูเหอมาช่วยจัดสัมภาระ ทั้งคู่กอดลากันอย่างไม่ปิดบังน้ำตา หลินเยว่ยังคงติดต่อหลัวเหวินเรื่องอาการของเสี่ยวหลัน เด็กหญิงยังต้องได้รับการตรวจติดตามและอาจต้องส่งต่อผู้เชี่ยวชาญตามข้อมูลที่รวบรวมไว้ การเรียนหนึ่งปีไม่ได้ทำให้นางรักษาโรคทุกชนิดได้ และการสูญเสียเทียนเผิงก็ไม่ได้ทำให้นางกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก หากทำให้นางเข้าใจยิ่งขึ้นว่าทุกชีวิตมีเวลาของตนเองซึ่งไม่มีใครควรใช้ไปแทนกัน เมื่อกลับถึงชิงหลิวในเย็นวันหนึ่ง นางพบร้านยายังคงเปิดอยู่ ยายซู่อิงยืนรอตรงประตูพร้อมรอยยิ้มที่มีน้ำตาปนอยู่ อาเหลียงสูงขึ้นจนแทบจำไม่ได้ ส่วนหมอเซี่ยหมิงจัดสมุนไพรไว้เต็มชั้นตามระเบียบ หลินเยว่เดินเข้าบ้าน วางหีบลงข้างโต๊ะ ก่อนหยุดมองถ้วยข้าวใบหนึ่งซึ่งวางอยู่บนชั้นไม้ มันถูกล้างจนสะอ

  • เทียนเผิง : แสวงวิถี   ตอนที่ ๑๐๐.๒ — ชีวิตที่เริ่มต้นอีกครั้ง

    เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๑๐๐.๒ — ชีวิตที่เริ่มต้นอีกครั้ง เว่ยซานได้รับข่าวที่สถานพยาบาลชายแดนตะวันตก หมอซ่งอ่านรายงานให้ฟังโดยไม่ตัดทอนความจริง พลังของชายชรายังไม่อาจส่งคืนได้อย่างปลอดภัย และไม่มีหลักฐานว่าความสามารถรับรู้ลมปราณเดิมจะกลับมา แต่รอยปราณที่เกี่ยวข้องกับเขาได้รับการเก็บรักษาไว้ในระบบซึ่งไม่อาจนำไปใช้โดยพลการอีกแล้ว เว่ยซานนั่งฟังอยู่ริมหน้าต่างนานมาก ก่อนถามว่า “แล้วเทียนเผิงเล่า” หมอซ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบว่าเขาสูญเสียร่างเทพและเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่าน ยังไม่มีใครทราบปลายทาง เว่ยซานก้มหน้าลง มองมือที่มีรอยเหี่ยวย่นของตน ก่อนกล่าวด้วยเสียงเบาว่า “ข้าไม่ได้ขอให้เขาแลกชีวิตกับพลังของข้า” หมอซ่งพยักหน้า “เขาไม่ได้ทำเพื่อคืนพลังให้ท่านเพียงคนเดียว” ชายชรานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือเปิดหน้าต่าง ลมหนาวพัดผ่านต้นหญ้าสีขาวในกระถาง ใบเล็ก ๆ โยกเอนอย่างอ่อนโยน เขายังไม่ได้ยินเสียงปราณในสายลมนั้นอีกเลย แต่คราวนี้เขาไม่ปิดหน้าต่างด้วยความผิดหวัง เขาเพียงนั่งมองมันอยู่นาน ก่อนกล่าวว่า “หากวันหนึ่งพบเขาอีก บอกด้วยว่าข้ายังจำคำพูดของเขาได้ และสาล

  • เทียนเผิง : แสวงวิถี   ๑๐๐.๑ — ผนึกสุดท้ายแห่งสวรรค์

    เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๑๐๐.๑ — ผนึกสุดท้ายแห่งสวรรค์ แสงสีทองรวมตัวอยู่ที่ปลายไม้เท้าของไท่ซั่งเหล่าจวินอย่างเชื่องช้า ไม่มีสายฟ้าฟาด ไม่มีเสียงคำรามของสวรรค์ มีเพียงเสียงหายใจของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่กลางห้องหิน และเสียงหยดน้ำจากรอยแตกบนเพดานที่ตกลงสู่พื้นเป็นระยะ เทียนเผิงมองมือของตนเป็นครั้งสุดท้ายในสภาพที่ปราณนทีเหนือยังไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม เส้นแสงสีเงินบางละเอียดแล่นผ่านใต้ผิวหนังราวสายน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ เขาเคยใช้พลังนี้แหวกสมุทร เคยหยุดคลื่นซึ่งสูงกว่ากำแพงเมือง และเคยนำกองทัพผ่านสมรภูมิที่ไม่มีผู้ใดคาดว่าจะรอดกลับมาได้ แต่ในวินาทีนี้ พลังอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดกลับช่วยให้เขาทำสิ่งง่ายที่สุดไม่ได้—ดึงมือออกจากพันธนาการโดยไม่ทำลายสิ่งที่เพิ่งช่วยรักษาไว้ เบื้องหน้า อักขระสีแดงจากครรภ์รองรับกำลังเลื้อยลึกเข้าสู่รากปราณของเขา แม้รอยปราณของผู้เสียหายทั้งหมดจะถูกส่งไปยังช่องพักอิสระแล้ว เครื่องมือโบราณก็ยังไม่ยอมรับว่าหน้าที่ของตนสิ้นสุดลง มันกำลังจะยึดชีวิตใหม่ไว้แทนภาระเก่า เทียนเผิงเงยหน้ามองไท่ซั่งเหล่าจวิน เห็นอาจารย์ผู้เคยสงบนิ่งต่อหน้าหายนะนับคร

  • เทียนเผิง : แสวงวิถี   ตอนที่ ๙๙.๓ — คำสั่งสุดท้ายของเทียนเผิง

    เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๙๙.๓ — คำสั่งสุดท้ายของเทียนเผิง คำสั่งเริ่มขึ้นเมื่อแสงจากทางรับใหม่สว่างครบทุกชั้น เทียนเผิงปรับปราณนทีเหนือจนละเอียดราวเส้นฝน แล้วส่งมันไปประคองรอยปราณสายสุดท้ายอย่างนุ่มนวล เขาไม่ฝืน ไม่เร่ง และไม่เพิ่มกำลังเกินความจำเป็น เส้นไหมสีเงินซึ่งสั่นอยู่กลางแกนค่อย ๆ เคลื่อนออกจากที่เดิม ผ่านขอบอักขระที่ถูกเผาไหม้มาหลายร้อยปี ก่อนสัมผัสวงรับใหม่ทีละช่วง เหวินฉางอ่านข้อมูลต้นทางตามจังหวะเพื่อให้ระบบบันทึกทุกขั้นตอน เมื่อส่วนสุดท้ายของรอยปราณพ้นจากแกน เสียงเต้นหลายชั้นที่เคยดังก้องอยู่ในห้องก็หยุดลงทันที ความเงียบซึ่งตามมาหนักแน่นจนทุกคนเผลอกลั้นหายใจ แสงสีฟ้าจากช่องพักใหม่ส่องสว่างขึ้นแทนสีแดงเก่า เหวินฉางตรวจค่าซ้ำ ก่อนตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่น “รอยปราณทั้งหมดที่ตรวจนับไว้เข้าสู่ทางรับใหม่แล้ว! ไม่มีสายใดสูญหาย!” เทียนโหย่วหลับตาลงชั่วขณะด้วยความโล่งใจ อวิ๋นฉีตรวจวงตัดฉุกเฉินอีกครั้ง ส่วนหลิงกวงรีบยืนยันกับหอควบคุมว่าไม่มีการส่งพลังผิดปลายทางไปยังโลกมนุษย์ เทียนเผิงมองครรภ์รองรับซึ่งเริ่มดับแสง เขารู้สึกเหมือนเพิ่งได้ยินเสียงลมหายใจของคนป่

  • เทียนเผิง : แสวงวิถี   ตอนที่ ๙๙.๒ — รอยปราณสายสุดท้าย

    เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๙๙.๒ — รอยปราณสายสุดท้าย เหนือห้องชั้นลึก หลิงกวงได้รับรายงานจากหอควบคุมว่าทางผ่านสำคัญทั้งหมดกำลังลดภาระเข้าสู่ระบบสำรองตามแผน ขบวนเวชภัณฑ์ที่ยังอยู่ระหว่างเดินทางได้รับคำสั่งให้หยุดในจุดปลอดภัย ไม่มีผู้ใดถูกปล่อยให้อยู่บนสะพานซึ่งกำลังเสี่ยงเสียเสถียรภาพ ส่วนโลกมนุษย์มีรายงานอาการผิดปกติเป็นระยะ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าความเสียหายล่าสุดทำให้ผู้ใดถึงแก่ชีวิต เขาอ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งคำสั่งให้คงมาตรการป้องกันไว้และอย่าเพิ่มการใช้ปราณโดยพลการ จากนั้นจึงหันกลับมามองเทียนเผิง “เรารับภาระส่วนรวมไว้ได้แล้ว” เขากล่าว “เจ้าไม่จำเป็นต้องส่งพลังเพิ่มเพื่อประคองโครงข่ายสวรรค์อีก” เทียนเผิงพยักหน้า เขาได้ยินถ้อยคำนั้นชัดเจน และรู้สึกถึงความหมายของมันลึกกว่าที่ใครอาจคาดคิด สิ่งที่พวกเขาต่อสู้มาตลอดหลายวันไม่สูญเปล่า สวรรค์ไม่ได้รอให้เขากลายเป็นแกนใหม่เพื่อรักษาความสว่างของตำหนัก ไม่ได้ปล่อยให้ทางผ่านทั้งหมดพึ่งพาปราณนทีเหนือของเขาเพียงสายเดียว และไม่ได้ถือเอาความสามารถของเขาเป็นข้ออ้างให้ทุกฝ่ายหยุดทำหน้าที่ของตน สิ่งที่ยังค้างอยู่ตรงหน้าเ

  • เทียนเผิง : แสวงวิถี   ตอนที่ ๙๙.๑ — คำสั่งที่ไม่ยอมรับคำปฏิเสธ

    เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๙๙.๑ — คำสั่งที่ไม่ยอมรับคำปฏิเสธ เสียงที่ดังขึ้นจากครรภ์รองรับไม่ใช่เสียงของผู้มีชีวิต หากเป็นเสียงอักขระนับพันซึ่งเริ่มทำงานพร้อมกัน แสงสีแดงไหลไปตามรอยสลักบนพื้นหิน ก่อนยกตัวขึ้นเป็นเส้นละเอียดพันรอบปราณนทีเหนือที่เทียนเผิงส่งเข้าไปยังวงตัดความสัมพันธ์ มันไม่ได้โจมตีเขาโดยตรง แต่พยายามแทรกตัวเข้ามาระหว่างกระแสปราณแต่ละสาย ราวกับรากไม้ที่เลื้อยผ่านรอยแตกของกำแพงเพื่อหาน้ำจากอีกฟากหนึ่ง เทียนเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารับรู้ถึงแรงดึงนั้นได้ชัดเจน มันมิได้มากพอจะเอาชนะพลังของเขา หากกลับแม่นยำอย่างน่ากลัว ทุกครั้งที่เขาปรับกระแสปราณให้แยกออกจากกัน วงอักขระเก่าจะเปลี่ยนจังหวะตาม ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าควรยื่นมือไปตรงไหน “มันใช้ข้อมูลที่เคยเก็บจากข้า” เทียนเผิงกล่าว ไท่ซั่งเหล่าจวินซึ่งยืนอยู่ตรงแท่นควบคุมเงยหน้าทันที “อย่าฝืนดึงกลับทั้งสาย ลดจังหวะชั้นนอกก่อน” เทียนเผิงทำตามโดยไม่ลังเล ปราณนทีเหนือส่วนที่ไม่ได้ใช้ประคองการเปลี่ยนผ่านไหลกลับเข้าสู่ร่างอย่างนุ่มนวล เหลือเพียงสายบางซึ่งยังรักษาความแตกต่างของรอยปราณที่ค้างอยู่ในแกน เหวินฉางรีบต

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status