Mag-log in
บทที่ 1
องค์ชายองค์หญิงผู้สิ้นวาสนา (?)
แคว้นต้าเซี่ย
ณ วังหลวง
ยามวิกาลก่อนออกเดินทาง
ภายในตำหนักขององค์หญิงสี่
แม้ตำหนักแห่งนี้จะกว้างใหญ่โอ่อ่าเพียงใด หากยามนี้กลับเงียบสงัดวังเวงชวนให้ขนหัวลุก อันเนื่องมาจากไร้เงาของนางกำนัลและขันที
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เด็กสาววัยกำดัดดวงหน้างดงามอ่อนหวานทว่าซีดเซียวไร้สีเลือด ค่อยๆ ปรือตาขึ้น สายตาที่แสดงออกถึงความมึนงงสับสนกวาดมองไปรอบๆ ห้อง
เครื่องเรือนแต่ละชิ้นทำจากไม้ถูกแกะสลักลวดลายวิจิตรสวยงาม ม่านข้างเตียงปักลายอย่างประณีตงดงาม แต่มองอย่างไรก็ให้รู้สึกแปลกนัก เพราะบรรยากาศของห้องนี้เหมือนหลุดมาจากยุคโบราณไม่มีผิด
คิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาที่สับสนพลันเบิกโพรงอย่างตกใจ
ยุคโบราณ!?
พลันนั้นเอง จู่ๆ ศีรษะก็เจ็บแปลบ ก่อนความทรงจำของใครบางคนที่ไม่ใช่ของเธอจะถาโถมเข้ามาในหัว
เด็กสาวยกมือแตะขมับด้วยความเจ็บปวด
เจ้าของร่างนี้นามว่า ‘เซี่ยหยู่’ องค์หญิงลำดับที่สี่แห่งราชวงศ์เซี่ย กำเนิดจากหวงกุ้ยเฟยและองค์จักรพรรดิ
องค์หญิงเซี่ยหยู่มีน้องชายที่คลานตามกันคนหนึ่ง นามว่า ‘เซี่ยอวี้’ องค์ชายลำดับสาม เด็กคนนั้นอายุ 5 ขวบ
ด้วยอายุที่ห่างกันมากพี่น้องคู่นี้จึงไม่ค่อยสนิทกันนัก
หวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ จู่ๆ จักรพรรดิก็เรียกองค์หญิงเซี่ยหยู่กับองค์ชายเซี่ยอวี้เข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง
ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ขันทีคนสนิทของจักรพรรดิก็สั่งให้สองพี่น้องคุกเข่ารับราชโองการ
“ฟ้าดินยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่ง เคราะห์ร้ายซ้ำซากมิอาจคลี่คลาย พายุทำลายไร่นา แผ่นดินแห้งแล้ง ประชาชนทั่วแคว้นต้าเซี่ยต่างโอดครวญ โหรหลวงตรวจฟ้า เห็นลางร้ายผูกพันชะตาองค์ชายสามเซี่ยอวี้ หากไม่รีบแก้ไข ราชวงศ์ต้าเซี่ยย่อมสั่นคลอน…
เพื่อปลอบประโลมความทุกข์ยากของประชาชน จักรพรรดิทรงประกาศพระราชโองการส่งองค์ชายสามลงใต้ ฟื้นฟูดินแดน โดยให้องค์หญิงสี่เสด็จตามไปด้วย…องค์หญิงสี่ องค์ชายสาม โปรดรับราชโองการ”
จบคำประกาศ ขุนนางในท้องพระโรงต่างฮือฮา บางคนสมเพช บางคนสะใจ และส่วนน้อยที่แสดงออกถึงความสงสาร
เซี่ยหยู่อยากจะหัวเราะดังๆ
ขับไล่เด็กน้อยคนหนึ่งแล้วฝนจะตกตามฤดูกาลหรืออย่างไร
ขี้เยี่ยวไม่ออกก็โทษคนอื่น นิสัยแบบนี้อย่าเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิ ต้องเรียกตัวเองว่าหัวหน้าอันธพาลนิสัยท็อกซิกถึงจะถูก!
อย่างไรก็ตาม องค์ชายสามยังเยาว์วัยเกินกว่าจะเข้าใจราชโองการ แต่ก็ฉลาดพอจะจับสังเกตจากสีหน้าของทุกคน เมื่อเห็นบรรยากาศตรึงเครียด องค์ชายเซี่ยอวี้จึงเบะปากแล้วร้องไห้
น้ำตาเม็ดโตทั้งบริสุทธิ์และไร้เดียงสาขององค์ชายน้อยเซี่ยอวี้สั่นสะเทือนหัวใจของใครหลายคน
แต่ทว่า ราชโองการฉบับนี้ต้องการลดทอนอำนาจของหวงกุ้ยเฟยและตระกูลซินที่เป็นบิดาของพระนาง ต่อให้มีใจอยากช่วยองค์หญิงองค์ชายทั้งสองพระองค์ แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาใดออกมา
ขนาดหวงกุ้ยเฟย ถึงไม่ได้ถูกถอดออกจากตำแหน่ง หากก็ไม่สามารถออกจากตำหนักได้ จึงไม่อาจออกมาปกป้องบุตรรักทั้งสอง
เรียกได้ว่าแผนลดทอนอำนาจตระกูลซินครั้งนี้ ถูกจักรพรรดิวางกลยุทธ์ไว้อย่างแยบยล
ขันทีคนสนิทได้แต่แสดงสีหน้าจนใจ ก่อนจะบอกให้องค์หญิงเซี่ยหยู่รับราชโองการแทนองค์ชายสาม
หากใครจะคาดคิด บัดนี้องค์หญิงสี่ช็อคจนหมดสติเสียก่อนแล้ว
..
..
หลังจากมีราชโองการ ตำหนักขององค์ชายและองค์หญิงก็สับสนอลหม่าน
เหล่านางกำนัลและขันทีเก็บกวาดข้าวของเตรียมหนี ทุกคนต่างหาทางรอดให้กับตัวเอง
เพียงไม่นาน ภายในตำหนักขององค์ชายน้อยก็ว่างเปล่า เหล่านางกำนัลกับขันทีใช้จังหวะวุ่นวายขโมยของมีค่าขององค์ชายจนเกลี้ยง ข้างกายองค์ชายตอนนี้จึงเหลือแค่แม่นมกับเสียงร้องไห้โฮของเด็กชาย
“อย่าไป…อย่าทิ้งข้า! ฮือออ!”
องค์ชายน้อยร้องไห้โฮเหมือนใจจะขาด ไม่รู้เลยว่าทำไมนางกำนัลกับขันทีที่เป็นเพื่อนเล่นถึงได้ทอดทิ้งเขาไปทีละคน
เด็กน้อยร้องจนหลับ แต่ก็สะดุ้งตื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อตระหนักว่าพรุ่งนี้เช้าต้องออกจากวัง น้ำตาใสก็ร่วงเผาะบนแก้มกลมป้อมอีกครั้ง
ในด้านขององค์หญิงสี่ ยามนี้ยังหมดสติด้วยอาการช็อค
..
..
ย้อนกลับมาปัจจุบัน
องค์หญิงเซี่ยหยู่…หรือแท้จริงคือเซี่ยหยู่ หญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ตื่นขึ้นมาในห้องที่เงียบสงัดและมืดมิด
จากอาการช็อคอย่างรุนแรง วิญญาณขององค์หญิงเซี่ยหยู่ตัวจริงออกจากร่างตั้งแต่ตอนนั้น ทำให้ ‘เซี่ยหยู่’ หญิงสาวผู้มีชีวิตแสนจะธรรมดาและอยู่ในวัย 31 แต่ก็กลับยังไม่ได้แต่งงานเข้ามาสวมร่างนี้แทน
พอคิดมาถึงตรงช่วงท้ายๆ เซี่ยหยู่ก็ทอดถอนหายใจออกมาอย่างเจ็บปวด
ยังไม่ทันได้วางแผนว่าจากนี้จะทำอย่างไรต่อ เสียงแจ้งเตือนประหลาดพลันดังขึ้นในศีรษะ
[ติ๊ง! ระบบคลังสวรรค์ไร้ขอบเขตกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง]
เซี่ยหยู่เบิกตาโพรงอีกรอบ รีบยกมือขึ้นมองข้อมือของตัวเองตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นกำไลหยกที่เป็นสมบัติเอาไว้ดูต่างหน้าของคุณตาจากโลกเดิมยังอยู่บนข้อมือ เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
กำไลหยกยังอยู่สินะ…
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ดวงตากลมโตของเธอก็กระพริบตาปริบๆ วินาทีต่อมา ดวงตาคู่นั้นพลันเปล่งประกายและเต็มไปด้วยแผนการ
บทที่ 83การพิพากษา หลังจากเผิงซวนเริ่มได้สติ สายตาพลันมองซ้ายมองขวา รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวผิดปกติอย่างรุนแรง เขาเงยหน้าขึ้น ทันทีที่สายตาปะทะกับฮ่องเต้ ร่างพลันแข็งทื่อ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ฮ่องเต้ซึ่งกำลังเดือดดาลอยู่แล้วก็เปิดฉากสอบสวนเรื่องค้าเกลือเถื่อนขึ้นทันที “เผิงซวน เจ้าจะอธิบายเรื่องค้าเกลือเถื่อนกับค้ามนุษย์อย่างไร” “ฝ่า...ฝ่าบาทตรัสถึงสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้เรื่องจริงๆ” ฮ่องเต้แค่นพระสุรเสียงเยียบเย็น “ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสียถึงเพียงนี้ ยังเสแสร้งตีหน้าซื่อ ทำทีว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์อีกหรือ พวกเจ้า นำหลักฐานมาให้เขาดู!” เมื่อกองหลักฐานถูกนำมาวางเรียงตรงหน้า ทั้งบัญชีลับ สมุดรายชื่อ ใบอนุญาตปลอม และตราประทับราชสำนักที่ถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างแนบเนียน เผิงซวนก็ร้อนตัวทันที ใบหน้าเหี่ยวชราซีดเผือด ตัวสั่นงันงกแทบนั่งไม่อยู่ ทว่า หากยอมรับความผิดก็มีแต่ต้องโทษประหาร เผิงซวนจึงทำได้เพียงแก้ตัวอย่างหน้าไม่อาย “ทะ…ทูลฝ่าบาท กระหม
บทที่ 82ยาถอนพิษ? เวลานั้น ฮองเฮาพาองค์ชายรองเข้ามาในท้องพระโรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ “ฝ่าบาท หม่อมฉันเชื่อว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่เพคะ ฝ่าบาท เห็นแก่หม่อมฉัน โปรดให้ความเป็นธรรมกับอัครเสนาบดีเผิงด้วยเพคะ” ในเวลานี้ เรื่องอื้อฉาวของเผิงซวนจำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ฮ่องเต้ที่ทรงพิโรธอยู่แล้วย่อมไม่รับฟังคำอ้อนวอนใดๆ ทั้งสิ้น พระเนตรของพระองค์แข็งกร้าวขณะกล่าวกับฮองเฮาว่า “ที่นี่คือท้องพระโรง ใครสั่งให้พวกเจ้าบุกเข้ามา!” “ฝะ…ฝ่าบาท…” “ไสหัวออกไป!” ฮองเฮาไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วหนักขนาดนี้มาก่อน พระนางย่อมรู้สึกหวาดกลัวเป็นธรรมดา แต่เพื่อความอยู่รอดและเพื่อศักดิ์ศรีของตระกูลเผิง พระนางจึงต้องกัดฟันโผเข้ากอดขาของชายที่อยู่เหนือทุกสิ่งผู้นี้ ก่อนจะอ้อนวอนด้วยร่างที่สั่นเทาอย่างสุดกำลัง “ฝ่าบาทเพคะ พี่ชายของหม่อมฉันภักดีต่อพระองค์มาโดยตลอด ไม่มีวันทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้แน่ ต้องมีคนใส่ร้ายพี่ชายของหม่อมฉันแน่นอนเพคะ!” “ใส่ร้ายหรือ?” ฮ่
บทที่ 81สะเทือนไปทั่วเมืองหลวง! ในวันนั้น ชาวบ้านในเมืองหลวงตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทั่วท้องถนนเริ่มคึกคักไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ แม่ค้าหาบเร่ตั้งแผงเรียงราย เสียงเรียกซื้อสินค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยคลุ้งไปทั่วทั้งถนน แต่แล้ว บรรยากาศปกติและสงบสุขเหล่านั้นกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นจวนตระกูลใหญ่ทั้งสามหลังเหลือแต่โครงสร้างเปล่าๆ “เหวอ! โจรปีศาจออกอาละวาดอีกแล้ว!!” “ว่าไงนะ คราวนี้ไปปล้นบ้านใครอีก!” ฝูงชนที่กระหายความบันเทิงพากันแห่มามุงตามเสียงเรียก ไม่นานนัก จำนวนผู้คนที่มายืนออหน้าจวนที่เหลือแต่โครงสร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รอบกำแพงจวนยังเต็มไปด้วยกระดาษที่บรรยายเรื่องอื้อฉาวของขุนนางใหญ่แปะประจานอยู่เต็มไปหมด คนในเมืองหลวงส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจึงอ่านออกเขียนได้ พวกเขาดึงกระดาษที่แปะบนกำแพงออกมาอ่าน จากนั้นก็แสดงความรังเกียจและสะใจออกมาทางสีหน้าอย่างไม่คิดจะปิดบัง ในขณะเดียวกัน คนที่สลบเหมือด
บทที่ 80พายุถล่มจวนตระกูลเผิง (อีกครั้ง) ราชวงศ์นี้เต็มไปด้วยความเน่าเฟะและเส้นสาย หากจะจัดการกับเผิงซวนอย่างอยู่หมัด ก็จำเป็นต้องเล่นใหญ่ และมีหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา ทั้งยังต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เมื่อวางแผนเสร็จสิ้น กลางดึกคืนนั้น เซี่ยหยู่และเยว่หลิวเซิงก็เปลี่ยนมาสวมชุดทะมัดทะแมงและใช้สีดำพรางใบหน้า ทั้งสองลอบบุกเข้าไปในจวนตระกูลเผิงที่เพิ่งสร้างใหม่ทันที ดูเหมือนว่าหลักฐานที่ซานตงเหอให้มานั้นจะเป็นความจริง เพราะในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ไม่เพียงแต่เผิงซวนจะสร้างจวนหลังใหม่สำเร็จ ข้าวของเครื่องใช้ภายในจวนยังมีมากมาย แถมยังเป็นของแพงอีกด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่เพิ่งถูกปล้นจนหมดตัวจะหาเงินมาได้รวดเร็วขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะทำธุรกิจมืด หากถามว่าเหตุใดครั้งนี้ถึงเลือกเยว่หลิวเซิงที่ไม่มีวิชาตัวเบามาด้วย? คำตอบง่ายมาก เยว่หลิวเซิงสามารถเข้าออกในมิติร่วมกับนางได้ ในขณะที่ไป๋มู่อวิ๋นกับจิ้งอี๋ทำไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง เยว่หลิวเซิงเข้าใจอุปกรณ
บทที่ 79ถึงจวนตระกูลซินอย่างปลอดภัย ทางฝั่งของเยว่หลิวเซิง เมื่อเห็นว่าไป๋มู่อวิ๋นไม่ยอมบังคับให้รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยกมือเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองออกไปมองด้านนอก เห็นว่าเด็กหนุ่มสามคนกำลังรุมบูลลี่เด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ แม้เขาจะไม่รู้จักเด็กหนุ่มคนนั้น แต่สีหน้าของไป๋มู่อวิ๋นที่นิ่งผิดปกติ ทำให้เยว่หลิวเซิงรู้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ “ถ้าไม่สบายใจก็ลงไปช่วยเขาเถอะ” เยว่หลิวเซิงบอก ไป๋มู่อวิ๋นกระโดดลงจากรถม้าในทันที ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินตรงเข้าไปหากลุ่มเด็กหนุ่มที่เอะอะเสียงดัง “คุณชายทั้งหลาย โปรดหลีกทางให้รถม้าของพวกเราด้วย” ไป๋มู่อวิ๋นตั้งใจกดเสียงให้ต่ำมากกว่าปกติ แววตาฉายความดุดันอย่างรุนแรง ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งเหมือนถูกภูเขากดทับเอาไว้ เด็กหนุ่มทั้งสาม นำโดยเผิงหวาย พอหันมาเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้ม ใบหน้าขึงขังที่มีแผลเป็นพาดยาวกลางหน้า ต่างก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ สายตาของเหล่าเด็กหนุ่มเลื่อนไปที่เอวของชายห
บทที่ 78กลับสู่เมืองหลวง เมื่อออกจากตำหนักร้างบนเขาหยางจี๋ ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันที พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ก็ค่ำมืดแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งเต็นท์ค้างแรมข้างนอกหนึ่งคืน แล้วค่อยเข้าเมืองในตอนรุ่งเช้า แน่นอนว่าเซี่ยหยู่ไม่คิดจะผ่านประตูไปแบบประมาท นางกำชับทุกคนว่า ก่อนเข้าเมือง ต้องแปลงโฉมใหม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน ในตอนนั้นเอง เยว่หลิวเซิงก็เกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมา รีบเสนอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า ตนจะปลอมตัวเป็นคุณชายจากตระกูลมั่งคั่งที่เดินทางมาเที่ยวในเมืองหลวง ไป๋มู่อวิ๋นซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ให้รับบทเป็นองครักษ์หน้าดำ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ติดตามและคนขับรถม้า ส่วนจิ้งอี๋นั้น ใบหน้างดงามมากเกินหญิงสาวทั่วไป หากให้ปลอมเป็นสาวใช้เกรงว่าจะสะดุดตาเกินไป ดังนั้นควรให้แยกออกไปกับเซี่ยหยู่ ปลอมตัวเป็นพี่สาวกับน้องชายที่มาจากชนบท เข้าเมืองมาขายของป่า เซี่ยหยู่ไม่รอช้า หยิบชุดและเครื่องสำอางออกมาจากมิติด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเริ่มลงมือแปลงรูปลักษณ์ให้ตัวเองกับจิ้งอี๋อย่างเพลิดเพล






