Masukบทที่ 7
ข้าเบื่อซาลาเปา อยากกินอย่างอื่น!
เซี่ยอวี้กัดเนื้อแห้งคำเล็กๆ หน้าตาเปื้อนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
ในตอนแรก เหล่าทหารกลุ่มนั้นยังมองเซี่ยอวี้ด้วยความตื่นเต้น ครั้นเห็นแก้มกลมๆ องค์ชายตัวเล็กขยับเหมือนกระรอก ดวงตาที่จ้องเขม็งด้วยความลุ้นระทึกพลันเปลี่ยนเป็นเอ็นดู
“ระ รสชาติเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” ทหารหนุ่มหน้าอ่อนถาม
“แห้งๆ เค็มๆ แปลกๆ แต่ก็อร่อย”
“แหะๆ”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะยิ้มอย่างโล่งใจ
อาจเพราะเป็นของที่เพิ่งเคยกินครั้งแรก องค์ชายน้อยจึงรู้สึกว่าอร่อย
“อ้อ!”
จู่ๆ เด็กน้อยก็ร้องเสียงใส จากนั้นก็วิ่งปุกปิกกลับไปที่รถม้า หยิบกล่องอาหารหรูหราของตนมาเปิด มือเล็กๆ หยิบซาลาเปาไส้หมูหอมกรุ่นออกมาแล้วยื่นให้ทหารหนุ่มหน้าอ่อน
“แลกกัน!”
ทหารหนุ่มคนนั้นนิ่งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ไม่ต้องแลกหรอกพ่ะย่ะค่ะ เนื้อแห้งของกระหม่อมเทียบกับซาลาเปาชั้นดีขององค์ชายไม่ได้เลย”
คำพูดนั้นเซี่ยอวี้ฟังไม่เข้าใจ ตอนอยู่ตำหนัก อาหารกับของว่างของเขาก็แบ่งให้นางกำนัลกับขันทีออกจะบ่อย แถมคนพวกนั้นแทบจะรุมแย่งทั้งที่เขายังกินไม่อิ่มด้วยซ้ำ หากไม่ได้แม่นมช่วยปกป้องอาหาร เซี่ยอวี้ก็คงไม่ได้กินจนอิ่ม
เมื่อนึกถึงพี่ชายพี่สาวที่ตำหนัก ภาพตอนที่คนพวกนั้นเก็บของหนีไปพลันผุดขึ้นมาในความทรงจำ เด็กน้อยก้มหน้าอย่างเศร้าสร้อย ปลายจมูกกับขอบตาเริ่มแดงก่ำ
พอเห็นองค์ชายทำหน้าเศร้า เหล่าทหารต่างก็เงียบกริบ ทั้งยังหันไปถลึงตาใส่ทหารหนุ่มหน้าอ่อนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สายตาทุกคนราวกับกำลังตะโกนว่า “องค์ชายอุตส่าห์ให้ซาลาเปาเลิศรสเชียวนะ รับไว้สิ!” “เจ้ากล้าทำองค์ชายเสียใจเรอะ ตายซะ ตายซะ!”
ทหารหนุ่มหน้าอ่อนได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ...เขาก็แค่เจียมตัว ไม่ได้ล่วงเกินองค์ชายเสียหน่อย นี่เขาทำอะไรผิดไปหรือ?
แม่นมจื่อฮวาลูบหลังเล็กๆ ขององค์ชายพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “รับไปเถิด องค์ชายน้อยตั้งใจแบ่งให้จริงๆ”
“เอ่อ…ขอบพระทัยองค์ชาย” ชายหนุ่มหน้าอ่อนยอมรับซาลาเปาไส้เนื้อด้วยสองมือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
เซี่ยอวี้ยิ้มกว้าง ใบหน้าใสซื่อเต็มไปด้วยความจริงใจ พลางยื่นซาลาเปาให้คนอื่นๆ ต่อ “พี่ชายก็ลองชิมสิ ของที่ท่านลุงให้มา ข้าแบ่งให้ทุกคนเลย”
“องค์ชายช่างมีน้ำใจ”
“เป็นเกียรติยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบพระทัยองค์ชาย!”
ทหารสี่ห้าคนรับซาลาเปาด้วยดวงตาซาบซึ้งราวกับได้รับพระราชทานของวิเศษ
ทว่า...
ความจริงที่ไม่มีใครรู้ องค์ชายน้อยเบื่อซาลาเปาจะตายอยู่แล้ว อยากกินอย่างอื่น ทุกวันกินแต่ซาลาเปาจนหน้าจะเป็นซาลาเปา แต่ท่านลุงก็ให้มาซะเยอะ กินยังไงก็ไม่หมด ถ้าไม่แจกจ่ายให้หมดเกลี้ยงเร็วๆ คงกินซาลาเปาจนไปถึงชายแดนเลยกระมัง
แจกให้หมด จะได้ไม่ต้องกินเอง!
ในขณะนั้น...
“น้องชายข้าหัวใสใช่ย่อย” เซี่ยหยู่พึมพำพลางกัดสาลี่ที่หยิบมาจากมิติไปหนึ่งคำ ดวงตาส่องประกายเป็นรอยยิ้มพลางจับจ้องเจ้าตัวเล็กที่กำลังแจกจ่ายซาลาเปา
ไม่เพียงแต่ผลักภาระซาลาเปาที่น่าเบื่อให้คนอื่น ยังใช้มันซื้อใจทหารได้อีกด้วย ได้ผลประโยชน์สองเด้ง!
จริงๆ แล้ว ในมิติของเซี่ยหยู่มีอาหารเลื่องชื่ออย่างเป็ดปักกิ่ง ปูขน หมูตุ๋ย หูฉลาม และของชั้นดีเลิศรสมากมายที่กวาดมาจากห้องเครื่อง ไหนจะเสบียงจากชาติที่แล้วอย่างแฮมเบอร์เกอร์ พิชซ่า ชานมไข่มุก ขนมปังร้านดัง เค้กและขนมกรุบกรอบอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน แต่ที่เซี่ยหยู่ไม่ได้นำออกมาแบ่งให้เจ้าตัวเล็กทันทีเพราะยังหาจังหวะเอาออกมาไม่ได้ นางจึงแบ่งแค่บิสกิตซึ่งเป็นของกินที่มีในยุคนี้อยู่แล้ว
เซี่ยอวี้แจกซาลาเปากล่องแรกหมดแล้ว ก็กลับมาหยิบกล่องที่สองบนรถม้า
จังหวะที่เดินถือกล่องซาลาเปาจะไปแจกจ่ายให้กลุ่มอื่นต่อ จู่ๆ เซี่ยหยู่ก็เข้ามาจิ้มแก้มนุ่มๆ ของเขา พูดพลางหัวเราะ “เจ้าคิดว่าพี่สาวคนนี้ไม่รู้หรือ เจ้าเบื่อซาลาเปาแล้วล่ะสิ อยากยัดใส่มือคนอื่นให้หมดเร็วๆ ใช่หรือไม่”
เซี่ยอวี้ทำตาโต ใบหน้าน้อยๆ ร้อนผ่าว แต่เด็กน้อยก็หัวไว รีบสั่นหน้าบอกเสียงสูง “เปล่า!” จากนั้นก็แจกซาลาเปาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่าทางเขินอายของเจ้าตัวเล็กทำเอาเซี่ยหยู่ถึงกับหลุดขำ
ฮะๆๆ
“องค์หญิง ไม่เกรงว่าองค์ชายสามจะเอาเสบียงแจกคนอื่นจนเกลี้ยงหรือเพคะ แบบนั้นจะไม่ลำบากเอาหรือ?” ลี่ถิงเข้ามาถามอย่างกังวล
“ให้เขาทำไปเถอะ”
“เอ๋?”
“ยิ่งเดินทางลงใต้ อากาศก็ยิ่งร้อน เก็บซาลาเปาไว้นานๆ มีแต่จะเน่าเสีย”
“แล้วถ้าเสบียงหมดเล่าเพคะ?”
“เดี๋ยวก็หาใหม่ได้” เซี่ยหยู่ตอบง่ายๆ ราวกับไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร แน่ละ…ในมิติของนางยังมีเสบียงเหลือเฟือ อยากกินอะไรก็หยิบได้ตลอดเวลา ซาลาเปาหมดก็หมดไปสิ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
..
..
พักกลางวันเรียบร้อย ขบวนรถม้าก็ออกเดินทางอีกครั้ง
เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังก้องเป็นจังหวะ รถม้าเคลื่อนไปตามเส้นทางคดเคี้ยว เหล่าทหารเดินตามขบวนอย่างองอาจ หลังได้กินซาลาเปาที่องค์ชายน้อยแบ่งปันให้ แต่ละคนก็ดูมีกำลังใจ ทั้งฮึกเหิม ทั้งระมัดระวังมากกว่าเดิม
เดินทางอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดดวงตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้า แม่ทัพไป๋มู่อวิ๋นจึงสั่งให้ขบวนรถม้าหยุดพักริมลำธารใกล้ๆ กับป่า
ทหารเกือบสามสิบนายรีบจัดกระโจมและเตรียมอาหารค่ำ
ตรงกลางลานพักคือกระโจมขององค์หญิงกับองค์ชายน้อย กระโจมนี้สร้างขึ้นมาแบบง่ายๆ เพราะรีบใช้รีบเก็บ บนพื้นจึงปูด้วยเสื่อหยาบๆ หนึ่งชั้น แล้วปูทับด้วยผ้าหนาอีกหนึ่งชั้นเท่านั้น
ภายในกระโจมของเซี่ยอวี้
เด็กชายตัวน้อยถือซาลาเปาที่กินค้างไว้ครึ่งลูกด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย โดยมีแม่นมจื่อฮวาที่นั่งข้างๆ ฉีกเนื้อไก่ย่างเป็นคำๆ ป้อนให้
เซี่ยอวี้เบื่อซาลาเปาเต็มที โชคดีที่วันนี้พี่ชายทหารล่าไก่ป่าได้หลายตัว ย่างแล้วแบ่งให้เซี่ยอวี้ ถึงจะมีแค่เกลือทาบางๆ บนเนื้อไก่ แต่มื้อนี้ก็ไม่น่าเบื่อ
หลังเซี่ยอวี้กินอิ่มท้องแล้ว เซี่ยหยู่ก็เปิดกระโจมแล้วเดินเข้ามาหน้าตาเฉย
“อร่อยไหม?”
คำถามนั้นดังมาจากพี่สาว เซี่ยอวี้เงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้นมอง ก่อนจะตอบเย็นชา “ใช้ได้นะ”
สำหรับเซี่ยอวี้ อะไรที่ไม่เคยกินก็ว่าอร่อยทั้งนั้น ยิ่งอยู่ในป่า กินของป่าที่ล่ามาใหม่ๆ ยิ่งให้รู้สึกเหมือนออกผจญภัย!
“แล้วมาทำไม” เด็กชายถาม
เซี่ยหยู่ไม่ได้ตอบทันที แต่หยิบกระดาษเคลือบน้ำมันออกมา ก่อนจะยื่นให้เจ้าตัวเล็ก “ข้าให้”
“อะไรน่ะ ทำไมมีแต่ก้อนดำๆ” เซี่ยอวี้จ้องเขม็งอย่างหวาดระแวง คิดในใจว่า พี่สาวโง่คงไม่เบื่อถึงขั้นเอาดินเหนียวมาปั้นแล้วหลอกให้เขากินหรอกกระมัง
“เห็นแบบนี้อร่อยนะ หวานๆ กรอบๆ”
ไม่พูดเปล่า เซี่ยหยู่ยังหยิบก้อนดำๆ ใส่ปาก เคี้ยวโชว์ดังกรุบๆ
แน่นอนว่า ก้อนสีดำกรุบกรอบนี้เป็นของที่เซี่ยหยู่หยิบมาจากมิติ มันคืออัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลต
ระหว่างเดินทางไกล ร่างกายอ่อนล้า ไหนจะต้องระแวดระวังว่าจะถูกลอบโจมตีเมื่อไร ความเครียดสะสม การได้กินของหวานย่อมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
คิดจบ เซี่ยหยู่ส่งเข้าปากอีกหนึ่งเม็ด
กรุบๆ กรอบๆ หวานอร่อย
เสียงเคี้ยวที่ฟังดูน่าอร่อยยั่วน้ำลายจนเจ้าตัวเล็กจ้องมองอย่างสนใจ
“อร่อยมากหรือ” เด็กชายถาม
“อร่อย” เซี่ยหยู่ตอบตรงๆ
“งั้นข้า...จะลองกินก็ได้!”
เซี่ยอวี้พูดเหมือนฝืนใจ แต่ดวงตากลมโตจ้องมองเม็ดสีดำอย่างไม่วางตา
เซี่ยหยู่ยิ้มบางๆ จากนั้นยื่นช็อกโกแลตให้น้องชายหนึ่งเม็ด องค์ชายน้อยรีบรับมายัดเข้าปากทันที ตอนนั้นเองดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วพลันเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม
“อร่อย! เอาอีก! ข้าจะเอาอีก!”
“ได้”
ภายในห่อกระดาษเคลือบน้ำมันตอนนี้เหลืออัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตห้าเม็ด เซี่ยหยู่ไม่ได้เอาออกมาจากมิติเยอะ เพราะรู้ว่าเด็กๆ นั้นมักจะกินเกินความพอดี
“กินแล้วต้องแปรงฟันด้วย ถ้าฟันผุ ข้าจะไม่ให้เจ้ากินอีก”
“อืมๆ” เซี่ยอวี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย
ก่อนจะกลับกระโจมของตน เซี่ยหยู่ยังยื่นยาทากันยุงกับผงไล่แมลงให้กับแม่นมจื่อฮวาพร้อมอธิบายวิธีใช้
แม่นมจื่อฮวาที่รับใช้องค์ชายน้อย เห็นพี่น้องสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ นางก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
เซี่ยหยู่เพิ่งก้าวออกจากกระโจมได้หนึ่งก้าว จู่ๆ เสียงทหารก็ตะโกนขึ้นอย่างฉับพลัน
“โจรบุก! โจรบุก!”
บทพิเศษ 6สี่ทหารเสือ 10 ปีต่อมา สายลมเค็มจากทะเลซัดสาดเป็นระลอก ท่ามกลางบรรยากาศดุดันของท้องทะเล เสียงโห่ร้องของเหล่าทหารดังกึกก้องประสานกับเสียงคลื่น ยิ่งปลุกเร้าโลหิตในอกของเหล่าทหารกล้าให้เดือดพล่าน ในยามนี้ เบื้องหน้ากองทัพเรือของแคว้นต้าเซี่ย คือเรือศึกมหึมาที่เรียงรายแน่นขนัด ธงสีดำลายหัวกะโหลกโบกสะบัดเหนือเสากระโดงตามกระแสลม เมื่อกองเรือธงหัวกะโหลกเคลื่อนเข้าสู่ระยะประชิด เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่บนเรือหลักของต้าเซี่ยในชุดเกราะสีดำก็ก้าวขึ้นสู่ดาดฟ้า เขายืนตระหง่าน ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง ดวงตาคมกริบไร้ความลังเลจ้องตรงไปยังศัตรูเบื้องหน้า ก่อนคำสั่งออกมาด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง “ยิง!” ตูม! ตูม! ตูม!! ปืนใหญ่คำรามสนั่น แรงระเบิดสั่นสะเทือนทั้งผืนน้ำและผืนฟ้า เรือโจรสลัดหลายลำถูกกระหน่ำยิงจนแตกเป็นเสี่ยง ไฟลุกโชน เศษซากปลิวกระจัดกระจายทั่วสมรภูมิท้องทะเล “รายงานฝ่าบาท ศัตรูเสียหายหนัก เรือแตกจมหลายลำ แต่ยังมีกองเรือส่วนหนึ่งพยายามฝ่าเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ!” “อ
บทพิเศษ 5ทลายกำแพงน้ำแข็ง ครั้นเห็นว่าเซี่ยหยู่เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว เซี่ยไคเหรินค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นมานิดหน่อย ทว่าเมื่อหวนคิดถึงสถานการณ์ของตนเอง ในอกก็อดเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาไม่ได้ ตลอดสองปีที่เซี่ยหยู่กับไป๋มู่อวิ๋นออกท่องยุทธภพด้วยกัน เขาเองก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อความรู้สึกของตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาเอาใจใส่จิ้งอี๋อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ แม้จะรู้ดีว่าองครักษ์สาวผู้เยือกเย็นเช่นนางไม่เคยขัดสนสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะเอาใจใส่นาง ทั้งส่งอาวุธชิ้นใหม่ไปให้ ทั้งชวนนางออกไปกินมื้อเย็นด้วยกัน กระทั่งยอมทุ่มเงินจำนวนมากให้เยว่หลิวเซิง เพื่อแลกซื้ออาวุธจากระบบมาให้นางโดยเฉพาะ แต่กระนั้น นางกลับยังคงนิ่งเฉยไม่เปลี่ยน เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลล่าสัตว์ก็มาถึง ในงานนี้ ฮ่องเต้น้อยย่อมต้องเสด็จออกล่าสัตว์ด้วย เพราะหากปล่อยให้ผู้ว่าราชการแทนอย่างเขาออกหน้าเพียงฝ่ายเดียว ย่อมดูเหมือนว่าเขาตั้งตนยึดอำนาจ ในยามบ้านเมืองสงบสุข ขุนนางที่ว่างงานหันมาชิงดีช
บทพิเศษ 4งานแต่งที่คาดไม่ถึง (2) หลังจากเข้าใจทุกอย่างแล้ว เซี่ยหยู่หลุบตามองมือใหญ่ที่กุมมือนางไว้อย่างหวงแหน มุมปากของนางยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะยื่นมือเข้าไปตบหลังมือของเขาเบาๆ เป็นการปลอบ “ไม่เป็นไร ข้าจะพูดกับนางเอง” “ข้าไม่มีทางยกเจ้าให้นาง” น้ำเสียงของไป๋มู่อวิ๋นแม้จะราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น เซี่ยหยู่ยิ้มให้เขา ก่อนจะหันไปมององค์หญิงใหญ่เผ่าเหมียว อีกฝ่ายดูร้อนรนขึ้นมาทันที รีบชิงเอ่ยขึ้นก่อน “พวกท่านยังไม่ได้แต่งงานกันไม่ใช่หรือ เช่นนั้นรับข้าเป็นอนุเสียก่อนไม่ได้หรือ ข้าเพียงอยากมีเหตุผลร่วมเดินทางไปด้วยเท่านั้นเอง” องค์หญิงใหญ่เผ่าเหมียวยังคงดื้อดึง ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย เซี่ยหยู่ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าได้ประกาศไว้แล้วว่า จวนของข้าจะไม่มีอนุ หากเขากล้ารับใครเข้ามา ข้าก็จะหย่าทันที ถ้าอยากได้เขา ข้าจะยกให้...” คำพูดยังไม่ทันจบดี ฝ่ามือใหญ่ก็บีบมือของนางแน่นขึ้น
บทพิเศษ 3งานแต่งที่คาดไม่ถึง (1) ทางด้านเซี่ยหยู่และไป๋มู่อวิ๋น หลังจากออกเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ตระเวนไปทั่วแผ่นดินต้าเซี่ย เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงสองปีเต็ม เซี่ยหยู่อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ กลายเป็นหญิงงามเต็มตัว หากก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความองอาจและสูงศักดิ์ ส่วนไป๋มู่อวิ๋นนั้น เดิมทีก็หล่อเหลาเหนือคนทั่วไปอยู่แล้ว ครั้นยิ่งมีความรัก ความหล่อเหลานั้นก็ยิ่งทวีคูณ หากกระนั้น ด้วยการผ่านศึกนับครั้งไม่ถ้วน ท่วงท่าและอากัปกิริยาของเขากลับแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งและองอาจ ชวนให้ผู้พบเห็นยำเกรงโดยไม่รู้ตัว เมื่อหนุ่มรูปงามกับสาวงามเคียงข้างกัน ภาพนั้นทำให้ผู้พบเห็นอดคิดไม่ได้ว่า เทพเซียนจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์แท้ๆ ในยามนี้ ทั้งสองเพิ่งเข้าประตูวิวาห์ตามธรรมเนียมของราชวงศ์มาหมาดๆ และกำลังจ้องตากันปริบๆ อยู่ในห้องหอ หากถามว่าเหตุใดทั้งสองจึงจัดงานแต่งอย่างกะทันหัน ต้องย้อนกลับไปเมื่อสามสี่เดือนก่อน ในครานั้น ทั้งคู่เพิ่งเดินทางเข้าสู่เขตป่าของเผ่าเหมียวเจียง บังเอิญได้ยินเสียงร้
บทพิเศษ 2เซี่ยอวี้แสดงฝีมือ (อีกแล้ว) นับตั้งแต่ที่องค์หญิงสี่เซี่ยหยู่หนีออกจากวัง ไม่ใช่สิ! ต้องเรียกว่าออกเดินทางตรวจการทั่วแผ่นดิน ราชฎีกาที่กล่าวถึงความอยุติธรรมซึ่งราษฎรร้องเรียนเข้ามาก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถือว่านางปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนฮ่องเต้น้อยเซี่ยอวี้ แม้ระยะหลังจะสนิทสนมกับพี่สาวร่วมอุทร ก็ไม่ได้ร้องไห้โวยวายขอติดตามออกไปท่องโลกกว้างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่เซี่ยหยู่พบของดีๆ ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือของกิน นางมักจะเก็บของเหล่านั้นใส่ไว้ในมิติ แล้วฝากเยว่หลิวเซิงส่งต่อให้เจ้าตัวเล็กอยู่เสมอ มิหนำซ้ำ ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ยังถูกส่งถึงเซี่ยไคเหรินอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ต่อให้บางพื้นที่เกิดโรคระบาดหรือประสบภัยพิบัติธรรมชาติ เซี่ยไคเหรินก็สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที กล่าวถึงเซี่ยอวี้ในยามนี้ เจ้าเล็กตัวขยันเล่าเรียนอย่างยิ่ง ทุกเช้าซานหมิงสหายร่วมศึกษาจะเข้ามาในวัง เพื่อร่วมเรียนกับฮ่องเต้น้อย ครั้นถึง
บทพิเศษ 1องค์หญิงสี่หนีออกวังแล้ว! นับตั้งแต่เซี่ยหยู่ยกทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนตะวันตก วันเวลาก็ล่วงผ่านมาแล้วสามเดือน ในที่สุดม้าเร็วก็นำข่าวดีส่งกลับมายังเมืองหลวง เมื่อเซี่ยไคเหรินได้รับรายงาน สีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด อดยินดีไม่ได้ที่เมืองฝานถูและเมืองอู๋เวยถูกยึดคืนมาสู่ต้าเซี่ยได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้น เยว่หลิวเซิงยังจัดตั้งหน่วยรบพิเศษแดนตะวันตกขึ้นมาใหม่อีกด้วย การก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเครื่องจักรครบครัน ยิ่งกว่านั้น ทหารตระกูลไป๋ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างจากเมืองหลิงหนานอยู่แล้ว เมื่อร่วมมือกับทหารของเว่ยเซียง งานทุกอย่างจึงคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนสร้างศูนย์ฝึกพิเศษ เว่ยเซียงที่ได้เห็นเครื่องจักรและเครื่องมือทันสมัยเป็นครั้งแรก ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกไปทั้งวัน ต่อมา เมื่อประจักษ์ถึงความสามารถราวกับฟ้าประทานขององค์หญิงสี่ เขาก็แทบลงไปคุกเข่าคารวะเซี่ยหยู่ด้วยความเทิดทูลประหนึ่งว่านางเป็นเทพเจ้า หากไม่ใช่เพราะเซี่ยหยู่ย้ำนักย้ำหนาว่า







