LOGIN
“ฉันกำลังจะถึงแล้ว”
“เหลืออีกห้านาทีหนังจะเข้าแล้วนะ”
“ฉันก็กำลังรีบอยู่นี่ไง”
ไป่มู่ชิงพูดใส่หูฟังในขณะที่กำลังปั่นจักรยานด้วยความรีบเร่ง วันนี้เธอมีนัดกับเพื่อนๆ ในห้องในวันหยุดสัปดาห์เพื่อเป็นการอำลาที่ทุกคนต่างกำลังจะแยกย้ายเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
มองออกไปสุดสายตาพบว่าตึกสูงใหญ่ของห้างสรรพสินค้าอยู่อีกไม่ไกล เหลือเพียงแค่ปั่นจักรยานผ่านแม่น้ำสายนี้ไปเท่านั้น
หญิงสาวเหลือบมองน้ำลึกด้วยใจที่สั่นไหวเล็กน้อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่จะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วถอนหายใจเสียงดัง เมื่อวานดูซีรีส์ดึกไปหน่อยวันนี้เลยตื่นสายเอาเสียได้ จะให้รอรถประจำทางก็กลัวจะช้าเกินไปเลยตัดสินใจปั่นจักรยานมาท่ามกลางแดดร้อนๆ
หากแต่เมื่อละสายตาออกจากข้อมือ ทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีรถยนต์คันใหญ่กำลังขับมาด้วยความโซซัดโซเซเหมือนคนเมา
ไป่มู่ชิงเบิกตากว้าง เบี่ยงจักรยานหักหลบไปอีกทางด้วยความตกใจ
“กรี๊ดดด”
ตู๊ม!!!
--------------------------------------------------------
ตู๊ม!!!
“องค์หญิง นางตกไปในน้ำแล้ว ทำอย่างไรกันดีเพคะ”
นางกำนัลผู้หนึ่งหันมาถามองค์หญิงห้าด้วยความกระสับกระส่าย ในขณะที่ไป่ลู่อิงมองดูร่างเล็กของน้องสาวที่ตกลงไปในสระบัว ถึงแม้ในใจจะไม่ชอบไป่มู่ชิงนัก หากแต่ภาพที่เด็กวัยเจ็ดขวบกำลังตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดก็ทำให้สีหน้าคนทำซีดเผือด
“รีบไปตามคนมาช่วยเร็วเข้า!”
รับสั่งด้วยความร้อนรน เมื่อครู่นางเพียงเข้ามาหาเรื่องแกล้งน้องสาวเพราะเบื่อหน่ายเท่านั้น คิดไม่ถึงว่านางจะหวงของที่เสด็จพ่อพระราชทานให้จนถึงกับทำตัวเองพลัดตกลงไปในน้ำทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น
เวลาเพียงเสี้ยววินาทีร่างของขันทีผู้หนึ่งก็กระโดดลงไปพร้อมๆ กับคว้าเอาร่างองค์หญิงเก้าที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้ว
“ไปตามหมอหลวงมาเร็วเข้าสิ!”
ไป่ลู่อิงรีบหันไปสั่ง มองดูใบหน้าน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีด้วยความกลัว ไป่มู่ชิงเนื้อตัวเปียกปอนไปหมด อีกทั้งริมฝีปากยังซีดไร้สีเลือด ปลายมือปลายเท้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง
หากนางเป็นอะไรไป เสด็จพ่อต้องลงโทษนางแน่
“องค์หญิงเก้า สิ้นชีพจรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงของหมอหลวงทำให้ไป่ลู่อิงกลืนน้ำลายลงหนึ่งอึก ลำตัวสั่นไปหมดด้วยความหวั่นวิตก ก่อนที่ไม่กี่อึดใจถัดมาร่างของเจ้าแคว้นเหอเป่ยจะก้าวเข้ามาเร็วๆ พร้อมกับพระชายาเอก
“นี่มันเกิดอันใดขึ้น”
ไป่ซีลู่ ค่อยๆ โอบร่างบุตรสาวที่เกิดจากชายารองด้วยใบหน้าตื่นตระหนก หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันขึ้งเครียดจนไป่ลู่อิงกลั้นลมหายใจ รีบสาวเท้าเข้าไปโอบกอดมารดา
“เสด็จแม่ ข้ามิได้ตั้งใจ”
“ชู่วว”
พระชายาเอกรีบเอามือแตะที่ปากเพื่อมิให้บุตรสาวกล่าววาจาอะไรออกมาอีก
“พ่อถามเจ้าว่าเกิดอันใดขึ้น”
ไป่ซีลู่เหลือบมองทางไป่ลู่อิงดวงตาแดงก่ำเล็กน้อยจนเด็กน้อยสะดุ้ง เอ่ยตอบเสียงตะกุกตะกักในขณะที่จับมือมารดาไว้แน่น
“หม่อมฉันเห็นน้องเก้าเล่นตุ๊กตาอยู่ผู้เดียว จึงคิดจะมาเล่นด้วย แต่ตุ๊กตาหล่นไปในสระบัว น้องเก้าจึงเอาไม้เขี่ยขึ้นมาจนตัวเองตกลงไปเพคะ”
ไป่ลู่อิงก้มหน้าลงเสียงสั่นเครือ อันที่จริงควรจะบอกว่าเธอเห็นไป่มู่ชิงกำลังเล่นอยู่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีนางกำนัล จึงคิดเข้ามาแกล้งโดยการแย่งตุ๊กตาที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ พอเบื่อแล้วก็จะคืนกลับไป
หากแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมส่งมาให้นางแต่โดยดี จึงเกิดการแย่งชิงขึ้นจนตุ๊กตากระเด็นตกลงไปในสระ ไป่มู่ชิงจึงพยายามเก็บทว่ากลับพลาดลื่นลงไปเสียก่อน
ภาพที่ตัวเองกำลังสัมผัสผิวน้ำอย่างรุนแรงจนบาดผิวไปหมดทำให้ร่างกายสะดุ้งเฮือกพร้อมกับความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ เสียงผู้คนกำลังคุยกันอยู่เหนือศีรษะทำให้ต้องลืมตาขึ้นมอง
บางทีที่นี่อาจจะเป็นโรงพยาบาล...
หญิงสาวคิดปลอบใจตัวเองหากแต่ภาพที่เห็นทำเอาชะงัก ร่างกายของตนเองกำลังถูกประคองด้วยชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่กำลังแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคนรอบข้างที่ต่างจับจ้องมองหล่อนเป็นตาเดียว
“มู่ชิง...”
เด็กหญิงคนหนึ่งเอ่ยเรียกด้วยความตระหนกตกใจ ในขณะเดียวกันเธอก็พยายามคิดทบทวนว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดคนพวกนี้ถึงได้แต่งกายด้วยชุดโบราณแบบนี้กันเล่า
“ลูกแม่ เจ้ามิเป็นอันใดแล้ว”
จู่ๆ สตรีผู้งดงามผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาโอบกอดร่างหล่อนไว้แน่นจนรู้สึกอึดอัดไปหมดจนต้องใช้มือแตะที่แขนอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อจะรั้งให้ปล่อยออก หากแต่เพียงสัมผัสเท่านั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นมาในหัว
‘นางจะฟื้นขึ้นมาทำไมอีก ทำไมไม่ตายๆ ไปเสียที!’
แฝดสกุลหลิว“เป็นเช่นไรบ้าง ยังรู้สึกเจ็บอยู่อีกหรือไม่”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างของพี่ชายนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ บุคคลที่อยู่เบื้องหน้ามีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับเขาทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียว“ท่านจะบอกได้หรือยัง ว่าท่านทำแบบนี้ไปเพื่ออันใด”หมอหลิวเอ่ยถามด้วยนัยน์ตาสิ้นหวัง ร่างกายท่อนล่างของเขาไม่สามารถขยับช่วยเหลือตัวเองได้อีก“เพราะเจ้าเป็นน้องชายของข้า”หมออู๋เอ่ยด้วยความสัตย์จริง ครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นกับบิดา มิว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ขอแค่เพียงน้องชายยังมีชีวิตอยู่ แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็จะปกป้องและมิยอมให้เขาได้กระทำสิ่งไม่ดีคนฟังชะงัก เบือนใบหน้าไปทางอื่น เอ่ยด้วยความขมขื่น“ทั้งๆ ที่ข้าทำกับท่านถึงเพียงนี้”ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นเขาและพี่ชายเป็นบุตรของหมอใหญ่ในวังหลวง พวกเขาเรียนรู้วิชาการรักษาคน ศึกษาสมุนไพรและพิษต่างๆ เพื่อหวังจะเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเช่นบิดาหากแต่เขามิได้คิดแค่นั้น...พี่ชายของเขาสามารถเรียนรู้ได้ไวกว่า เก่งกว่า ทั้งที่ออกมาลืมตาดูโลกก่อนเขาไม่กี่นาที จากนั้นความอิจฉาริษยาก็ครอบงำทำให้ความรักใคร่กลมเกลียวถูกทำลาย มีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง
“เรื่องที่พวกขุนนางเสนอท่านวันนี้ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง”ไป่มู่ชิงนั่งอยู่บนเตียงทองคำ มือลูบไล้หน้าท้องที่นูนเด่นของตัวเองอย่างเหม่อลอย บอกแล้วอย่างไรว่าการใช้ชีวิตในวังหลวงมิใช่เรื่องที่ควรทำเลยสักนิด!“อย่าสนใจไปเลย ข้าเคยให้คำสัญญากับเจ้าไปแล้วอย่างไรว่าข้าจะมิแต่งผู้ใดอีก”“ฮ่องเต้จะมีชายาเพียงคนเดียวได้อย่างไร ท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าการรับสตรีเพื่อคานอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ท่านควรทำ”หญิงสาวกล้ำกลืนความน้อยอกน้อยใจ นอกจากกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว นางยังต้องเพิ่มความอดทนมากมายเพียงใดกับเรื่องนี้ หากนางไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว นางจะมิกลายเป็นคนใจร้ายเหมือนแม่เลี้ยงของนางหรอกหรือฉู่ซูเหยียนถอดเสื้อคลุมมังกรออก เดินเข้าไปประคองคนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียง จุมพิตที่ริมฝีปากอวบอิ่มเบาๆ“ข้าเคยผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว ข้าจะมิทำมันอีก”“แล้วท่านจะทำอย่างไร หากท่านมิยอมแต่งสนมอีก อาจจะสร้างความมิพอใจแก่ขุนนางได้”“หากเจ้าหมายถึงการรับสตรีเข้าวังหลังเพื่อคานอำนาจล่ะก็ ขอเวลาแค่เพียงสิบกว่าปีเท่านั้น พวกเขาจะได้ตามที่ขอมากมายแน่”คราวนี้คนฟังช้อนสา
ยังไม่ทันที่จะได้สนทนาอะไรกันไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าตึกตักก็ดังเข้ามาหาพร้อมกับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่มีคราบเหงื่อติดอยู่บริเวณกรอบหน้า ดวงตาดูร้อนใจกว่าทุกที หากแต่ก็ยังสบตาท่านอ๋องเชิงคำถาม“กล่าวมาเถิด”ฉู่ซูเหยียนเอ่ยอนุญาตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังลังเลว่าควรจะรายงาน บางอย่าง ต่อหน้าพระชายาหรือไม่“หมอหลวงหลิวและบุตรสาวหายตัวไปจากวังหลวงแต่มิมีผู้ใดพบสิ่งผิดปกติ ส่วนหมออู๋ที่ทำการรักษาอยู่ฝากจดหมายไว้ให้ท่านอ๋องฉบับหนึ่ง จากนั้นก็ขอปลีกตัวไปใช้ชีวิตตามเดิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฉู่ซูเหยียนปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากสตรีในอ้อมแขน เอื้อมไปรับจดหมายจากมือของหมางกั๋วที่ค่อยๆ ถามเสียงเบา“ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ติดตามหมอหลวงหลิวไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ไม่ต้อง”ว่าแล้วก็โบกมือให้อีกฝ่ายออกไป มือก็สะบัดแผ่นกระดาษในมือครั้งหนึ่ง ข้อความสั้นๆ ก็ปรากฏออกมาสู่สายตา‘ขอบพระทัยท่านอ๋อง’ไป่มู่ชิงช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาที่ดำมืดนั่นอย่างพิจารณา หรี่ตาลงเอ่ยถามขึ้น“หมายความว่าอย่างไร”“หมออู๋คงจะเบื่อชีวิตในเมืองหลวงแล้วกระมัง” ว่าแล้วก็พับจดหมายวางลงบนโต๊ะ ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากกลมมนแต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังมี
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ราชสำนักก็ระส่ำระส่าย ตำแหน่งขุนนางถูกผลัดเปลี่ยนจนเกือบหมด การสอบขุนนางถูกเลื่อนใกล้เข้ามาเพื่อคัดผู้มีความสามารถเข้ารับตำแหน่งโดยเร็วพร้อมๆ กับตำแหน่งองค์รัชทายาทที่เปลี่ยนแปลงอดีตองค์รัชทายาทฉู่เหวินหง พระชายาซูเสี่ยนและเหล่าขุนนางบางส่วนที่สนับสนุนการก่อกบฏบางส่วนถูกจองจำอยู่ในคุกหลวง บางคนที่มีหลักฐานมิมากพอก็ทยอยกันลาออกจากราชการไปเสียเองทางด้านหมอหลวงหลิวยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอในการดูแลของหมออู๋ที่ฉู่ซูเหยียนส่งเข้าไปในภายหลัง บาดแผลจากคมกระบี่ของฉู่เหวินหงถูกอวัยวะสำคัญ ทำให้ต้องรักษาตัวอยู่นานและมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกทางด้านพระสนมซิวหรงนั้น หลังจากที่ล้างมลทินได้ นางก็หลีกหนีความวุ่นวายไปบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ฮ่องเต้หายจากอาการประชวรฮ่องเต้เองก็มีอาการดีขึ้น เริ่มสื่อสารกับคนรอบข้างได้บ้างแต่ยังมิสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ อีกไม่กี่วันราชโองการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งในวังหลวงและจวนชินหวังฝู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมากมายแม้แต่ในเรือนเหอฮวาซึ่งเป็นสถานที่รโหฐานของท่านอ๋องและพระชายาก็เช่นกัน
“ข้ามิเป็นอันใด”ไป่มู่ชิงเอ่ยตอบหลี่หยู่ที่เข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง สายตามองตรงไปเห็นหมางกั๋วกำลังเข้าใกล้มาพร้อมกับรถม้าที่แสนธรรมดา ไร้การตกแต่งใดๆ ไม่มีเครื่องหมายแสดงถึงจวนชินหวังฝู่เลยแม้แต่น้อย หากฉู่ซูเหยียนต้องการหย่านางขอเพียงเอ่ยต่อหน้าผู้อาวุโสห้าคนเป็นอันใช้ได้“พวกเราไปกันเถิด” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตัดพ้ออยู่บ้าง ทว่าคนฟังทั้งสองกลับมิสามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยท่ามกลางความเงียบนั่นจู่ๆ ไป่มู่ชิงกังเกตได้ถึงความผิดปกติ จู่ๆ ผู้คนภายนอกต่างเบิกตาโตพูดคุยกันอื้ออึง สีหน้าของหมางกั๋วเองก็ดูเหมือนจะมิค่อยดีนัก“เสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ”หญิงสาวมองดูท่าทางเร่งรีบนั่นแล้วก็หรี่ตาลงอย่างจับผิด“เกิดอันใดขึ้น มีผู้ใดมาเช่นนั้นหรือ”“มิได้พ่ะย่ะค่ะ”ทันทีที่พูดจบประโยคร่างสง่างามของพระชายาก็ย่ำเท้าเข้ามาหาเร็วๆ ยกมือหนึ่งขึ้นแตะท่อนแขนอีกฝ่ายแล้วกัดฟันแน่น‘ต้องรีบไปจากที่นี่ คนขององค์รัชทายาทกำลังมาที่จวนแน่’“เหตุใดองค์รัชทายาทส่งคนมา เรื่องนี้ท่านอ๋องทราบหรือไม่”หมางกั๋วใบหน้าเหวอหวาด้วยความตกใจ ครั้นหันไปทางหลี่หยู่ก็พบว่าอีกฝ่ายก็จ้องเขาเขม็งอย่างคาดคั้น “หากเจ้ามิพูด ข้าจะก
ความมืดมิดค่อยๆ เลือนหาย มีแสงสว่างเข้ามาแทนที่นั้นทำให้ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าง่วงงุนคล้ายกับคนยังนอนไม่เต็มอิ่มภาพและบทสนทนาเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำทีละฉากจนต้องหันขวับไปมองข้างกาย แต่แล้วบุคคลที่คิดว่าควรจะอยู่เคียงข้างนางในตอนนี้มีเพียงแค่ความว่างเปล่า“ตื่นแล้วหรือเพคะ”เสียงของหลี่หยู่ทำให้ภวังค์ความคิดหยุดลง ดวงตากลมโตช้อนสายตาขึ้นมองร่างของนางกำนัลที่ก้าวย่างเข้ามาหา ทว่านัยน์ตากลับเหลือบมองไปรอบๆ ห้อง เมื่อเห็นอีกฝ่ายลอบยิ้มไป่มู่ชิงถึงได้เอ่ยถาม“เมื่อคืนเจ้าไปนอนที่ไหนมา”“เรือนเหอฮวาเพคะ”หลี่หยู่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีอาการของความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย จนคนฟังถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูท่าทางหมางกั๋วจะเกลี้ยกล่อมคนของนางให้แปรพรรคไปเรียบร้อยแล้ว!ไป่มู่ชิงมีท่าทีอึกอัก อยากจะถามถึงบุรุษผู้นั้นว่าน้อยใจจนหนีไปเสียแล้วหรือ?หลี่หยู่ที่ลอบสังเกตอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้นได้แต่ซ่อนความรู้สึกขบขัน“ท่านอ๋องกลับไปประทับที่เรือนเหอฮวาตั้งแต่เช้า อาการมิดีเท่าไหร่นักเพคะ”“เป็นอะไร” ถามขึ้นแทบจะทันที ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ“หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องดูมิค่อยสบายนัก







