LOGIN‘อันใดรึ’
‘ไม่ได้รับอนุญาต ก็เข้าใกล้ไม่ได้’
เว่ยหลิ่งจือเข้าใจแล้ว
‘ดีแล้ว ข้าก็ไม่อยากให้วิญญาณเหล่านั้น มาวุ่นวายกับข้าเหมือนกัน เหนียนเหนียนเจ้ากินนี่ด้วย’
นางเทข้าวต้มใส่ชาม ยื่นไปตรงหน้าของมัน
มันเบะปากใส่เล็กน้อย แต่ต้องกินเพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง
‘ท่านอาหญิงท่านไปด้วยกันเถอะ’
‘ขะข้าออกไปจากที่นี่ไม่ได้’
เหนียนเหนียนเลียชามจนเกลี้ยง ‘ไม่ลองจะรู้ได้อย่างไร ตอนนี้วิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมไม่ใช่รึ’
ท่านอาหญิงมองสองนายบ่าวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า ‘ได้ข้าจะลองดู’
ท่านอาหญิงเดินตามหลังทั้งคู่ไปตรงประตูเรือน ทว่านางกลับไม่สามารถก้าวผ่านออกไปได้ เว่ยหลิ่งจือนึกสงสารนางขึ้นมา ไม่รู้มีสิ่งใดดลใจให้นางตรงเข้าไปจับมือของท่านอาหญิง แน่นอนว่านางสามารถสัมผัสดวงวิญญาณได้ แล้วลากพาออกจากประตูเรือนไป
‘ออกมาได้แล้ว...’ ท่านอาหญิงยังงุนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
‘ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง’
เว่ยหลิ่งจือเข้าใจแล้ว นางคือสื่อกลางระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ หากนางเป็นผู้นำพาดวงวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากการพันธนาการได้
‘ท่านอาหญิงจงตามข้ามาติด ๆ รับรองว่าท่าน สามารถไปได้ทุกที่ที่ข้าไป’
ภายนอกผู้คนอาจมองเห็นเพียงเด็กน้อยกับลูกสุนัข เดินตามหลังกันไป แต่ความจริงนั้นกลับมีดวงวิญญาณดวงหนึ่ง ลอยตามหลังพวกเขาไปด้วย
เรือนของผู้ใหญ่บ้าน ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านฟางเหนียง ชื่อหมู่บ้านดูสูงส่งทว่าความเป็นอยู่กลับตรงกันข้าม ช่างอัตคัดขัดสนยิ่งนัก ผู้ใหญ่บ้านวัยสามสิบห้าปีมีนามว่าหูฉาง ใบหน้าซีดหมองร่างกายผอมแห้ง ไม่ต่างไปจากคนในครอบครัวของเขา
“นังหนูเจ้าบอกว่าเจ้าเป็นใครนะ” หูฉางมองเด็กน้อยที่อุ้มลูกสุนัขในอ้อมแขนอย่างแปลกใจ
“ข้าชื่อเว่ยหลิ่งจือ ข้ามาอยู่ที่เรือนท้ายหมู่บ้าน”
“เรือนเก่าตระกูลเว่ย ?”
“ใช่เจ้าค่ะท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน แต่ยายแก่ที่คอยดูแลเรือนนิสัยไม่ดี นางหมายจะตบตีข้า ข้าไล่นางออกจากเรือนไปแล้ว ยามนี้เรือนหลังนั้นมีเพียงข้ากับเหนียนเหนียนอาศัยอยู่”
“เหนียนเหนียน ผู้ใดกัน ?” หูฉางชะเง้อคอมองไปตรงประตูหน้าเรือนของตนเอง
“นี่อย่างไรเหนียนเหนียน” เด็กน้อยชูสัตว์เลี้ยงในมือขึ้น ทว่าอีกฝ่ายก็ยังมองไม่เห็น “ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน นี่ไง ๆ เหนียนเหนียน”
“ไอหยา ! ลูกสุนัขตัวนี้เองรึ ยายเฒ่า ๆ เจ้าดูสิ คนตระกูลเว่ยช่างเหลวไหลเสียจริง ส่งเด็กตัวเท่านี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร อีกทั้งยายแก่แซ่หลี่นั่นก็ไม่อยู่ ทีนี้ใครจะดูแลนางกันเล่า”
หูฉางหันไปเอ่ยกับนางหลูซินผู้เป็นภรรยา
หลูซิน “ตาเฒ่าเอ๊ย ชาวบ้านฟางเหนียงยังเอาตัวเองไม่รอด ใครจะไปเลี้ยงนังหนูแซ่เว่ยนี่ได้เล่า”
อายุเท่านี้เป็นยายเฒ่าตาเฒ่าแล้วรึ ?!
“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ข้าไม่ได้มาขอให้พวกท่านเลี้ยงดูข้า ข้าแค่มาแจ้งให้รู้ว่าข้ามาอาศัยอยู่ที่เรือนตระกูลเว่ย เป็นคนของหมู่บ้านฟางเหนียงแห่งนี้ ท่านจะได้เพิ่มชื่อข้าในทะเบียนของหมู่บ้าน ส่วนตัวข้าข้าดูแลตัวเองได้”
หูฉาง “เจ้าแน่ใจนะ ว่าเจ้าจะหุงหาอาหารกินเองได้”
“ข้าแน่ใจ ข้าอยู่ที่เรือนนั่นมาสองวันแล้ว ข้าหุงข้าวกินเองได้จริง ๆ”
นางกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากคู่สามีภรรยาตรงหน้า
“เมื่อเจ้ามั่นใจเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเพิ่มชื่อเจ้าลงในทะเบียนของหมู่บ้านก็แล้วกัน เฮ้อ !”
เมื่อจัดการลงทะเบียนรายชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยก็ขอตัวกลับในทันที
“ขอบคุณท่านลุงผู้ใหญ่บ้านเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวไปเดินเล่นแถว ๆ นี้ก่อน”
“นังหนู เจ้าชื่ออะไรนะ” นางหลูซินจำชื่อนางไม่ได้แล้ว
“ข้าชื่อเว่ยหลิ่งจือ ท่านป้าเรียกข้าว่าจือจือก็ได้” นางเอ่ยแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
นางตั้งใจเดินผ่านใจกลางหมู่บ้านไปอีกฟาก เพื่อสำรวจบ้านเรือนและผู้คนที่นี่ ท่านอาหญิงคอยอธิบายเรื่องราวของคนในหมู่บ้านให้ฟัง
‘ก่อนหน้าก็มีกันอยู่ห้าสิบกว่าหลังคาเรือน ตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบครัวเรือนเท่านั้น ผู้คนต่างอพยพหนีภัยแล้งกันไปหมด เรือนหลังนี้เป็นของนายพรานประจำหมู่บ้าน คนที่นี่ส่วนใหญ่แซ่หูกันทั้งนั้น อ้อ เรือนหลังนั้นเป็นแม่ม่ายลูกติดสองคน...เรือนหลังนี้อยู่ต้นทางเข้าหมู่บ้าน เดิมทีเป็นร้านขายของประจำหมู่บ้าน แต่ยามนี้อย่าว่าแต่ของที่จะขายเลย แม้แต่ข้าวสักเม็ดก็ไม่มีขาย’
‘ช่างยากจนกันจริง ๆ ว่าไปข้าเองก็จนเหมือนกัน ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว เฮ้อ !’ ยังดีที่เสบียงในเรือนยังพอมีอยู่บ้าง
‘จือจือเจ้ามองไม่เห็นดวงวิญญาณดวงอื่นเลยรึ’
ท่านอาหญิงสงสัยเพราะไม่เห็นเว่ยหลิ่งจือ มีปฏิกิริยากับวิญญาณดวงอื่นที่อยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน
‘หากข้าไม่ตั้งใจมองก็ไม่เห็นหรอก’
เรื่องอะไรจะต้องทนมองภูตผีหน้าตาน่าเกลียดเหล่านั้นด้วย เดิมทีนางก็มีความสามารถเปิดปิดเนตรทิพย์ได้
‘มิน่าเจ้าถึงไม่ได้ยินที่พวกเขาพูดคุยกัน อีกอย่างผีเร่ร่อนพวกนั้น ไม่กล้าเข้าใกล้จือจือของข้าอยู่แล้ว’
ชีวิตของเว่ยหลิ่งจือดำเนินไปในแต่ละวันอย่างเรียบง่าย ภูเขาด้านหลังคือบ้านหลังที่สองของนาง ไม่จำเป็นต้องเดินให้เหนื่อยแรง เครือเถาวัลย์ทั้งหลายต่างเลื้อยมาพันร่างของนาง พานางไปทุกแห่งหนที่ต้องการ
ใจกลางป่าใหญ่คือสถานที่ต้องห้าม เนื่องจากชาวบ้านเคยถูกสัตว์ป่าทำร้ายมาก่อน ผู้ใหญ่บ้านจึงมีคำสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด เว่ยหลิ่งจือจึงไม่กลัวว่าจะมีคนมาเห็น ตอนนางขี่ต้นไม้ใบหญ้าในป่าเขา
‘เหตุใดตอนข้ามีชีวิตอยู่ ถึงไม่อาจเสพสุขชีวิตเช่นนี้ได้’ ท่านอาหญิงมองดูกิ่งไม้โน้มตัวลงมา ยื่นผลจากต้นให้หลานสาวของนางด้วยความเต็มใจ
เว่ยหลิ่งจือบ้วนเมล็ดในปากไล่หลังสัตว์เลี้ยง ‘เหนียนเหนียนเจ้าหยุด ห้ามรังแกพวกมัน !’
‘ข้าอยากกิน ๆ’
เหนียนเหนียนยังวิ่งไล่ตามไก่ป่าไม่ยอมหยุด แต่มันไร้ซึ่งความสามารถจะจับไก่ป่าได้
ท่านอาหญิงนั่งห้อยขาอยู่บนต้นไม้ ‘จือจือมันกินอาหารคนจนชินไปแล้ว ที่ทำอยู่นั่นก็แค่ตามสัญชาตญาณเดิมของมันเท่านั้น’
เดิมทีนางต้องการนำผลไม้เหล่านี้ ไปมอบให้ชาวบ้านได้กินด้วย แต่ท่านอาหญิงปรามเอาไว้ ความโลภของผู้คนหาได้มีที่สิ้นสุดไม่ อีกทั้งเว่ยหลิ่งจือคือเด็กวัยสี่ขวบ จะหาเหตุผลมารองรับเรื่องผลไม้ในป่าใหญ่ได้นั้น ช่างยากเย็นเหลือเกิน
การใช้ชีวิตของนางจึงจำเป็นต้องพึ่งพืชพรรณในป่า ปลาน้ำจืดในแอ่งน้ำตก ส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในภูเขา บางครั้งก็พบเจอของป่าล้ำค่า นำไปขายแลกเป็นเงินมาได้บ้าง ทว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้อุดมสมบูรณ์มากนัก นางจึงทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่รอดไปวัน ๆ
พริบตาเดียวสองปีได้ผ่านไป
ภัยแล้งที่กินระยะเวลามาหลายปีได้สิ้นสุดลง ทว่าสิ่งที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้น คือฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ตลอดสิบวันสิบคืน ผืนดินไม่อาจโอบอุ้มน้ำได้ ผืนป่าเริ่มสั่นคลอน
‘จือจือ พวกผีเร่ร่อนพากันอพยพมาจากเมืองข้าง ๆ’
‘หา ผีเร่ร่อนอพยพได้ด้วย’
เว่ยหลิ่งจือหลับตาลงแล้วลืมขึ้นใหม่อีกครั้ง พบเหล่าผีเร่ร่อนหอบผ้าหอบผ่อนหนีกันนับร้อยตน
‘ท่านอาหญิงท่านไปถามพวกเขาทีว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น’
‘ได้ ๆ’ ท่านอาหญิงหายตัวไปชั่วน้ำชาเดือดก็กลับมา
‘ท่านอาหญิงได้ความว่าอย่างไร’
‘เมืองซูที่อยู่ถัดจากเมืองฉางของเรา เกิดน้ำป่าไหลหลากดินโคลนบนภูเขาถล่มลงมา พวกเขาเลยอพยพตามญาติพี่น้องไปอยู่เมืองอื่นกัน ได้ยินว่าอีกครึ่งวันน้ำป่าก็จะไหลมาถึงเมืองฉางของพวกเราแล้ว’
เว่ยหลิ่งจือแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ย ‘พวกเราต้องไปเตือนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน’
ท่านอาหญิงหันไปมองเหนียนเหนียน ก่อนส่ายหน้าด้วยกันทั้งคู่
เหนียนเหนียน ‘พวกเขาไม่เชื่อเด็กเช่นเจ้าหรอก’
ท่านอาหญิง ‘เหนียนเหนียนเอ่ยถูกต้องแล้ว จือจือเจ้าในสายตาของพวกเขาคือเด็กอายุหกปี ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นได้’
เว่ยหลิ่งจือ ‘เชื่อไม่เชื่อก็ต้องลองดูก่อน เริ่มจากเรือนหลังที่อยู่ใกล้เราที่สุด’
บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว เว่ยหลิ่งจือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ‘ช่วงนี้ท่านอาหญิงมีพลังวิญญาณเข้มข้น แค่ดับไฟกับหลอกคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง พวกเรานอนต่อเถอะ’ แต่แล้วนางก็ดึงผ้าห่มออก ‘ไม่ได้ ข้าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู !’ นางวิ่งไปปลุกเหอจิ้นหยางให้ไปแจ้งทางการ คืนนี้จึงจับตัวคนร้ายให้ได้ มีคนอยากทำลายร้านมี่เค่ออีกหลายคน ถูกตัดสินโทษสั่งโบยหรือไม่ก็จำคุกพร้อมเนรเทศ ต่อไปใครจะกล้าหาเรื่องร้านมี่เค่ออีก สองเดือนต่อมา วันสอบระดับมณฑลได้มาถึง เว่ยหลิ่งจือไปส่งเหอจิ้นหยางที่สนามสอบ พร้อมอวยพรให้เขาสอบได้อย่างที่ใจปรารถนา เหอจิ้นหยางรู้ดีอยู่แก่ใจ หากไม่มีนาง เขาคงไม่สามารถอ่านตำราได้อย่างสงบใจ กระทั่งเงินที่หามาไ
บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม “เมิ่งเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ก่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยางจับมือหลานสาวเอาไว้ “สะใภ้ใหญ่เจ้าก็หยุดก่อน อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายไป แม้ว่าหยกคางคกสามขา จะเป็นของที่สะใภ้รองนำมามอบให้ แต่ว่ามันก็เป็นของมงคลเอาไว้เรียกทรัพย์” “เรียกทรัพย์อะไรกัน มีแต่จะทำให้สูญทรัพย์เสียมากกว่า เรื่องนี้พวกข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกข้าด้วย” สะใภ้สามเรียกร้องอีกคน “ใช่ ๆ” สะใภ้สี่ผสมโรงด้วย เหอจิ้นหยางสะกิดเว่ยหลิ่งจือ “ทางเจ้าได้เรื่องไหม” เว่ยหลิ่งจือยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียบร้อ
บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ “เมิ่งเอ๋อร์ย่ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเราไปห้ามมันไม่ได้” นางเอ่ยแล้วเหลือบตามองเว่ยหลิ่งจืออีกครั้ง เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กก็ออกมาเป็นนักต้มตุ๋นกันแล้ว “ท่านย่าเมิ่งเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ให้คุณหนูเว่ยลองดูก่อนดีหรือไม่ หากว่ามีของสกปรกทำให้จวนของเรามีเหตุร้ายจริง จะได้แก้ไขได้ทันนะเจ้าคะ” หยางหมัวมัวก้มลงไปกระซิบที่ใบหูของนายหญิงผู้เฒ่า “คุณหนูมีความตั้งใจที่ดี นายหญิงก็อย่าไปห้ามนางเลยเจ้าค่ะ อีกอย่างอยู่ในสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าพยักหน้าลง เข้าใจความปรารถนาดีของคนสนิท ไม่อยากให้หักหาญน้ำใจของหลานสาวนี่เอง
บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่แล้ว เหอจิ้นหยางรีบรินน้ำชาต้อนรับแขก ก่อนเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าคือผู้ดูแลเหอ ให้เรียกคุณหนูว่าอะไรดีขอรับ” “คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหยาง” ไป๋หลานรีบเอ่ยแทนเจ้านาย “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูหยางนะขอรับ” หยางซูเมิ่ง “เช่นนั้นก็ได้ ว่าแต่ผู้ดูแลเหอที่ว่าสื่อสารกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงรึ” เหอจิ้นหยางหันไปทางเว่ยหลิ่งจือ เห็นนางพยักหน้าลงเบา ๆ “เป็นเรื่องจริงขอรับ”&nb
บทที่ 21 : ข้ายังต้องให้สุนัขมาคุ้มครองอีกรึ แต่การทำงานของเว่ยหลิ่งจือนั้น ไม่สามารถใช้เรือนเช่าทำได้ พวกเขาต้องปกปิดตัวตน ยิ่งบัณฑิตอย่างเหอจิ้นหยาง จะข้องแวะกับภูตผีไม่ได้ เว่ยหลิ่งจือเลือกเช่าเรือนในตรอกแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ติดต่อเรื่องงาน นางให้เหอจิ้นหยางสวมหน้ากากดำครึ่งหน้า เข้าไปติดต่อขอเช่าสถานที่ ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกหลันฮวา เป็นแหล่งรวมร้านค้าจำพวกของเก่า หรือนักสะสมของโบราณนั่นเอง “ทำไมต้องเลือกเรือนเช่าที่อยู่สุดตรอกเช่นนี้ด้วย ลูกค้าจะหาเจอได้ง่ายอย่างไร” เหอจิ้นหยางอดบ่นไม่ได้ ตอนเห็นร้านค้าเช่าครั้งแรก “พี่ชายเหออาชีพอย่างข้าต้องทำตัวลึกลับสักหน่อย อยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เหมาะสมดีแล้ว” เหอจิ้นหยางคิดตามแล้วเถียงไม่ออก เพราะจริงอย่างท
บทที่ 20 : ใช่สิ ข้ามันนักต้มตุ๋น ! “มันมืดเจ้าจำผิดแล้วกระมัง” เว่ยหลิ่งจือไม่คิดว่าบาดแผลจะดีขึ้นเร็วเกินไป จนเป็นที่น่าสงสัยของสองพี่น้อง เหอจิ้นหยางไม่ได้แปลกใจ เขาไม่ได้เห็นบาดแผลใกล้ ๆ เหมือนคนอื่น เสิ่นซืออี้ “ข้าจำได้ว่าถูกฟันเข้าที่แขน บาดแผลค่อนข้างลึก แต่นี่มัน...” เว่ยหลิ่งจือ “สงสัยยาข้าจะดี” พวกเจ้าเลิกสงสัยสักทีเถอะ ข้าไม่รู้จะหาข้ออ้างไหนมาบอกแล้ว “ใช่ ๆ โรงหมอที่นางซื้อยามา มีท่านหมอเทวดาอยู่ด้วย” เหอจิ้นหยางกล่าวเกินจริงไปแล้ว เพราะมีหมอไม่มากนัก ชาวบ้านจึงยกยอท่านว่าเป็นหมอเทวดาเท่านั้นเอง แต่คำพูดของเขา สามารถทำให้สองพี่น้องเลิกซักถามได้&n







