เข้าสู่ระบบบทที่ 8
อีเวนต์โจรป่า
มาแล้ว!
อีเวนต์โจรป่าที่คณะเดินทางทุกเรื่องต้องเจอ!
เซี่ยหยู่ขมวดคิ้ว คิดพลางถอยหลังกลับเข้ากระโจม ย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างกายเซี่ยอวี้พร้อมกับเงี่ยหูฟังเสียงด้านนอก
แม่นมจื่อฮวาหยิบกระบองไฟฟ้าออกจากแขนเสื้ออย่างเงียบเชียบ มือข้างหนึ่งก็โอบกอดองค์ชายน้อยหมายปกป้อง
ท่าทางเตรียมพร้อมที่คล่องแคล่วของแม่นมจื่อฮวา ทำให้เซี่ยหยู่อดสงสัยตัวตนของฝ่ายนั้นไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะถาม เซี่ยหยู่จึงเงียบ ฟังสถานการณ์ข้างนอกต่อ
ที่นอกกระโจม ทันทีที่รู้ว่าถูกโจรป่าปิดล้อมรอบบริเวณ ทหารกล้าทั้ง 30 นายก็พากันลุกฮือพร้อมกับคว้าอาวุธขึ้น ความตรึงเครียดแผ่กระจายไปทั่วร่างของทุกคน แววตาสะท้อนความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
หากบอกว่าไม่รู้สึกกลัวเลยก็เหมือนโกหก! เบื้องหน้าพวกเขาคือโจรป่าร่างใหญ่จำนวน 30 กว่าชีวิต มากกว่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ อีกอย่าง แค่เห็นรูปร่างกำยำกับอาวุธในมือของพวกมัน ก็พอเดาได้ว่าฝีมือแต่ละคนไม่ธรรมดา
แต่…
แม้ว่าจะหวาดกลัว ทหารทุกคนต่างก็เตรียมใจจะสู้จนถึงที่สุดเช่นกัน
ในตอนนั้นเอง ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ ท่าทางดุดันป่าเถื่อนคนหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มโจร กล่าวด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
“หุบเขานี้เป็นของข้า ต้นไม้ข้าปลูก ลำธารข้าเป็นคนขุด ใครอยากผ่าน ต้องจ่าย!”
เซี่ยหยู่ที่อยู่ในกระโจม “...”
ประโยคนี้มัน…สูตรสำเร็จ NPC โจรป่าเลยไม่ใช่เหรอ!
ในขณะที่เซี่ยหยู่ไม่รู้จะกลัวหรือจะขำก่อน พลันนั้น เสียงของรองแม่ทัพ ‘เสิ่นหลาง’ ก็ดังขึ้น
“พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าขบวนรถม้านี้เป็นของผู้ใด ถ้าไม่อยากตาย รีบไสหัวไปซะ!
หัวหน้าโจรแหงนหน้าหัวเราะลั่น พลางชี้ดาบเล่มใหญ่ในมือใส่หน้ารองแม่ทัพเสิ่นอย่างท้าทาย
“คำขู่ของเจ้า ข้าไม่กลัว! สุนัขรักษาเมืองอย่างพวกเจ้า ข้าฝังมาไม่รู้กี่ศพแล้ว ฮ่าๆๆ”
รองแม่ทัพเสิ่นอายุใกล้สามสิบแล้ว เดิมเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย แต่ด้วยฝีมือและผลงานจึงไต่เต้าจนได้ตำแหน่งรองแม่ทัพ ย่อมรู้ว่าหัวหน้าโจรป่าจงใจพูดจายั่วยุให้เขาโมโห
แม้เขาจะไม่สบอารมณ์กับคำพูดของมันจริงๆ แต่…เขาก็ไม่หลงกลจนเสียอาการ
รองแม่ทัพเสิ่นยิ้มอย่างเยือกเย็นขณะชักดาบออกจากฝัก
“งั้นก็มาดูกันว่าข้าหรือเจ้าที่ต้องตาย!”
สิ้นคำพูดของรองแม่ทัพเสิ่น ทั้งสองฝ่ายต่างก็เข้าปะทะกันทันที
เสียงดาบกระทบกันดังก้องป่า ม้าร้องด้วยความแตกตื่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตามสายลมและโชยเข้ามาถึงในกระโจม
“องค์หญิง มาหลบหลังหม่อมฉัน” แม่นมจื่อฮวากระซิบบอกด้วยแววตาเย็นเฉียบ
เซี่ยหยู่ที่นั่งยองๆ อยู่ตรงทางออก ได้ยินน้ำเสียงที่ไม่แสดงความหวาดกลัวของแม่นม อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามอง
แม่นมจื่อฮวาถือกระบองไฟฟ้า หลังตั้งตรง ท่าทางเตรียมพร้อมจะโจมตีทุกเมื่อ แถมแววตานั้นยังคมกริบดั่งคมมีด แวบหนึ่งเซี่ยหยู่รู้สึกว่าแม่นมจื่อฮวาองอาจเหมือนกับทหารหญิงที่ได้รับการฝึกฝนมา
และทันทีที่เกิดความคิดนั้น เซี่ยหยู่อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วถาม “แม่นมมีวรยุทธ์หรือ เก่งแค่ไหน?”
แม่นมผงะอึ้งเล็กน้อย ครู่ต่อมาถึงตอบอย่างจริงจังว่า “ความจริงหม่อมฉันเป็นทหารของตระกูลซิน แต่ก็ไม่ได้เก่งถึงขั้นสู้กับโจรนับสิบได้ หากแค่ช่วยถ่วงเวลาให้ท่านทั้งสองหลบหนี ย่อมทำได้เพคะ”
ร่างเล็กของเซี่ยอวี้สั่นเทาด้วยความกลัว แต่พอได้ยินแม่นมพูดอย่างนั้น เขาก็ร้องขึ้นมาทันที
“ยะ อย่าทิ้งข้า…”
เด็กชายไม่พูดเปล่า แขนเล็กๆ ยังกอดแม่นมแน่น พร้อมซุกหน้าเข้าสู้อ้อมอกของแม่นมด้วย
หัวใจของแม่นมจื่อฮวาเจ็บปวดราวกับถูกค้อนทุบลงมาแรงๆ แต่ความตั้งใจสละชีพเพื่อปกป้องเด็กทั้งสองกลับหนักแน่นยิ่งกว่า นางพยายามแกะร่างเล็กๆ ขององค์ชายน้อยที่ติดหนึบเหมือนตังเมออก
“ไม่ต้องกลัวเพคะ หม่อมฉันจะปกป้ององค์ชายสามเอง”
“ไม่เอา” เซี่ยอวี้ส่ายหน้าแรงๆ แทบคอหัก
ยิ่งเห็นแบบนี้ แม่นมยิ่งเจ็บปวดหัวใจ
“แม่นมไม่จำเป็นต้องเสียสละตัวเองเพื่อพวกเราหรอก” เซี่ยหยู่พูดด้วยสีหน้านิ่งสงบเกินวัย มือก็ค้นหาอะไรบางอย่างในแขนเสื้อ สักครู่ นางก็ดึงหน้าไม้เล็กๆ ขนาดพกพาออกมา
“นั่นมัน…?” แม่นมจื่อฮวาถามพร้อมกับสีหน้าแปลกใจ
“หน้าไม้แบบพกพา” เซี่ยหยู่ตอบ พลางคลี่หน้าหน้าไม้ออก ในขณะบรรจุลูกศรอย่างคล่องแคล่ว ปากเล็กๆ ของนางก็พูดว่า “ถ้าจะหนี เราต้องหนีไปด้วยกัน”
“องค์หญิง…ห้ามไปเด็ดขาด ถึงท่านจะมีหน้าไม้ แต่ฟังจากเสียง โจรพวกนั้นมีจำนวนมากกว่า ทหารยื้อไว้ได้ไม่นานหรอกเพคะ” แม่นมจื่อฮวาเอ่ยเตือนพร้อมรั้งแขนเด็กสาว
นั่นสินะ…
เซี่ยหยู่ไม่ใช่ทหาร ไม่เคยฆ่าคนมาก่อน และไม่รู้ว่าจะตัดใจสังหารคนได้หรือไม่ นางก็แค่โชคดีที่ครอบครองมิติสวรรค์ และโชคดีที่ได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ มาจากมิติ หมายความว่า หากจะเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เป็นตายในตอนนี้ มีแค่สองทางเลือก หนีหรือจะฆ่าโจรพวกนั้น
“ถ้าทหารพวกนั้นตาย พวกเราเองก็ไม่รอด ไหนจะต้องลงใต้ พวกเราจำเป็นต้องมีพวกเขา” เซี่ยหยู่พูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็กล่าวเสริมสั้นๆ ว่า “ข้ามีวรยุทธ์”
เมื่อพูดจบ องค์หญิงน้อยก็เคลื่อนกายออกจากกระโจมด้วยความปราดเปรียว ตั้งท่าเล็งหน้าไม้อย่างสงบนิ่ง
ฟิ้ว…ปัก!
ท่ามกลางความวุ่นวาย ศรดอกแรกพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนดาวตก ปักกลางอกโจรคนหนึ่ง ร่างนั้นหงายหลังทันที
ล่วงไปหนึ่ง…
ฟิ้ว…ปัก!
คราวนี้ลูกศรดอกที่สองพุ่งตรงเข้าลำคอโจรคนหนึ่งอย่างแม่นยำ…โจรคนที่สองล้มแน่นิ่ง!
เซี่ยหยู่ใส่ลูกศรหน้าไม้ เตรียมเล็งโจรคนถัดไป
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจดจ่ออยู่ด้านหน้า โจรคนหนึ่งก็ย่องเข้ามาด้านหลัง มันเงื้อดาบขึ้นตั้งท่าจะฟาดใส่กลางศีรษะของนาง
ทันทีที่รู้ตัว เซี่ยหยู่รีบกระโจนหลบ
แม้คิดว่าตนเคลื่อนไหวรวดเร็วและคล่องแคล่วแล้ว กระนั้นกลับหลบไม่ทันอยู่ดี
ประกายดาบสีเงินฟาดลงมา เด็กสาวทำได้เพียงหลับตาปี๋
ฉัวะ!
บทพิเศษ 6สี่ทหารเสือ 10 ปีต่อมา สายลมเค็มจากทะเลซัดสาดเป็นระลอก ท่ามกลางบรรยากาศดุดันของท้องทะเล เสียงโห่ร้องของเหล่าทหารดังกึกก้องประสานกับเสียงคลื่น ยิ่งปลุกเร้าโลหิตในอกของเหล่าทหารกล้าให้เดือดพล่าน ในยามนี้ เบื้องหน้ากองทัพเรือของแคว้นต้าเซี่ย คือเรือศึกมหึมาที่เรียงรายแน่นขนัด ธงสีดำลายหัวกะโหลกโบกสะบัดเหนือเสากระโดงตามกระแสลม เมื่อกองเรือธงหัวกะโหลกเคลื่อนเข้าสู่ระยะประชิด เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่บนเรือหลักของต้าเซี่ยในชุดเกราะสีดำก็ก้าวขึ้นสู่ดาดฟ้า เขายืนตระหง่าน ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง ดวงตาคมกริบไร้ความลังเลจ้องตรงไปยังศัตรูเบื้องหน้า ก่อนคำสั่งออกมาด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง “ยิง!” ตูม! ตูม! ตูม!! ปืนใหญ่คำรามสนั่น แรงระเบิดสั่นสะเทือนทั้งผืนน้ำและผืนฟ้า เรือโจรสลัดหลายลำถูกกระหน่ำยิงจนแตกเป็นเสี่ยง ไฟลุกโชน เศษซากปลิวกระจัดกระจายทั่วสมรภูมิท้องทะเล “รายงานฝ่าบาท ศัตรูเสียหายหนัก เรือแตกจมหลายลำ แต่ยังมีกองเรือส่วนหนึ่งพยายามฝ่าเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ!” “อ
บทพิเศษ 5ทลายกำแพงน้ำแข็ง ครั้นเห็นว่าเซี่ยหยู่เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว เซี่ยไคเหรินค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นมานิดหน่อย ทว่าเมื่อหวนคิดถึงสถานการณ์ของตนเอง ในอกก็อดเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาไม่ได้ ตลอดสองปีที่เซี่ยหยู่กับไป๋มู่อวิ๋นออกท่องยุทธภพด้วยกัน เขาเองก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อความรู้สึกของตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาเอาใจใส่จิ้งอี๋อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ แม้จะรู้ดีว่าองครักษ์สาวผู้เยือกเย็นเช่นนางไม่เคยขัดสนสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะเอาใจใส่นาง ทั้งส่งอาวุธชิ้นใหม่ไปให้ ทั้งชวนนางออกไปกินมื้อเย็นด้วยกัน กระทั่งยอมทุ่มเงินจำนวนมากให้เยว่หลิวเซิง เพื่อแลกซื้ออาวุธจากระบบมาให้นางโดยเฉพาะ แต่กระนั้น นางกลับยังคงนิ่งเฉยไม่เปลี่ยน เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลล่าสัตว์ก็มาถึง ในงานนี้ ฮ่องเต้น้อยย่อมต้องเสด็จออกล่าสัตว์ด้วย เพราะหากปล่อยให้ผู้ว่าราชการแทนอย่างเขาออกหน้าเพียงฝ่ายเดียว ย่อมดูเหมือนว่าเขาตั้งตนยึดอำนาจ ในยามบ้านเมืองสงบสุข ขุนนางที่ว่างงานหันมาชิงดีช
บทพิเศษ 4งานแต่งที่คาดไม่ถึง (2) หลังจากเข้าใจทุกอย่างแล้ว เซี่ยหยู่หลุบตามองมือใหญ่ที่กุมมือนางไว้อย่างหวงแหน มุมปากของนางยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะยื่นมือเข้าไปตบหลังมือของเขาเบาๆ เป็นการปลอบ “ไม่เป็นไร ข้าจะพูดกับนางเอง” “ข้าไม่มีทางยกเจ้าให้นาง” น้ำเสียงของไป๋มู่อวิ๋นแม้จะราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น เซี่ยหยู่ยิ้มให้เขา ก่อนจะหันไปมององค์หญิงใหญ่เผ่าเหมียว อีกฝ่ายดูร้อนรนขึ้นมาทันที รีบชิงเอ่ยขึ้นก่อน “พวกท่านยังไม่ได้แต่งงานกันไม่ใช่หรือ เช่นนั้นรับข้าเป็นอนุเสียก่อนไม่ได้หรือ ข้าเพียงอยากมีเหตุผลร่วมเดินทางไปด้วยเท่านั้นเอง” องค์หญิงใหญ่เผ่าเหมียวยังคงดื้อดึง ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย เซี่ยหยู่ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าได้ประกาศไว้แล้วว่า จวนของข้าจะไม่มีอนุ หากเขากล้ารับใครเข้ามา ข้าก็จะหย่าทันที ถ้าอยากได้เขา ข้าจะยกให้...” คำพูดยังไม่ทันจบดี ฝ่ามือใหญ่ก็บีบมือของนางแน่นขึ้น
บทพิเศษ 3งานแต่งที่คาดไม่ถึง (1) ทางด้านเซี่ยหยู่และไป๋มู่อวิ๋น หลังจากออกเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ตระเวนไปทั่วแผ่นดินต้าเซี่ย เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงสองปีเต็ม เซี่ยหยู่อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ กลายเป็นหญิงงามเต็มตัว หากก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความองอาจและสูงศักดิ์ ส่วนไป๋มู่อวิ๋นนั้น เดิมทีก็หล่อเหลาเหนือคนทั่วไปอยู่แล้ว ครั้นยิ่งมีความรัก ความหล่อเหลานั้นก็ยิ่งทวีคูณ หากกระนั้น ด้วยการผ่านศึกนับครั้งไม่ถ้วน ท่วงท่าและอากัปกิริยาของเขากลับแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งและองอาจ ชวนให้ผู้พบเห็นยำเกรงโดยไม่รู้ตัว เมื่อหนุ่มรูปงามกับสาวงามเคียงข้างกัน ภาพนั้นทำให้ผู้พบเห็นอดคิดไม่ได้ว่า เทพเซียนจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์แท้ๆ ในยามนี้ ทั้งสองเพิ่งเข้าประตูวิวาห์ตามธรรมเนียมของราชวงศ์มาหมาดๆ และกำลังจ้องตากันปริบๆ อยู่ในห้องหอ หากถามว่าเหตุใดทั้งสองจึงจัดงานแต่งอย่างกะทันหัน ต้องย้อนกลับไปเมื่อสามสี่เดือนก่อน ในครานั้น ทั้งคู่เพิ่งเดินทางเข้าสู่เขตป่าของเผ่าเหมียวเจียง บังเอิญได้ยินเสียงร้
บทพิเศษ 2เซี่ยอวี้แสดงฝีมือ (อีกแล้ว) นับตั้งแต่ที่องค์หญิงสี่เซี่ยหยู่หนีออกจากวัง ไม่ใช่สิ! ต้องเรียกว่าออกเดินทางตรวจการทั่วแผ่นดิน ราชฎีกาที่กล่าวถึงความอยุติธรรมซึ่งราษฎรร้องเรียนเข้ามาก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถือว่านางปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนฮ่องเต้น้อยเซี่ยอวี้ แม้ระยะหลังจะสนิทสนมกับพี่สาวร่วมอุทร ก็ไม่ได้ร้องไห้โวยวายขอติดตามออกไปท่องโลกกว้างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่เซี่ยหยู่พบของดีๆ ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือของกิน นางมักจะเก็บของเหล่านั้นใส่ไว้ในมิติ แล้วฝากเยว่หลิวเซิงส่งต่อให้เจ้าตัวเล็กอยู่เสมอ มิหนำซ้ำ ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ยังถูกส่งถึงเซี่ยไคเหรินอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ต่อให้บางพื้นที่เกิดโรคระบาดหรือประสบภัยพิบัติธรรมชาติ เซี่ยไคเหรินก็สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที กล่าวถึงเซี่ยอวี้ในยามนี้ เจ้าเล็กตัวขยันเล่าเรียนอย่างยิ่ง ทุกเช้าซานหมิงสหายร่วมศึกษาจะเข้ามาในวัง เพื่อร่วมเรียนกับฮ่องเต้น้อย ครั้นถึง
บทพิเศษ 1องค์หญิงสี่หนีออกวังแล้ว! นับตั้งแต่เซี่ยหยู่ยกทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนตะวันตก วันเวลาก็ล่วงผ่านมาแล้วสามเดือน ในที่สุดม้าเร็วก็นำข่าวดีส่งกลับมายังเมืองหลวง เมื่อเซี่ยไคเหรินได้รับรายงาน สีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด อดยินดีไม่ได้ที่เมืองฝานถูและเมืองอู๋เวยถูกยึดคืนมาสู่ต้าเซี่ยได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้น เยว่หลิวเซิงยังจัดตั้งหน่วยรบพิเศษแดนตะวันตกขึ้นมาใหม่อีกด้วย การก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเครื่องจักรครบครัน ยิ่งกว่านั้น ทหารตระกูลไป๋ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างจากเมืองหลิงหนานอยู่แล้ว เมื่อร่วมมือกับทหารของเว่ยเซียง งานทุกอย่างจึงคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนสร้างศูนย์ฝึกพิเศษ เว่ยเซียงที่ได้เห็นเครื่องจักรและเครื่องมือทันสมัยเป็นครั้งแรก ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกไปทั้งวัน ต่อมา เมื่อประจักษ์ถึงความสามารถราวกับฟ้าประทานขององค์หญิงสี่ เขาก็แทบลงไปคุกเข่าคารวะเซี่ยหยู่ด้วยความเทิดทูลประหนึ่งว่านางเป็นเทพเจ้า หากไม่ใช่เพราะเซี่ยหยู่ย้ำนักย้ำหนาว่า






