LOGIN
บทนำ
หญิงสาวนอนตัวสั่นเทาอยู่ใต้ร่างของชายหนุ่มที่เธอตกหลุมรักมาตลอด เขาคือสามีของเธอที่ไม่เคยกลับเรือนหอเลยตั้งแต่คืนแรกที่เข้าหอ แต่ตอนนี้เขากลับมาทำร้ายจิตใจเธออย่างไม่เหลือชิ้นดี...
“คุณพายุ! ฉันบอกให้ปล่อยฉัน!!” แม้ว่าร่างกายจะสั่นเพราะความกลัวคนตรงหน้าที่ตอนนี้ดูแตกต่างจากปกติ แต่เธอก็ยังพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น เก็บกลั้นน้ำตาไว้และจ้องมองเขาอย่างไม่ยอม
“หึ! ทีมันยังแตะต้องตัวเธอได้ ทำไมทีผัวตัวเองถึงจะไม่ได้!!” พายุตะคอกเสียงดังลั่นห้องพร้อมทั้งหลุบสายตามองเธอที่อยู่ใต้ร่างด้วยสายตาดุดัน ภาพที่เขาเห็นวันนี้คือภรรยาของตัวเองจับมือถือแขนผู้ชายคนอื่นอย่างไม่ถือตัวราวกับว่าลืมไปแล้วว่าตัวเองมีสามีอยู่
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ทีคุณ..ฮึก...ยังทำได้เลย!”
“เธอเป็นเมียฉันเข้าใจไหมยี่หวา! เธอเป็นของฉัน!”
“ฉันไม่ใช่เมียคุณ! นั่นมันก็แค่ในนามอย่าได้เข้าใจผิด!!”
“งั้นเหรอ? อย่างนั้นเองสินะ...งั้นวันนี้ก็ทำหน้าที่ของเธอซะสิ!!”
“ไม่!! อย่านะ!! กรี๊ดดดดดด!!”
ไม่ฟังเสียงค้านของหญิงสาว เขากระชากเสื้อเชิ้ตสีครีมของเธอจนขาดวิ่นด้วยอารมณ์โทสะ การที่เห็นเธออยู่กับผู้ชายคนอื่นมันทำให้เขาหงุดหงิดจนแทบบ้า ริมฝีปากหยักได้รูปดูดเม้มซอกคอระหงส์จนแดงช้ำ มือหนึ่งดึงกระชากกางเกงสแลกของเธอออกไปให้พ้นทางไม่สนมือเล็กที่พยายามปัดป้องและทุบตีเขา
“ฮึกๆ...อย่าทำยี่หวาเลย...กลัวแล้ว ฮือ” ขอร้องอ้อนวอนเขาอย่างจำยอม มือที่เคยผลักไสเขาออกกลับยกขึ้นมาพนมไหว้ทั้งน้ำตา พายุปราดสายตามองเธอนิ่งแววตาเรียบเฉย คว้าข้อมือเล็กที่พนมไหว้เขาขึ้นเหนือหัวก่อนจะล็อคมันติดกับเตียง
“คนหลอกปั่นหัวผู้ชายเล่นอย่างเธอ...ไม่สิทธิ์มาร้องขอ” ไร้ความปราณีหรือเห็นอกเห็นใจ จัดการช่วงชิงริมฝีปากบางสวยไม่ให้ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาอีก มือหนากอบกุมเต้าตึงบีบขย้ำมันจนหนำใจแม้ว่าคนใต้ร่างจะดิ้นรนหลบเลี่ยงสัมผัสของเขาแค่ไหนก็ตาม
“อื้ม!!” ร่างกายหนากำยำแทรกเข้าระหว่างกลางไม่ให้ขาเรียวได้ดิ้นถีบเขาพร้อมกับมือหนาที่ปลดตะขอชั้นในสีขาวออก เข้าครอบครองปลายยอดขบกัดดูดเม้มมันตามแรงอารมณ์จนคนใต้ร่างแอ่นรับโดยอัตโนมัติอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่
“หึ” เมื่อเห็นท่าทีแบบนั้นเขาก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ แม้น้ำตาจะนองหน้าแต่ร่างกายกลับทำตามสัญชาตญาณยากที่หลีกเลี่ยง
มือหนาของเขาเลื่อนไปปลดกางเกงแสลกของตนพอหลวมๆ ก่อนจะจับจ่อแก่นกายใหญ่ตรงปากทางโดยไม่มีการเล้าโลมปลอบโยนใดๆ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!” เธอร้องออกมาสุดเสียงอย่างทรมานดิ้นพล่านพยายามถอยหนีมันด้วยความเจ็บปวด...
........................................................................................................................................................................................
“วันนี้ผมขอ Cold Brew ไม่ใส่น้ำตาลเลยเหมือนเดิมนะครับ” ชายหนุ่มร่างสูงกำยำในชุดสูทดูดีเอ่ยกับพนักงานสาวร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับตึกสูง31ชั้น ซึ่งเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงระดับหนึ่งของเมืองนี้
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มพร้อมกับหมวกสีน้ำตาลเหมือนผ้ากันเปื้อนคล้ายกับว่าเป็นยูนิฟอร์มของร้านเอ่ยขึ้น เธอจำหน้าผู้ชายคนนี้ได้เป็นอย่างดี เขามักจะมาซื้อกาแฟที่นี่ทุกเช้าและพูดคุยกับเธออย่างสุภาพเสมอ
เธอ ‘ยี่หวา’ หญิงสาวอายุ 25 ตัวเล็ก สูงเพียง160 หนัก 46 ผมสีน้ำตาลเข้มตรงสวย นัยน์ตาสุกใสสีน้ำตาลอ่อนทำให้เธอดูน่ารักและสวยไม่น้อย ผิวขาวโทนเหลืองนั้นทำให้ดูเหมือนกันว่าเป็นลูกครึ่งจีน ใบหน้าเรียวพอดีรับสัดส่วน ไม่แปลกใจเลยที่ลูกค้าต่างเข้ามาจีบเธอไม่เว้นแต่ละวัน
“นี่ค่ะ กาแฟของคุณพายุ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นกาแฟให้คนที่ยืนเขี่ยโทรศัพท์รออยู่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้ม พายุหันไปรับแก้วกาแฟก่อนจะสแกนจ่ายเงินตามปกติ
‘พายุ’ ชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำวัย34 สูงราว 188 หนักราว 68 นัยน์ตาสีดำขลับ ผมสีดำเซ็ตเสยขึ้นเป็นทรงสวย ผิวขาวดูดีใบหน้าคมคายราวกับดารา ยี่หว่าและพายุทำความรู้จักกันเพราะเขามาซื้อกาแฟบ่อยๆ และเธอก็คิดว่าเขาคือพนักงานของบริษัทตึกตรงข้ามนี้ ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอเพราะพายุชอบผู้หญิงฉลาดและดูน่ารัก ยี่หวาถือว่าเป็นสเปคของเขาจึงได้พยายามที่จะสานต่อความสัมพันธ์มานานถึงสามเดือน
“เย็นนี้ว่างไหมครับ? ผมว่าจะชวนไปทานข้าวหลังเลิกงาน” พายุพูดพร้อมรอยยิ้มหวานส่งให้หญิงสาว เล่นเอาเพื่อนๆที่ร่วมงานกับเธอหันไปยิ้มเป็นเชิงแซว เพราะชายหนุ่มรูปหล่อดูเพียบพร้อมนี้จีบเธออย่างออกนอกหน้ามาตลอดสามเดือน ทั้งที่เขาสามารถเลือกหญิงสาวที่สวยกว่าหรือระดับดาราดัง ไฮโซ นางแบบก็ยังได้แต่เขาเลือกที่จะมาจีบพนักงานพาร์ทไทม์สาวร้านกาแฟอย่างเธอเสียอย่างนั้น
“เอ่อ...วันนี้ไม่ว่างค่ะ ต้องรีบกลับบ้าน”
“งั้นเหรอครับ...ไว้วันหลังก็ได้ เดี๋ยวดึกๆผมโทรหานะ”
พายุพูดแค่นั้นก็โบกมือลาหญิงสาวไป แน่นอนว่าเธอและเขานั้นมีช่องทางการติดต่อกันมานานแล้ว เพราะว่าคุยถูกคอและไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาชวนไปทานข้าว ปกติเธอก็ตอบรับแต่วันนี้เธอมีธุระจริงๆถึงได้ปฏิเสธ
ยี่หว่าเป็นลูกของคนรับใช้บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ที่เจ้าของบ้านเป็นถึงประธานบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และเธอก็โตมาพร้อมกับลูกสาวของบ้านนั้นที่ค่อนข้างจะดื้อซนและติดหรูไปเสียหน่อย แถมยังชอบดูถูกเธออยู่เป็นเนืองๆ ทำยังไงได้ก็เธอเป็นแค่ลูกคนรับใช้นี่
ทางเจ้านายส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาก็ดีแค่ไหนแล้ว ด้วยความที่ไม่อยากรบกวนเจ้านายของตัวเองมากจึงได้ออกมาหางานพาร์ทไทม์ทำหาค่ารักษาอาการป่วยของแม่ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังเพียงเพราะไม่อยากจะรบกวนทางผู้เป็นเจ้านายมากนัก
“ทำไมนายไม่ให้ผมไปซื้อให้ละครับ” ลูกน้องคนสนิทของพายุเดินเข้ามาถามหลังจากที่เห็นเจ้านายถือแก้วกาแฟเดินเข้าบริษัทมา พายุปรายสายตามองลูกน้องของตนอย่างเบื่อหน่าย
“มึงถามทุกวันไม่เบื่อเหรอวะไอ้เมษ”
“อะแฮ่ม...ผมแค่อยากรู้ว่านายติดใจเธอตรงไหนน่ะครับ?” เมษเอ่ยแซวเจ้านายของตนด้วยรอยยิ้มยียวน พายุแทบจะยกขาขึ้นเตะลูกน้องคนสนิทอย่างนึกหมั่นไส้ เขาก็ซื้อกาแฟเองทุกวันมาเกือบสามเดือนเมษก็ถามเขาทุกวันตลอดสามเดือน
“มึงไม่มีตาเหรอวะไอ้นี่”
“มีครับ ก็สวยอยู่หรอกครับแต่เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่เหมาะกับนาย ทำไมถึงไม่เลือกดาราสวยๆสักคนล่ะครับ”
“กูไม่ชอบ ติดหรูอยู่แพงผลาญเงินไปวันๆ ถ้าเอามาเป็นแม่ของลูกล่มจมกันพอดี” พายุและเมษพูดไปพลางเดินไปกดลิฟท์ขึ้นชั้น31บนสุดของตึก เพราะที่นั่นคือห้องทำงานของเขา
“อ้าว แล้วที่นายจ่ายให้ดารานางแบบที่นอนด้วยเป็นแสนๆนั่นล่ะครับ”
“ถามมากจังวะ แค่แก้ขัดก็จ่ายค่าตัวไปก็จบ”
“อ๋อออออ”
“มึงไม่ต้องมาอ๋อ รู้ดีอยู่แล้วเสือกถาม” พายุพูดพร้อมขมวดคิ้วมองลูกน้องของตนตาขวาง แต่เมษกลับอมยิ้มหัวเราะในลำคอล้อเลียนเจ้านายตน พายุและเมษสนิทกันมากถึงขนาดพูดคุยกันได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิท แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เมษคนเดียวเพราะพายุมีทั้งมือซ้ายและมือขวา เมษคือมือขวาของเขาส่วนมือซ้ายของเขานั้น...
“อ้าว นายครับถือกาแฟราคาถูกมาอีกแล้ว...กาแฟแพงๆไม่ถูกใจนายเหรอครับเนี่ย”
“หุบปากของมึงไปไอ้ต้า จะถูกจะแพงก็แดกได้เหมือนกัน”
เมื่อประตูลิฟท์เปิดออกพายุเดินออกจากลิฟท์ได้เพียงก้าวเดียวมือซ้ายของเขาอย่างแฟนต้าก็เดินเข้ามาทักทายไม่ต่างจากเมษเลย เมษและแฟนต้าต่างหัวเราะคิกคักกับท่าทางหัวเสียของเจ้านายตน
“พวกมึงสองตัวนี่นะ”
“ใจเย็นก่อนครับนาย ผมมีข่าวดีจะมาบอก” แฟนต้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มแฉ่ง พายุขมวดคิ้วมองลูกน้องของตัวเองอย่างไม่ไว้ใจ เพราะเมื่อไหร่ที่แฟนต้าบอกว่ามีข่าวจะบอกแล้วยิ้มแบบนี้มักจะไม่ใช่ข่าวดีอย่างที่พูดเลย
“เออ”
“คุณย่าของนายมาเยี่ยม ตอนนี้รอที่ห้องแล้วครับ” แฟนต้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
“ที่ห้องทำงาน? มาทำไม?”
“ผมไม่ทราบ ไม่ใช่หลานท่านครับ เชิญนายไปฟังเองจะดีกว่า” แฟนต้าเอ่ยกวนๆ พายุยกขาขึ้นมาเตะแฟนต้าไปหนึ่งทีพอให้เซ ถลึงตามองลูกน้องที่น่าปวดหัวของตนพร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างนึกหมั่นไส้
ก่อนที่จะถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานของตน หญิงชรานั่งจิบชาคอยท่าอยู่เมื่อเห็นประตูห้องทำงานเปิดเข้ามาพร้อมกับหลายชายของตนก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าดีใจ
“มาแล้วเหรอหลานย่า” พูดพร้อมกับเดินไปจับแขนแกร่งของหลานชายสุดที่รักของตน พายุจับมือของย่าตัวเองแล้วยิ้มบางๆ พยุงหญิงชราที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณย่าไปนั่งลงที่เดิมและเขาเองก็นั่งลงข้างๆเช่นกัน
“คุณย่ามาหาด้วยตัวเองแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าครับ?” พายุเริ่มเอ่ยถามเข้าเรื่องทันที เพราะย่าของเขาไม่ค่อยจะเข้ามาหาเขาเสียเท่าไหร่ จะไปก็แต่งานสังสรรค์จิบน้ำชาคุยสัพเพเหระกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน งานจัดดอกไม้ประดับ งานผ้าไหมแบบนั้นมากกว่า น้อยนักที่เข้ามาถึงที่บริษัทถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ
“พอดีเพื่อนย่าเขามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง เพียบพร้อมน่ารัก...เป็นลูกสาวของบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า สวยอย่างกับนางแบบแน่ะ” พายุได้ยินอย่างนั้นก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่ย่าของตนวิ่งโร่มาหาเขาถึงที่ทำงาน เขาทอดถอนหายใจก่อนจะมองผู้เป็นย่าด้วยใบหน้าเซ็งๆ
“ย่าครับ เรื่องแต่งงานผมขอเลือกเองไม่ได้หรือครับ”
“ย่าไม่ยอมให้หลานของย่าไปคว้าผู้หญิงข้างทางมาเป็นเมียหรอกนะ! อย่าคิดว่าย่าไม่รู้ว่าหลานไปถูกใจแม่สาวร้านกาแฟนั่นน่ะ”
“เธอก็เป็นคนดี กตัญญูนะครับ”
“ไม่ได้ ย่าไม่ยอมเด็ดขาด...พายุ หลานอายุ34แล้วนะ...ขืนชักช้าจะไม่ทันมีเหลนให้ย่าอุ้ม”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอเธอแต่งงานเลยดีไหมครับ?”
“ผู้หญิงร้านกาแฟไม่ได้! ยังไงหลานก็ต้องแต่งงานกับหนูวาหวา...อะไรนี่แหละ เป็นลูกสาวของประธานบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าคนนั้น” คำพูดของย่าทำให้เขาหนักใจ เพราะเขาได้เอนเอียงหัวใจไปทางยี่หวาหญิงสาวร้านกาแฟคนนั้นไปเกือบเต็มร้อย พายุทำสีหน้านิ่งเรียบมองย่าตัวเองที่เชิดหน้าอย่างไม่ยอม
“ถ้าผมไม่..”
“ถ้าหลานไม่แต่ง ย่าก็จะไม่ยอมให้มาเผาผีและไม่ยอมรักษาโรคมะเร็งต่อด้วย” พายุได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับถอนหายใจทำอะไรไม่ถูก เขาก็เหลือแต่ย่าคนเดียวแล้วที่อยู่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เขายังเรียนมัธยมเพราะพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจึงไม่มีทายาทสืบต่อที่ไหนนอกจากเขา การมัดมือชกครั้งนี้ทำให้เขาจำเป็นต้องยอมทำตาม
“ย่านัดหนูวาหวาและครอบครัวทานข้าวคืนนี้...ยังไงก็รีบทำงานแล้วรีบตามไปที่ร้านอาหารในโรงแรมLuxury ด้วยล่ะ ย่าจะรอ” หญิงชราพูดแค่นั้นก็หยิบกระเป๋าถือของตัวเองแล้วเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างเชิดๆ พายุคิดหนัก จะไม่ทำตามคำขอของผู้เป็นย่าก็เห็นทีจะไม่ได้ เขารู้ดีว่าย่าเป็นคนหัวรั้นแค่ไหน
“แม่งเอ้ย!” ขัดใจกับการคลุมถุงชนที่เกิดจากการตกลงกันเองของผู้ใหญ่ เขาถอดเสื้อสูทออกมาปาลงไปบนโซฟารับแขกอย่างหัวเสีย
นี่เขามีความรักด้วยตัวเองไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ...ทั้งที่เขาสานสัมพันธ์กับยี่หวากำลังจะไปได้ดีต้องมาหยุดชะงักแค่นี้อย่างนั้นเหรอ ยี่หวาคือผู้หญิงคนเดียวที่เขาไม่คิดจะแตะต้องเลยด้วยซ้ำ ไม่ได้คิดฉาบฉวยเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆที่เขาแค่เล่นๆ พอเขาคิดจะจริงจังกับใครคนหนึ่งก็ต้องมาลงเอยแบบนี้
อีกด้านหนึ่ง
“ไม่!! วาไม่ไป!! พ่อกับแม่ไม่มีสิทธิ์บังคับวา!!” วาวาแผดเสียงขึ้นอย่างไม่ยอมเมื่อได้ยินว่าพ่อกับแม่ของเธอจะพาเธอไปดูตัวและแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก แค่ได้ยินว่าเป็นประธานบริษัทนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศวาวาก็คิดแล้วว่าต้องแก่ แต่พ่อแม่ของเธอกลับจะให้ไปแต่งงานกับคนแก่ที่มีเงินเสียอย่างนั้น
“ไม่ไปได้ยังไงละลูก ยายเขาตกลงรับปากกับทางฝั่งนั้นไปแล้วและทางฝั่งนั้นตอบรับมาแล้วด้วย” ผู้เป็นแม่เอ่ยเกลี้ยกล่อมลูกสาวของตนด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล
“ถ้าวาวาไม่ไปพ่อจะยกเลิกบัตรเครดิตของลูกทั้งหมด” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้น
“พ่อ!! ได้สิ ได้เลย!! อยากรู้ใช่ไหมว่าลูกคนนี้เป็นคนยังไง!!” วาวาพูดอย่างไม่ยอม ยี่หว่าที่พึ่งกลับมาจากทำงานพาร์ทไทม์ได้เดินเข้าบ้านมาพอดี มองดูบรรยากาศในบ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักมันดูตึงเครียดจนเธอไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกหันไปมองยี่หวาเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าทะมึงทึง
“เอ่อ...สะ..สวัสดีค่ะ กลับมาแล้วค่ะ” ยี่หว่าเอ่ยพร้อมยกมือไหว้อย่างเกร็งๆ ก่อนจะรีบโน้มตัวเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆคุณหญิงของบ้าน
“เกิดอะไรขึ้นเหรอแม่” ยี่หว่ากระซิบถามผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้าสงสัยระคนตกใจ มาลีแม่ของยี่หวาหันไปทำท่าให้เธอหยุดพูด ก่อนที่วาวาจะแผดเสียงขึ้นมาอีกครั้ง
“วาจะไปอยู่กับคุณภพคนที่วารัก! ไม่แต่งกับตาแก่นั่นหรอก!” วาวาพูดจบก็เดินออกจากบ้านไป พ่อแม่ของวาวารีบเดินตามออกไปแต่ก็ไม่ทันแล้ว เมื่อลูกสาวตัวดีขับรถออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
“วา!! เดี๋ยวก่อนสิลูก!! โอ๊ย...จะเป็นลม...ทำยังไงดีคะคุณ” คุณหญิงของบ้านหรือแม่ของวาวาแทบจะลมจับ คุณผู้ชายของบ้านอย่างพ่อของวาวาคอยพยุงไว้ก่อนที่มาลีจะเดินเข้าไปพยุงคุณหญิงที่ตนรับใช้
“คุณหญิงมุกดาใจเย็นๆก่อนนะคะ” มาลีเอ่ยขึ้นพร้อมกับพยุงมุกดาเดินเข้าไปนั่งโซฟาในบ้านที่เดิม
“คุณทรงชัย เราจะทำยังไงกันดีคะ...มีนัดคืนนี้ด้วย ดูท่าลูกคงไม่กลับมาแน่ๆ” มุกดาหันไปถามสามีตนด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล เพราะครอบครัวฝั่งชายเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่พอสมควร ทรงชัยที่เป็นคุณผู้ชายของบ้านทำท่าคิดหนัก ก่อนที่คุณหญิงใหญ่หรือยายของวาวาจะเดินลงมาพร้อมกับพยาบาลรับใช้ประจำตัวด้วยสีหน้าขึงขัง
“แค่ลูกสาวคนเดียวยังคุมไม่ได้ ตามใจจนเสียคน”
“แม่คะ...ลงมาทำไมคะ ทำไมไม่พักผ่อน” มุกดาเอ่ยพร้อมกับรีบเดินเข้าไปพยุงแม่ของตัวเอง
“เสียงดังลั่นบ้านขนาดนั้นฉันคงนอนหลับได้หรอก” หญิงชราเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินไปนั่งตรงโซฟาที่มุกดาเคยนั่งพร้อมกับทอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“เราจะทำยังไงกันดีคะคุณแม่” มุกดาหันไปขอความคิดเห็นของผู้เป็นแม่ หญิงชราหันไปมองมุกดาก่อนจะทำท่าครุ่นคิดหนัก สีหน้าของคุณหญิงใหญ่ดูกังวลจนขมวดปมคิ้วมองเหม่อไปทางประตูบ้านบานใหญ่ที่หลานสาวของตนพึ่งกระฟัดกระเฟียดออกไป สายตาหันปราดปรายมองไปยังยี่หวาที่นั่งอยู่ไม่ไกลทันทีราวกับคิดอะไรบางอย่างออก
“หนูยี่หวา...อายุเท่าไหร่แล้วนะลูก” หญิงชราหันไปถามยี่หวาพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
“ยี่สิบห้าค่ะคุณหญิงใหญ่”
“งั้นหรือ...หนูมีแฟนหรือยังล่ะ?”
“...ยังค่ะ”
“เรียกฉันว่ายายปรีสิ”
“คะ? ...ค่ะ ยายปรี” ยี่หวาค่อนข้าง งงงวย อยู่ไม่น้อยที่จู่ๆคุณหญิงใหญ่ของบ้านก็ให้เธอเรียกอย่างนั้น แต่ก็ยอมเรียกแต่โดยดีไม่ขัดใจ ทรงชัยและมุกดามองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าราวกับเข้าใจในสิ่งที่ปรียาหญิงชราคิด มาลีแม่ของยี่หวาเห็นอย่างนั้นก็เริ่มใจคอไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อมองสายตาของเจ้านายทั้งสามที่มองไปยังลูกสาวของตน
“เอาล่ะ ฉันจะไปพักผ่อนแล้ว...หวังว่าเธอจะจัดการได้นะมุกดา” ปรียาหญิงชราที่ขึ้นชื่อยายเอ่ยขึ้น พยาบาลประจำตัวก็เดินเข้ามาช่วยพยุงปรียาเดินกลับขึ้นห้องไป ทรงชัยและมุกดารู้ความหมายของปรียาเป็นอย่างดีและมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ
เมื่อหญิงชราเดินขึ้นยังชั้นสองจนลับตา มุกดาก็หันไปทางยี่หวาจ้องมองสำรวจใบหน้าของเธออยู่นานใบหน้าส่วนสูงแม้แต่สัดส่วนค่อนข้างคล้ายกับวาวาลูกสาวตนไม่น้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ยี่หวา ฉันและสามีส่งเสียหนูเรียกจนจบใช่ไหม?” มุกดาเอ่ยถาม
“ใช่ค่ะ ท่านทั้งสองมีพระคุณกับหนูมาก..”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยฉันกับสามีสักเรื่องได้ไหม?” มุกดาเอ่ยเสียงอ่อน ยี่หวายังคงทำหน้างงงวยอย่างไม่เข้าใจ มาลีได้ยินอย่างนั้นก็ร้อนรนรีบพูดขึ้น
“คุณผู้หญิงคะ ยังไงฉันก็จะให้ลูกสาวตอบแทนแน่นอนค่ะ...ยี่หวาจะอยู่รับใช้คุณผู้หญิงคุณผู้ชายไปตลอดแน่นอน”
“มาลี ฉันเข้าใจว่าเธอห่วงลูกนะ แต่ตอนนี้ฉันเองก็ลำบาก...ถ้าไม่ไปตามนัดบริษัทคงจะเดินต่อไม่ได้ ถึงยังไงบริษัทพีวายก็กำลังจะเซ็นลงทุนกับบริษัทเรา” ทรงชัยเอ่ย
“ตะ...แต่...” มาลีพูดตะกุกตะกัก ใจหนึ่งก็ห่วงลูกสาวไปเจอคนไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าประธานบริษัทคนนั้นเป็นคนอย่างไร ได้ยินแค่ชื่อใบหน้าค่าตายังไม่เคยเห็น
“ช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ” มุกดาเอ่ยพร้อมกับเอื้อมมือไปจับมือของมาลี นั่นยิ่งทำให้หญิงคนรับใช้ยิ่งหนักใจ แต่ยี่หวายังคงนั่ง งง ไม่เข้าใจที่ผู้ใหญ่พูดกันเท่าไหร่นัก
“หนูยี่หวาช่วยเป็นลูกสาวฉันหน่อยได้ไหม...ต่อไปนี้เธอจะชื่อวาวา...ไม่ใช่ยี่หวา” มุกดาเอ่ยด้วยสีหน้าที่ดูลำบากใจ ยี่หวาที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับเข้าใจในทันที ว่าเธอต้องไปแต่งงานแทนวาวาลูกสาวตัวจริงของเจ้านาย ถึงแม้จะเข้ามาไม่ทันรู้เรื่องเท่าไหร่แต่ดูจากที่วาวาพูดแล้วโวยวายออกไปคงจะไม่พ้นเรื่องนี้เป็นแน่
“นะ...หนู...”
“ไม่ต้องห่วงแม่เธอนะ ฉันจะดูแลเป็นอย่างดีและจะเพิ่มเงินให้...จะจ่ายค่ารักษาโรคของแม่เธอด้วย” มุกดาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเว้าวอน ยี่หวาน้ำตาเอ่อคลอ เธอคงหนีไม่พ้นสินะ...อย่างไรเจ้านายทั้งสองก็คือผู้มีพระคุณที่ชุบเลี้ยงส่งเสียมาตั้งแต่ยังแบะเบาะ
“ก็ได้ค่ะ...หนูจะตอบแทนท่านทั้งสอง ถ้าการไปแต่งงานครั้งนี้สามารถช่วยท่านทั้งสองได้”
ยี่หวาตัดใจหากจะช่วยให้แม่ได้รักษาโรคไตวายเรื้อรังอย่างต่อเนื่องได้และยังตอบแทนผู้มีพระคุณได้ ไม่ว่าอะไรเธอก็ยอม เมื่อมุกดาและทรงชัยได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ รีบเข้าไปจับมือเล็กของหญิงสาวลูกคนรับใช้ทันทีพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณซ้ำๆ อย่างซึ้งใจ
เธอมันก็แค่ลูกสาวใช้...เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำตาม ชีวิตของเธอไม่เหมาะกับการมีความรักจริงๆ...แม้ว่าในใจจะแอบหวังอยากจะสานสัมพันธ์รักกับหนุ่มออฟฟิศที่เจอทุกวัน แต่มันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว...
“ไม่ใช่นะคะ! หวารักลูก แต่หวาก็รักพี่พายุเท่าๆ กันเลยนะคะ” ยี่หวารีบเถียงคอเป็นเอ็น ช้อนสายตามองเขาด้วยความเว้าวอน“พี่พายุอย่าโกรธหวาเลยนะคะ อย่าลงไปนอนข้างล่างเลยนะ ถ้านอนไม่มีพี่พายุกอด... หวานอนไม่หลับแน่ๆ เลยค่ะ”สรรพนามการออดอ้อนที่มักจะงัดมาใช้ยามทำผิด ทำเอาภูเขาน้ำแข็งในใจของพายุละลายฮวบ แต่ประธานหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ยังคงเล่นตัวต่ออีกนิด เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง“จริงเหรอ? รักพี่จริงเหรอ... แต่เมื่อกี้ยังบ่นว่าพี่เหม็น ไล่พี่ไปอาบน้ำอยู่เลยนี่นา”“หวาผิดไปแล้วค่ะ หวาปากพล่อยเอง พี่พายุตัวหอมที่สุดในโลกเลย!”ยี่หวารีบเอาใจ เขย่งปลายเท้าขึ้นกอดคอสามี ซุกใบหน้าออดอ้อนลงกับซอกคอแกร่งของเขา“พี่พายุเหนื่อยไหมคะ วันนี้ประชุมหนักใช่ไหม... ให้หวานวดให้นะคะ นวดเสร็จเดี๋ยวหวาจะลงไปชงนมอุ่นๆ ให้ดื่ม แล้วคืนนี้... หวาจะตามใจพี่พายุทุกอย่างเลย ดีไหมคะ?”‘ตามใจทุกอย่าง’ประโยคสวรรค์ที่พายุรอคอยมานานนับปี! ตั้งแต่ยี่หวาท้องแก่จนกระทั่งคลอดและเลี้ยงลูกอ่อน เขาต้องอดทนอดกลั้นและทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาโดยตลอด บัดนี้ ร่างกายของภรรยาสาวฟื้นฟูเต็มร้อย แถมยังอวบอิ่มเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเดิมเป็นร้
เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก เผลอเพียงไม่นาน ‘น้องตะวัน’ หรือเด็กชายปาณัสม์ เปรมปรีย์ ก็ก้าวเข้าสู่วัยสองขวบเต็ม จากทารกตัวจิ๋วตัวแดงๆ ในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นเด็กจ้ำม่ำ แก้มยุ้ยเป็นซาลาเปา ผิวขาวจัดอมชมพู และมีดวงตากลมโตดำขลับที่ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบ้านอย่าง ‘คุณย่าทวดกันยา’ณ ห้องโถงกว้างของเรือนหอเปรมปรีย์ บัดนี้ถูกยึดพื้นที่ไปกว่าครึ่งด้วยคอกกั้นเด็กขนาดยักษ์ ภายในเต็มไปด้วยของเล่นเสริมพัฒนาการนำเข้าจากต่างประเทศ กองภูเขาตุ๊กตา และเบาะรองคลานลายการ์ตูนสีสันสดใส“แอ้... หม่ำๆ แม่จ๋า” เสียงอ้อแอ้ของน้องตะวันดังกังวานไปทั่วห้อง เด็กน้อยในชุดหมีน้อยสีฟ้ากำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กลางคอกกั้น ในมือป้อมๆ กำลังกัดยางกัดเล่นอย่างเมามัน“โอ๊ยยย น่ารักน่าชังจริงๆ เหลนย่า! ดูสิมาลี ดูตาแป๋วๆ ของตะวันสิ ใจฉันละลายไปหมดแล้วเนี่ย!”คุณหญิงกันยาในวัยเจ็ดสิบกว่าปี นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองคลานอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์คุณหญิงใหญ่แห่งวงการไฮโซเลยแม้แต่น้อย บนข้อมือและข้อเท้าป้อมๆ ของน้องตะวันเต็มไปด้วยกำไลทองคำแท้และสร้อยเพชรเส้นจิ๋วที่คุณย่าทวดประเคนรับขวัญให้แทบจะทุ
หลังจากพักฟื้นที่โรงพยาบาลจนร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณแม่ป้ายแดงจะต้องพาสมาชิกใหม่ตัวจิ๋วกลับไปดูแลต่อที่บ้านขบวนรถตู้หรูของตระกูลเปรมปรีย์แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าเรือนหอ ทว่ากว่าจะได้ลงจากรถก็กินเวลาไปหลายนาที เพราะ ‘ประธานพายุ’ ผู้แสนดุดันเด็ดขาด บัดนี้กลายร่างเป็น ‘คุณพ่อจอมแพนิก’ ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มอุ้มตะกร้าคาร์ซีทเด็กอ่อนเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวังราวกับกำลังอุ้มระเบิดเวลา ก้าวเท้าลงจากรถช้าๆ ทีละก้าว ชนิดที่ว่ามดเดินแซงยังเร็วกว่า“พี่พายุคะ... เดินเร็วอีกนิดก็ได้ค่ะ แดดเริ่มร้อนแล้วนะ เดี๋ยวน้องตะวันจะไม่สบายเอานะคะ” ยี่หวาที่เดินประคองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วง เมื่อเห็นสามีเดินเกร็งไปหมดทั้งตัว“ไม่ได้สิยี่หวา... พื้นตรงนี้มันไม่ค่อยเรียบ ถ้าเดินเร็วไปเดี๋ยวสะเทือนถึงลูก”พายุตอบหน้าตาย สายตาจ้องเขม็งไปที่ทารกน้อยวัยหนึ่งสัปดาห์ในตะกร้า “ไอ้เมษ! มึงไปบอกช่างให้มาเทปูนหน้าบ้านใหม่พรุ่งนี้เลยนะ เอาแบบเรียบกริบ ไม่มีรอยต่อ ห้ามมีก้อนกรวดแม้แต่เม็ดเดียว!”“ฮะ?... เอ่อ... ครับนาย...”เมษที่เดินกางร่มให้อยู่ด้านหลังรับคำเสียงอ่อย ลอบมองหน้าแฟนต้าแล้วส่ายหัวอย่างอ่
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที พายุเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ หยาดน้ำตาแห่งลูกผู้ชายร่วงหล่นลงมาอาบแก้มอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไปเมื่อได้ยินเสียงร้องของสายเลือดตัวเอง ชายหนุ่มหันไปมองร่างสีแดงเรื่อที่พยาบาลกำลังอุ้มไปทำความสะอาดด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้“ยินดีด้วยนะครับท่านประธาน คุณแม่... ได้ลูกชายครับ! แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยครับ” คุณหมอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง“ลูกชาย... พี่พายุ... เราได้ลูกชายค่ะ” ยี่หวายิ้มกว้างทั้งน้ำตา ความเหนื่อยล้าแทบจะปลิวหายไป“ครับ... เราได้ลูกชาย”พายุหันกลับมากอดศีรษะภรรยาเอาไว้แน่น ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ชายหนุ่มพรมจูบไปทั่วใบหน้าหวานที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา“ขอบคุณนะยี่หวา... ขอบคุณที่ยอมเหนื่อย ยอมเจ็บเพื่อลูกของเรา ขอบคุณที่มอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้ชายคนนี้... พี่รักเธอนะ รักมากที่สุดในชีวิตเลย”“หวาก็รักพี่พายุค่ะ... แต่ตอนนี้อาจจะรักลูกมากกว่า”“โธ่... ยี่หวา ขนาดตอนท้องยังหวงแม่ขนาดนั้น ถ้าหวาพูดแบบนี้พี่ก็ตกกระป๋องน่ะสิ พี่ไม่ยอมนะ”พายุพูดขึ้นพลางอแงใส่ภรรยาของตน แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม รอเ
เมื่อเคลียร์ใจกันจนความรักกลับมาหวานชื่นกว่าเดิม เวลาผ่านไปจนอายุครรภ์ของยี่หวาก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนที่แปด อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงกำหนดคลอดพายุตัดสินใจเคลียร์งานโปรเจกต์สุดท้ายที่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นโครงการรีสอร์ตมูลค่าหลายพันล้านที่เขาริเริ่มเอาไว้ ชายหนุ่มจำใจต้องบินไปดูหน้างานและเจรจาสัญญาขั้นสุดท้ายที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีกำหนดการเพียงแค่สองวันหนึ่งคืน ก่อนจะกลับมาสแตนด์บายเฝ้าภรรยา“ดูแลตัวเองดีๆ นะครับคนดี พรุ่งนี้เย็นๆ พี่ก็ถึงบ้านแล้ว... ไอ้เมษ ไอ้ต้า กูฝากดูแลเมียกูด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหากูทันที” พายุสั่งเสียลูกน้องและหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ก่อนจะขึ้นรถไปสนามบินทว่า... คล้อยหลังพายุไปได้เพียงไม่ถึงสิบสองชั่วโมงกลางดึกคืนนั้น ขณะที่ยี่หวากำลังนอนหลับพักผ่อน จู่ๆ ความรู้สึกปวดร้าวที่บริเวณหลังและหน้าท้องก็แล่นปราดขึ้นมาอย่างรุนแรง!“โอ๊ย...”ยี่หวาสะดุ้งตื่น หน้าผากมนผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ หญิงสาวนิ่วหน้า เอามือกุมท้องตัวเองที่กำลังแข็งเกร็งและบีบรัดตัวเป็นจังหวะ“แม่คะ... แม่มาลี! ช่วยด้วย หวาปวดท้อง...” ยี่หวากัดฟันเอื้อมมือไปกดกริ่งเรียกแม่บ้านที่หัวเตียงเพียงไม่ถ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวอายุครรภ์ของยี่หวาก็ก้าวเข้าสู่เดือนที่แปดแล้วหน้าท้องที่เคยแบนราบ บัดนี้นูนป่องขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด รูปร่างที่เคยบอบบางอรชรเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นตามสรีระของคุณแม่ใกล้คลอด อาการแพ้ท้องของพายุหายเป็นปลิดทิ้งไปตั้งแต่เดือนที่สี่ แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือฮอร์โมนคนท้องของยี่หวาที่สวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงภายในห้องแต่งตัวกว้างขวาง ยี่หวาในชุดคลุมอาบน้ำยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวค่อยๆ ปลดปมเชือกคลุมอาบน้ำออก เผยให้เห็นหน้าท้องกลมโตที่มีรอยแตกลายสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นบริเวณหน้าท้องและสะโพก ขาเรียวสวยที่เคยสวมรองเท้าส้นสูงได้สบายๆ ตอนนี้กลับบวมเป่งจนต้องใส่แต่รองเท้าแตะพื้นนิ่ม“ฮึก... อ้วนก็อ้วน ขาก็บวม แถมยังมีรอยแตกลายอีก... ขี้เหร่ที่สุดเลย”ยี่หวายกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาในอก ยิ่งช่วงนี้พายุต้องเร่งเคลียร์งานที่บริษัทอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวลางานยาวมาช่วยเลี้ยงลูก เขาก็ยิ่งกลับบ้านดึกและมีเวลาให้เธอน้อยลง แม้เขาจะโทรหาและสั่งลูกน้องให้ดูแลเธออย่างดี แต่คว
หลังจากที่บ่าวสาวมานั่งเคียงคู่กันอยู่บนเตียงกว้างราวแปดฟุต ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันเอ่ยคำมงคลที่ล้วนแต่มีความหมายว่าอยากให้อยู่ครองคู่กันไปนานๆ หรือความหมายว่าให้อดทนปรับเข้าหาซึ่งกันและกัน แม้ว่าทั้งสอ
ในโรงแรมหรูระดับหกดาว ในห้องจัดเลี้ยงที่จองไว้ขนาดใหญ่เพื่อรองรับแขกเหรื่อที่เข้ามาร่วมงานมงคลสมรสของทายาทบริษัทใหญ่ รูปที่ถ่ายพรีเวดดิ้งถูกประดับประดาอยู่หน้าทางเข้างานอย่างสวยงาม งานแต่งที่ดูหรูหรามีระดับบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นการที่มียี่หวาเป็นลูกสาวคนโตของบ้านเปรมป
หลังจากที่ลองชุดเสร็จสิ้นก็กลับมานั่งรอในบริษัทอยู่นาน ในมือหนากดโทรศัพท์โทรหาลูกน้องคนสนิทอยู่หลายสายแต่กลับไม่มีคนรับสายจนเขาร้อนใจไปหมด กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าเพราะจากนิสัยลูกน้องของเขามีอะไรจะรายงานตลอดจนน่ารำคาญแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยๆหรือเรื่องไร้สาระ
หลังจากคืนนั้นที่เขาต้องยอมเรียกลูกน้องมาขับรถให้ พายุก็ยังคงรับส่งเธอเพื่อลองชุดเตรียมตัวถ่ายพรีเวดดิ้งตามที่ได้นัดไว้ ในร้าน พายุนั่งเลื่อนโทรศัพท์นั่งรออยู่ตรงโซฟาแม้ว่าเจ้าสาวตรงหน้าจะกำลังหมุนตัวไปมาเพื่อให้







