Mag-log inบทที่ 7
ข้าเบื่อซาลาเปา อยากกินอย่างอื่น!
เซี่ยอวี้กัดเนื้อแห้งคำเล็กๆ หน้าตาเปื้อนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
ในตอนแรก เหล่าทหารกลุ่มนั้นยังมองเซี่ยอวี้ด้วยความตื่นเต้น ครั้นเห็นแก้มกลมๆ องค์ชายตัวเล็กขยับเหมือนกระรอก ดวงตาที่จ้องเขม็งด้วยความลุ้นระทึกพลันเปลี่ยนเป็นเอ็นดู
“ระ รสชาติเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” ทหารหนุ่มหน้าอ่อนถาม
“แห้งๆ เค็มๆ แปลกๆ แต่ก็อร่อย”
“แหะๆ”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะยิ้มอย่างโล่งใจ
อาจเพราะเป็นของที่เพิ่งเคยกินครั้งแรก องค์ชายน้อยจึงรู้สึกว่าอร่อย
“อ้อ!”
จู่ๆ เด็กน้อยก็ร้องเสียงใส จากนั้นก็วิ่งปุกปิกกลับไปที่รถม้า หยิบกล่องอาหารหรูหราของตนมาเปิด มือเล็กๆ หยิบซาลาเปาไส้หมูหอมกรุ่นออกมาแล้วยื่นให้ทหารหนุ่มหน้าอ่อน
“แลกกัน!”
ทหารหนุ่มคนนั้นนิ่งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ไม่ต้องแลกหรอกพ่ะย่ะค่ะ เนื้อแห้งของกระหม่อมเทียบกับซาลาเปาชั้นดีขององค์ชายไม่ได้เลย”
คำพูดนั้นเซี่ยอวี้ฟังไม่เข้าใจ ตอนอยู่ตำหนัก อาหารกับของว่างของเขาก็แบ่งให้นางกำนัลกับขันทีออกจะบ่อย แถมคนพวกนั้นแทบจะรุมแย่งทั้งที่เขายังกินไม่อิ่มด้วยซ้ำ หากไม่ได้แม่นมช่วยปกป้องอาหาร เซี่ยอวี้ก็คงไม่ได้กินจนอิ่ม
เมื่อนึกถึงพี่ชายพี่สาวที่ตำหนัก ภาพตอนที่คนพวกนั้นเก็บของหนีไปพลันผุดขึ้นมาในความทรงจำ เด็กน้อยก้มหน้าอย่างเศร้าสร้อย ปลายจมูกกับขอบตาเริ่มแดงก่ำ
พอเห็นองค์ชายทำหน้าเศร้า เหล่าทหารต่างก็เงียบกริบ ทั้งยังหันไปถลึงตาใส่ทหารหนุ่มหน้าอ่อนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สายตาทุกคนราวกับกำลังตะโกนว่า “องค์ชายอุตส่าห์ให้ซาลาเปาเลิศรสเชียวนะ รับไว้สิ!” “เจ้ากล้าทำองค์ชายเสียใจเรอะ ตายซะ ตายซะ!”
ทหารหนุ่มหน้าอ่อนได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ...เขาก็แค่เจียมตัว ไม่ได้ล่วงเกินองค์ชายเสียหน่อย นี่เขาทำอะไรผิดไปหรือ?
แม่นมจื่อฮวาลูบหลังเล็กๆ ขององค์ชายพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “รับไปเถิด องค์ชายน้อยตั้งใจแบ่งให้จริงๆ”
“เอ่อ…ขอบพระทัยองค์ชาย” ชายหนุ่มหน้าอ่อนยอมรับซาลาเปาไส้เนื้อด้วยสองมือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
เซี่ยอวี้ยิ้มกว้าง ใบหน้าใสซื่อเต็มไปด้วยความจริงใจ พลางยื่นซาลาเปาให้คนอื่นๆ ต่อ “พี่ชายก็ลองชิมสิ ของที่ท่านลุงให้มา ข้าแบ่งให้ทุกคนเลย”
“องค์ชายช่างมีน้ำใจ”
“เป็นเกียรติยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบพระทัยองค์ชาย!”
ทหารสี่ห้าคนรับซาลาเปาด้วยดวงตาซาบซึ้งราวกับได้รับพระราชทานของวิเศษ
ทว่า...
ความจริงที่ไม่มีใครรู้ องค์ชายน้อยเบื่อซาลาเปาจะตายอยู่แล้ว อยากกินอย่างอื่น ทุกวันกินแต่ซาลาเปาจนหน้าจะเป็นซาลาเปา แต่ท่านลุงก็ให้มาซะเยอะ กินยังไงก็ไม่หมด ถ้าไม่แจกจ่ายให้หมดเกลี้ยงเร็วๆ คงกินซาลาเปาจนไปถึงชายแดนเลยกระมัง
แจกให้หมด จะได้ไม่ต้องกินเอง!
ในขณะนั้น...
“น้องชายข้าหัวใสใช่ย่อย” เซี่ยหยู่พึมพำพลางกัดสาลี่ที่หยิบมาจากมิติไปหนึ่งคำ ดวงตาส่องประกายเป็นรอยยิ้มพลางจับจ้องเจ้าตัวเล็กที่กำลังแจกจ่ายซาลาเปา
ไม่เพียงแต่ผลักภาระซาลาเปาที่น่าเบื่อให้คนอื่น ยังใช้มันซื้อใจทหารได้อีกด้วย ได้ผลประโยชน์สองเด้ง!
จริงๆ แล้ว ในมิติของเซี่ยหยู่มีอาหารเลื่องชื่ออย่างเป็ดปักกิ่ง ปูขน หมูตุ๋ย หูฉลาม และของชั้นดีเลิศรสมากมายที่กวาดมาจากห้องเครื่อง ไหนจะเสบียงจากชาติที่แล้วอย่างแฮมเบอร์เกอร์ พิชซ่า ชานมไข่มุก ขนมปังร้านดัง เค้กและขนมกรุบกรอบอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน แต่ที่เซี่ยหยู่ไม่ได้นำออกมาแบ่งให้เจ้าตัวเล็กทันทีเพราะยังหาจังหวะเอาออกมาไม่ได้ นางจึงแบ่งแค่บิสกิตซึ่งเป็นของกินที่มีในยุคนี้อยู่แล้ว
เซี่ยอวี้แจกซาลาเปากล่องแรกหมดแล้ว ก็กลับมาหยิบกล่องที่สองบนรถม้า
จังหวะที่เดินถือกล่องซาลาเปาจะไปแจกจ่ายให้กลุ่มอื่นต่อ จู่ๆ เซี่ยหยู่ก็เข้ามาจิ้มแก้มนุ่มๆ ของเขา พูดพลางหัวเราะ “เจ้าคิดว่าพี่สาวคนนี้ไม่รู้หรือ เจ้าเบื่อซาลาเปาแล้วล่ะสิ อยากยัดใส่มือคนอื่นให้หมดเร็วๆ ใช่หรือไม่”
เซี่ยอวี้ทำตาโต ใบหน้าน้อยๆ ร้อนผ่าว แต่เด็กน้อยก็หัวไว รีบสั่นหน้าบอกเสียงสูง “เปล่า!” จากนั้นก็แจกซาลาเปาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่าทางเขินอายของเจ้าตัวเล็กทำเอาเซี่ยหยู่ถึงกับหลุดขำ
ฮะๆๆ
“องค์หญิง ไม่เกรงว่าองค์ชายสามจะเอาเสบียงแจกคนอื่นจนเกลี้ยงหรือเพคะ แบบนั้นจะไม่ลำบากเอาหรือ?” ลี่ถิงเข้ามาถามอย่างกังวล
“ให้เขาทำไปเถอะ”
“เอ๋?”
“ยิ่งเดินทางลงใต้ อากาศก็ยิ่งร้อน เก็บซาลาเปาไว้นานๆ มีแต่จะเน่าเสีย”
“แล้วถ้าเสบียงหมดเล่าเพคะ?”
“เดี๋ยวก็หาใหม่ได้” เซี่ยหยู่ตอบง่ายๆ ราวกับไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร แน่ละ…ในมิติของนางยังมีเสบียงเหลือเฟือ อยากกินอะไรก็หยิบได้ตลอดเวลา ซาลาเปาหมดก็หมดไปสิ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
..
..
พักกลางวันเรียบร้อย ขบวนรถม้าก็ออกเดินทางอีกครั้ง
เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังก้องเป็นจังหวะ รถม้าเคลื่อนไปตามเส้นทางคดเคี้ยว เหล่าทหารเดินตามขบวนอย่างองอาจ หลังได้กินซาลาเปาที่องค์ชายน้อยแบ่งปันให้ แต่ละคนก็ดูมีกำลังใจ ทั้งฮึกเหิม ทั้งระมัดระวังมากกว่าเดิม
เดินทางอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดดวงตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้า แม่ทัพไป๋มู่อวิ๋นจึงสั่งให้ขบวนรถม้าหยุดพักริมลำธารใกล้ๆ กับป่า
ทหารเกือบสามสิบนายรีบจัดกระโจมและเตรียมอาหารค่ำ
ตรงกลางลานพักคือกระโจมขององค์หญิงกับองค์ชายน้อย กระโจมนี้สร้างขึ้นมาแบบง่ายๆ เพราะรีบใช้รีบเก็บ บนพื้นจึงปูด้วยเสื่อหยาบๆ หนึ่งชั้น แล้วปูทับด้วยผ้าหนาอีกหนึ่งชั้นเท่านั้น
ภายในกระโจมของเซี่ยอวี้
เด็กชายตัวน้อยถือซาลาเปาที่กินค้างไว้ครึ่งลูกด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย โดยมีแม่นมจื่อฮวาที่นั่งข้างๆ ฉีกเนื้อไก่ย่างเป็นคำๆ ป้อนให้
เซี่ยอวี้เบื่อซาลาเปาเต็มที โชคดีที่วันนี้พี่ชายทหารล่าไก่ป่าได้หลายตัว ย่างแล้วแบ่งให้เซี่ยอวี้ ถึงจะมีแค่เกลือทาบางๆ บนเนื้อไก่ แต่มื้อนี้ก็ไม่น่าเบื่อ
หลังเซี่ยอวี้กินอิ่มท้องแล้ว เซี่ยหยู่ก็เปิดกระโจมแล้วเดินเข้ามาหน้าตาเฉย
“อร่อยไหม?”
คำถามนั้นดังมาจากพี่สาว เซี่ยอวี้เงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้นมอง ก่อนจะตอบเย็นชา “ใช้ได้นะ”
สำหรับเซี่ยอวี้ อะไรที่ไม่เคยกินก็ว่าอร่อยทั้งนั้น ยิ่งอยู่ในป่า กินของป่าที่ล่ามาใหม่ๆ ยิ่งให้รู้สึกเหมือนออกผจญภัย!
“แล้วมาทำไม” เด็กชายถาม
เซี่ยหยู่ไม่ได้ตอบทันที แต่หยิบกระดาษเคลือบน้ำมันออกมา ก่อนจะยื่นให้เจ้าตัวเล็ก “ข้าให้”
“อะไรน่ะ ทำไมมีแต่ก้อนดำๆ” เซี่ยอวี้จ้องเขม็งอย่างหวาดระแวง คิดในใจว่า พี่สาวโง่คงไม่เบื่อถึงขั้นเอาดินเหนียวมาปั้นแล้วหลอกให้เขากินหรอกกระมัง
“เห็นแบบนี้อร่อยนะ หวานๆ กรอบๆ”
ไม่พูดเปล่า เซี่ยหยู่ยังหยิบก้อนดำๆ ใส่ปาก เคี้ยวโชว์ดังกรุบๆ
แน่นอนว่า ก้อนสีดำกรุบกรอบนี้เป็นของที่เซี่ยหยู่หยิบมาจากมิติ มันคืออัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลต
ระหว่างเดินทางไกล ร่างกายอ่อนล้า ไหนจะต้องระแวดระวังว่าจะถูกลอบโจมตีเมื่อไร ความเครียดสะสม การได้กินของหวานย่อมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
คิดจบ เซี่ยหยู่ส่งเข้าปากอีกหนึ่งเม็ด
กรุบๆ กรอบๆ หวานอร่อย
เสียงเคี้ยวที่ฟังดูน่าอร่อยยั่วน้ำลายจนเจ้าตัวเล็กจ้องมองอย่างสนใจ
“อร่อยมากหรือ” เด็กชายถาม
“อร่อย” เซี่ยหยู่ตอบตรงๆ
“งั้นข้า...จะลองกินก็ได้!”
เซี่ยอวี้พูดเหมือนฝืนใจ แต่ดวงตากลมโตจ้องมองเม็ดสีดำอย่างไม่วางตา
เซี่ยหยู่ยิ้มบางๆ จากนั้นยื่นช็อกโกแลตให้น้องชายหนึ่งเม็ด องค์ชายน้อยรีบรับมายัดเข้าปากทันที ตอนนั้นเองดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วพลันเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม
“อร่อย! เอาอีก! ข้าจะเอาอีก!”
“ได้”
ภายในห่อกระดาษเคลือบน้ำมันตอนนี้เหลืออัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตห้าเม็ด เซี่ยหยู่ไม่ได้เอาออกมาจากมิติเยอะ เพราะรู้ว่าเด็กๆ นั้นมักจะกินเกินความพอดี
“กินแล้วต้องแปรงฟันด้วย ถ้าฟันผุ ข้าจะไม่ให้เจ้ากินอีก”
“อืมๆ” เซี่ยอวี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย
ก่อนจะกลับกระโจมของตน เซี่ยหยู่ยังยื่นยาทากันยุงกับผงไล่แมลงให้กับแม่นมจื่อฮวาพร้อมอธิบายวิธีใช้
แม่นมจื่อฮวาที่รับใช้องค์ชายน้อย เห็นพี่น้องสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ นางก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
เซี่ยหยู่เพิ่งก้าวออกจากกระโจมได้หนึ่งก้าว จู่ๆ เสียงทหารก็ตะโกนขึ้นอย่างฉับพลัน
“โจรบุก! โจรบุก!”
บทที่ 83การพิพากษา หลังจากเผิงซวนเริ่มได้สติ สายตาพลันมองซ้ายมองขวา รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวผิดปกติอย่างรุนแรง เขาเงยหน้าขึ้น ทันทีที่สายตาปะทะกับฮ่องเต้ ร่างพลันแข็งทื่อ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ฮ่องเต้ซึ่งกำลังเดือดดาลอยู่แล้วก็เปิดฉากสอบสวนเรื่องค้าเกลือเถื่อนขึ้นทันที “เผิงซวน เจ้าจะอธิบายเรื่องค้าเกลือเถื่อนกับค้ามนุษย์อย่างไร” “ฝ่า...ฝ่าบาทตรัสถึงสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้เรื่องจริงๆ” ฮ่องเต้แค่นพระสุรเสียงเยียบเย็น “ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสียถึงเพียงนี้ ยังเสแสร้งตีหน้าซื่อ ทำทีว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์อีกหรือ พวกเจ้า นำหลักฐานมาให้เขาดู!” เมื่อกองหลักฐานถูกนำมาวางเรียงตรงหน้า ทั้งบัญชีลับ สมุดรายชื่อ ใบอนุญาตปลอม และตราประทับราชสำนักที่ถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างแนบเนียน เผิงซวนก็ร้อนตัวทันที ใบหน้าเหี่ยวชราซีดเผือด ตัวสั่นงันงกแทบนั่งไม่อยู่ ทว่า หากยอมรับความผิดก็มีแต่ต้องโทษประหาร เผิงซวนจึงทำได้เพียงแก้ตัวอย่างหน้าไม่อาย “ทะ…ทูลฝ่าบาท กระหม
บทที่ 82ยาถอนพิษ? เวลานั้น ฮองเฮาพาองค์ชายรองเข้ามาในท้องพระโรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ “ฝ่าบาท หม่อมฉันเชื่อว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่เพคะ ฝ่าบาท เห็นแก่หม่อมฉัน โปรดให้ความเป็นธรรมกับอัครเสนาบดีเผิงด้วยเพคะ” ในเวลานี้ เรื่องอื้อฉาวของเผิงซวนจำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ฮ่องเต้ที่ทรงพิโรธอยู่แล้วย่อมไม่รับฟังคำอ้อนวอนใดๆ ทั้งสิ้น พระเนตรของพระองค์แข็งกร้าวขณะกล่าวกับฮองเฮาว่า “ที่นี่คือท้องพระโรง ใครสั่งให้พวกเจ้าบุกเข้ามา!” “ฝะ…ฝ่าบาท…” “ไสหัวออกไป!” ฮองเฮาไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วหนักขนาดนี้มาก่อน พระนางย่อมรู้สึกหวาดกลัวเป็นธรรมดา แต่เพื่อความอยู่รอดและเพื่อศักดิ์ศรีของตระกูลเผิง พระนางจึงต้องกัดฟันโผเข้ากอดขาของชายที่อยู่เหนือทุกสิ่งผู้นี้ ก่อนจะอ้อนวอนด้วยร่างที่สั่นเทาอย่างสุดกำลัง “ฝ่าบาทเพคะ พี่ชายของหม่อมฉันภักดีต่อพระองค์มาโดยตลอด ไม่มีวันทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้แน่ ต้องมีคนใส่ร้ายพี่ชายของหม่อมฉันแน่นอนเพคะ!” “ใส่ร้ายหรือ?” ฮ่
บทที่ 81สะเทือนไปทั่วเมืองหลวง! ในวันนั้น ชาวบ้านในเมืองหลวงตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทั่วท้องถนนเริ่มคึกคักไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ แม่ค้าหาบเร่ตั้งแผงเรียงราย เสียงเรียกซื้อสินค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยคลุ้งไปทั่วทั้งถนน แต่แล้ว บรรยากาศปกติและสงบสุขเหล่านั้นกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นจวนตระกูลใหญ่ทั้งสามหลังเหลือแต่โครงสร้างเปล่าๆ “เหวอ! โจรปีศาจออกอาละวาดอีกแล้ว!!” “ว่าไงนะ คราวนี้ไปปล้นบ้านใครอีก!” ฝูงชนที่กระหายความบันเทิงพากันแห่มามุงตามเสียงเรียก ไม่นานนัก จำนวนผู้คนที่มายืนออหน้าจวนที่เหลือแต่โครงสร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รอบกำแพงจวนยังเต็มไปด้วยกระดาษที่บรรยายเรื่องอื้อฉาวของขุนนางใหญ่แปะประจานอยู่เต็มไปหมด คนในเมืองหลวงส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจึงอ่านออกเขียนได้ พวกเขาดึงกระดาษที่แปะบนกำแพงออกมาอ่าน จากนั้นก็แสดงความรังเกียจและสะใจออกมาทางสีหน้าอย่างไม่คิดจะปิดบัง ในขณะเดียวกัน คนที่สลบเหมือด
บทที่ 80พายุถล่มจวนตระกูลเผิง (อีกครั้ง) ราชวงศ์นี้เต็มไปด้วยความเน่าเฟะและเส้นสาย หากจะจัดการกับเผิงซวนอย่างอยู่หมัด ก็จำเป็นต้องเล่นใหญ่ และมีหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา ทั้งยังต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เมื่อวางแผนเสร็จสิ้น กลางดึกคืนนั้น เซี่ยหยู่และเยว่หลิวเซิงก็เปลี่ยนมาสวมชุดทะมัดทะแมงและใช้สีดำพรางใบหน้า ทั้งสองลอบบุกเข้าไปในจวนตระกูลเผิงที่เพิ่งสร้างใหม่ทันที ดูเหมือนว่าหลักฐานที่ซานตงเหอให้มานั้นจะเป็นความจริง เพราะในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ไม่เพียงแต่เผิงซวนจะสร้างจวนหลังใหม่สำเร็จ ข้าวของเครื่องใช้ภายในจวนยังมีมากมาย แถมยังเป็นของแพงอีกด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่เพิ่งถูกปล้นจนหมดตัวจะหาเงินมาได้รวดเร็วขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะทำธุรกิจมืด หากถามว่าเหตุใดครั้งนี้ถึงเลือกเยว่หลิวเซิงที่ไม่มีวิชาตัวเบามาด้วย? คำตอบง่ายมาก เยว่หลิวเซิงสามารถเข้าออกในมิติร่วมกับนางได้ ในขณะที่ไป๋มู่อวิ๋นกับจิ้งอี๋ทำไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง เยว่หลิวเซิงเข้าใจอุปกรณ
บทที่ 79ถึงจวนตระกูลซินอย่างปลอดภัย ทางฝั่งของเยว่หลิวเซิง เมื่อเห็นว่าไป๋มู่อวิ๋นไม่ยอมบังคับให้รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยกมือเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองออกไปมองด้านนอก เห็นว่าเด็กหนุ่มสามคนกำลังรุมบูลลี่เด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ แม้เขาจะไม่รู้จักเด็กหนุ่มคนนั้น แต่สีหน้าของไป๋มู่อวิ๋นที่นิ่งผิดปกติ ทำให้เยว่หลิวเซิงรู้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ “ถ้าไม่สบายใจก็ลงไปช่วยเขาเถอะ” เยว่หลิวเซิงบอก ไป๋มู่อวิ๋นกระโดดลงจากรถม้าในทันที ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินตรงเข้าไปหากลุ่มเด็กหนุ่มที่เอะอะเสียงดัง “คุณชายทั้งหลาย โปรดหลีกทางให้รถม้าของพวกเราด้วย” ไป๋มู่อวิ๋นตั้งใจกดเสียงให้ต่ำมากกว่าปกติ แววตาฉายความดุดันอย่างรุนแรง ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งเหมือนถูกภูเขากดทับเอาไว้ เด็กหนุ่มทั้งสาม นำโดยเผิงหวาย พอหันมาเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้ม ใบหน้าขึงขังที่มีแผลเป็นพาดยาวกลางหน้า ต่างก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ สายตาของเหล่าเด็กหนุ่มเลื่อนไปที่เอวของชายห
บทที่ 78กลับสู่เมืองหลวง เมื่อออกจากตำหนักร้างบนเขาหยางจี๋ ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันที พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ก็ค่ำมืดแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งเต็นท์ค้างแรมข้างนอกหนึ่งคืน แล้วค่อยเข้าเมืองในตอนรุ่งเช้า แน่นอนว่าเซี่ยหยู่ไม่คิดจะผ่านประตูไปแบบประมาท นางกำชับทุกคนว่า ก่อนเข้าเมือง ต้องแปลงโฉมใหม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน ในตอนนั้นเอง เยว่หลิวเซิงก็เกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมา รีบเสนอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า ตนจะปลอมตัวเป็นคุณชายจากตระกูลมั่งคั่งที่เดินทางมาเที่ยวในเมืองหลวง ไป๋มู่อวิ๋นซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ให้รับบทเป็นองครักษ์หน้าดำ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ติดตามและคนขับรถม้า ส่วนจิ้งอี๋นั้น ใบหน้างดงามมากเกินหญิงสาวทั่วไป หากให้ปลอมเป็นสาวใช้เกรงว่าจะสะดุดตาเกินไป ดังนั้นควรให้แยกออกไปกับเซี่ยหยู่ ปลอมตัวเป็นพี่สาวกับน้องชายที่มาจากชนบท เข้าเมืองมาขายของป่า เซี่ยหยู่ไม่รอช้า หยิบชุดและเครื่องสำอางออกมาจากมิติด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเริ่มลงมือแปลงรูปลักษณ์ให้ตัวเองกับจิ้งอี๋อย่างเพลิดเพล






