FAZER LOGINอู๊กกก...
เสียงที่ดังขึ้นบริเวณต้นไม้ใหญ่หลังตำหนักทำให้ไป่มู่ชิงค่อยๆ เดินเข้าไปหาพร้อมกับเห็นนกพิราบตัวสีขาวนวลเกาะกิ่งไม้พลางเอียงคอไปมา
“นี่รางวัลของเจ้า”
ไป่มู่ชิงหยิบหนอนตัวอวบอ้วนให้เจ้านกน้อย ก่อนจะปลดกระดาษแผ่นสีเหลืองเล็กน้อยที่ถูกม้วนผูกอยู่กับขามันออก
หญิงสาวถอยหลังมาทรุดนั่งลงบนโขดหินใหญ่ คลี่อ่านตัวอักษรที่เขียนมาอย่างเป็นระเบียบนั่นด้วยรอยยิ้ม
‘ไป่มู่ชิง
พี่อยู่ที่นี่ ได้รับความสะดวกสบายมากมาย แม้แต่ฝ่าบาทเองก็โปรดปรานพี่นัก ถึงกับขนาดเอ่ยปากว่าจะแต่งตั้งให้เป็นกุ้ยเฟยในวันขึ้นสิบห้าค่ำ และจะเลื่อนขั้นให้จางกุ้ยเฟยเลื่อนเป็นหวงกุ้ยเฟยอีกด้วย
เจ้าคงคิดว่าพี่จะเสียใจสินะ แต่ไม่เลย...พี่ยินดีที่จางกุ้ยเฟยจะได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงกว่า พี่มิปรารถนาจะขึ้นสู่จุดที่ผู้ใดต่างจับจ้องทั้งรักและเกลียดชัง เคยได้ยินไหมว่ายิ่งโดดเด่นเท่าไหร่ก็ยิ่งน่ากลัว
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป มีผู้มาแสดงความยินดีกับพี่มากมาย พระสนมซิวหรง ส่งเครื่องลายครามสวยงามมาให้ แม้แต่กุ้ยเฟยเองก็ยังกล่าวแสดงความยินดี
เจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง เสด็จแม่และลู่อิงยังรังแกเจ้าอยู่หรือไม่ ดูแลตัวเองด้วยเล่า อย่าลืมส่งจดหมายอวยพรให้พี่ด้วย อีกมิเกินห้าวันฝ่าบาทจะส่งม้าเร็วนำความไปทูลเสด็จพ่ออย่างเป็นทางการ
ไป่ลู่อี้ พี่สามของเจ้า’
อ่านจบดวงตากลมโตก็เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ กระดิกปลายเท้าไหวๆ อย่างเกียจคร้าน
เป็นเรื่องที่น่ายินดีนักที่พี่สามได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้แห่งถงเยว่ถึงเพียงนั้น
ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อแปดปีก่อน ที่นางฟื้นขึ้นมาในร่างเด็กวัยเจ็ดขวบคนนั้นยังรู้สึกมึนงงไปหมด เคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายในยุค 5.01 จู่ๆ ก็มาโผล่เอาในยุคโบราณ แถมยังไม่ใช่คนธรรมดาอีกด้วย
หลังจากที่กลายเป็นคนความจำเสื่อมอยู่หลายปี ในที่สุดนางก็ต้องยอมรับชะตากรรมและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่ รวมไปถึงศึกษาเหตุการณ์ชีวิตของไป่มู่ชิงในอดีต
ที่นี่คือแคว้นเหอเป่ย เป็นเมืองขึ้นหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ถงเยว่ เจ้าแคว้นชื่อ ไป่ซีลู่ มีสนมชายาห้าคน มีโอรสธิดารวมกันสิบเอ็ด ไป่มู่ชิง คือองค์หญิงเก้าที่ถือกำเนิดจากชายารองเพียงคนเดียว
หลังจากที่มารดาของไป่มู่ชิงเสียชีวิตเพราะตกเลือดหลังคลอด ไป่ซีลู่ก็ยกให้พระชายาเอกเลี้ยงดู ต่อหน้าไป่ซีลู่นางคนนั้นช่างแสนดี แต่ลับหลังกลับหาเรื่องปวดหัวมาให้นางตลอดเวลา แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเลือกผ้าเพื่อตัดชุดในวันจงชิว!
พี่น้องคนอื่นๆ มิค่อยมีผู้ใดเข้ามาสุงสิงกับนางนัก คนสำคัญในชีวิตนางคงจะมีเพียงไป่ลู่อี้ องค์หญิงสาม บุตรคนโตของพระชายาเอกผู้ซึ่งมีสายเลือดเดียวกันกับไป่ลู่อิง
น่าเสียดายที่พี่น้องคู่นี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว คนพี่ช่างแสนดีช่วยเหลือนางเสมอมา ส่วนอีกคนก็ดูเหมือนจะว่างงานนักถึงได้หาเรื่องเหมือนถูกนางแย่งสามีไม่มีผิด
“องค์หญิง ขนมทังหยวน2 ที่ทรงรับสั่งสุกแล้วเพคะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมปรากฏร่างบอบบางของเด็กสาวผู้หนึ่งประคองถาดขนมมาให้ด้วยความระมัดระวัง มองดูจดหมายในมืออีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้น
ไป่มู่ชิงกระตุกยิ้มเล็กน้อย นี่คือ หลี่หยู่ นางกำนัลประจำตัวที่อายุไล่เลี่ยกัน จำได้ว่าหลังจากที่ฟื้นขึ้นมานางกำนัลทั้งหมดก็ถูกไป่ซีลู่ไล่ออกจากตำหนัก โทษฐานที่ละเลยหน้าที่และรับนางกำนัลใหม่มา
ผู้อื่นล้วนปรนนิบัติตามหน้าที่ มีเพียงหลี่หยู่เท่านั้นที่ดูกระโดกกระเดกไปบ้าง แต่นางรู้สึกว่าอีกฝ่ายสามารถเป็นเพื่อนที่น่าไว้ใจได้
“องค์หญิงสามส่งจดหมายมาหรือเพคะ”
ถามอย่างตื่นเต้นดีใจ นับตั้งแต่เข้ามาถวายงานที่นี่ก็มีองค์หญิงสามและองค์หญิงเก้านี่แหละที่ดีต่อนางและเป็นเพื่อนเล่นกันมาหลายปี จนกระทั่งองค์หญิงสามถูกส่งไปถวายตัวกับฮ่องเต้ถงเยว่เมื่อสามปีก่อน พวกเขาก็ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมายเสมอมา
“ใช่ นางกำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟยแล้ว ดูท่าทางพี่สามมีความสุขมากเลยทีเดียว”
“หม่อมฉันยินดีนัก”
ไป่มู่ชิงมองดูอีกฝ่ายที่ทำหน้าเศร้าแล้วก็ได้แต่ลุกไปจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้คล้ายจะปลอบประโลม หากแต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มซุกซน กล่าวออกมาเสียงเบา
“แต่ในใจเจ้ากำลังบ่นว่าอยากให้พี่สามกลับมานะ”
“องค์หญิง! แอบอ่านใจหม่อมฉันอีกแล้วนะเพคะ”
ทั้งคู่หัวเราะเบิกบาน หยิบขนมกินด้วยกันอย่างไม่ถือสา เรื่องที่องค์หญิงเก้าสามารถอ่านใจผู้คนได้จากการสัมผัสกาย มีเพียงไป่ลู่อี้ หลี่หยู่ และตัวนางเท่านั้นที่ล่วงรู้
ความสามารถพิเศษนี้ทำให้นางรู้สึกน้อยใจโชคชะตาอยู่บ้าง นอกจากจะใช้สัมผัสพิเศษนี่แกล้งนางกำนัลไปวันๆ แล้ว การที่อ่านใจแม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายนั่นได้ ก็ไม่สามารถทำให้นางเอาคืนได้อยู่ดี
เฮอะ! ขอพลังวิเศษในการหายตัว หรือไม่ก็มีวิทยายุทธเก่งกาจไปเลยก็ไม่ได้ ตอนที่เพิ่งยอมรับชะตากรรมนั่นก็เคยให้พี่ชายคนหนึ่งสอนกำลังภายใน หากแต่เพิ่งจะใช้วิชาตัวเบาเป็นก็ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายจับติดแล้วกักบริเวณพี่ชายผู้น่าสงสารนั่นไปหลายวัน
‘เจ้าเป็นสตรีจะใช้กำลังเช่นบุรุษได้อย่างไร มิสู้เอาเวลาฝึกร่ายรำท่องโคลงดีกว่า’
นั่นเหมือนกับคำกล่าวด้วยความหวังดี หากแต่ความในใจที่สามารถสัมผัสได้นั่นคือ
‘ข้ามิมีวันให้เจ้าได้ทำสิ่งที่ชอบ อกแตกตายไปเลยยิ่งดี!’
หึ! ผู้หญิงคนนั้นเห็นว่านางชอบอะไรก็คอยเอาแต่ขัดแข้งขัดขานางเสียทุกเรื่อง
เสียงกระบี่กระทบส่งเสียงดังสนั่นพร้อมๆ กับร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งกำลังพลาดท่าตกเป็นเป้าของคมดาบทำให้ผู้ที่เงื้ออาวุธแท่งยาวหยุดมือ โยนแท่งเหล็กสีเงินวาวลงพื้น“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋ว องครักษ์คู่กายเอ่ยเสียงเรียบ หากแต่ริมฝีปากกลับกระตุกเล็กน้อยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“ข้ามีโทสะเมื่อใดกัน”สิ้นประโยคคนฟังแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ ถึงแม้อีกฝ่ายจะปฏิเสธหากแต่หัวคิ้วที่ขมวดติดกันแน่นและใบหน้าอึมครึมนั่นทำให้เขาคาดเดาอารมณ์ท่านอ๋องตอนนี้ได้ไม่ยากนักเห็นอยู่ชัดๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ดี!“องค์หญิงเก้ารูปโฉมมิต้องตาหรือพ่ะย่ะค่ะ”“มิแย่นัก”ว่าแล้วก็ก้าวย่างไปนั่งในศาลา ยกจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มดับกระหาย ใบหน้ายังไร้ซึ่งความรู้สึกเช่นเคยหมางกั๋วลอบหัวเราะเบา ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบกระซาบเสียงจริงจัง“หรือท่านอ๋องเกรงว่านางจะเป็นคนขององค์รัชทายาท”“มิมีทางเป็นเช่นนั้นแน่”ดวงตาพยัคฆ์จ้องมองไปยังจอกน้ำชาที่ถูกเขย่าเบาๆ อย่างครุ่นคิด องค์หญิงแห่งเหอเป่ยนั่นเป็นพระราชโองการของบิดา สงครามทางใจกำลังก่อตัวเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เสด็จพ่อจะดึงคนเข้ามาเพิ่ม มั่นใจได้เส
“เชิญเสด็จองค์หญิงเก้าพ่ะย่ะค่ะ”กงกงร่างท้วมที่เดินนำเอ่ยบอกอย่างมีมารยาทก่อนจะเปิดประตูสลักลวดลายบุปผาออกตรงหน้าของนางคือห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ประดับตกแต่งไปด้วยดอกไม้หอมมากมาย ตรงกลางห้องมีถังน้ำโรยกลีบกุหลาบแดง อีกทั้งยังมีธูปหอมจุดไว้มุมหนึ่ง หน้าต่างมีลมพัดผ่านจนผ้าม่านสีขาวบางพลิ้วไหวไปตามแรง“องค์หญิง ที่นี่สวยจริงๆ เพคะ”หลี่หยู่ที่เดินตามเข้ามาติดๆ กระซิบกระซาบในขณะที่ไป่มู่ชิงพยักหน้ารับเงียบๆ ดูเหมือนว่าที่นี่จะถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อต้อนรับนางโดยเฉพาะ“พระชายาซูเสี่ยนมีรับสั่งให้เตรียมไว้ต้อนรับพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”พูดจบกงกงก็รีบขอตัวออกไป ปล่อยให้ไป่มู่ชิงเดินดูไปรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา ดูเหมือนว่าชายารัชทายาทผู้นั้นต้องการทำดีกับนางไม่น้อย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะความหวังดีจากใจจริงหรือมีอันใดแอบแฝงกันแน่หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เดินอ้อมไปยังหลังฉากกั้น“หยู่เอ๋อร์ เจ้าปรนนิบัติเราหน่อยเถิด”ไป่มู่ชิงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ ปล่อยให้หลี่หยู่จัดการกับอาภรณ์ของนางตามอำเภอใจ ไหนๆ พวกเขาก็อุตส่าห์เตรียมการต้อนรับนางถึงเพียงนี้ นางก็มิขัดศรัทธาเช่นกันน้ำในถังกระฉอกออกมาในขณ
ดูยิ่งใหญ่มากจริงๆ มิน่าเล่าผู้คนถึงได้ให้ความสนใจมากมายถึงเพียงนั้นไป่มู่ชิงคลี่ยิ้มเบิกบานมองดูขบวนองค์หญิงเก้าที่กำลังเดินทางอยู่ตรงหน้า เมื่อครู่นางแสร้งหยุดรถม้าก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนเล็กน้อยนั่นหนีออกมาในคราบชุดของหลี่หยู่หญิงสาวสลัดผ้าที่ปิดบริเวณใบหน้าของตัวเองออก ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่แคว้นเหอเป่ยมีขนบธรรมเนียมประเพณีให้หญิงสาวต้องใช้ผ้าคลุมบริเวณจมูกลงมาหากไปเยือนเมืองอื่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นหญิงสาวลอบสำรวจเส้นทางเดินไปเรื่อยๆ มองดูการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองอย่างสนใจ อาหารหลายอย่างคล้ายคลึงกับสมัยใหม่ แต่บางอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อนทันทีที่ดวงตากลมโตปะทะเข้ากับขนมเซาปิ่ง4 ประกายในดวงตาก็สลดลงเล็กน้อย ขาทั้งสองก้าวเข้าไปตามกลิ่นหอมน่ากินนั่นอย่างลืมตัว‘หม่าม้า...ขากลับอย่าลืมซื้อเซาปิ่งมาให้ด้วยนะ’นี่เป็นประโยคที่นางมักใช้กล่าวกับมารดาเสมอยามที่บุพการีออกไปทำธุระนอกบ้าน...มันคือขนมที่นางเคยชอบที่สุดในอดีต“แม่นางรับอะไรดี ขนมนี่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งผายมือออกให้ดูเซาปิ่งวางเรียงรายกันอยู่มากมายไป่มู่ชิงกะพริบตาเล็กน้
“เสด็จพ่อมีอันใดจะรับสั่ง บอกหม่อมฉันได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”คราวนี้ฮ่องเต้พยายามจะลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง“เรื่องที่พระสนมปลิดชีพตัวเอง เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”ฉู่ซูเหยียนยิ้มน้อยๆ“หม่อมฉันมิทราบว่าสตรีมีใจซับซ้อนมากเพียงใด เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ผู้คนพูดจะเป็นความจริง จากการตรวจสอบมิพบร่องรอยของการถูกลอบฆ่าหรือวางยา”เขาตอบตามใจคิด ผู้คนเล่าลือกันไปต่างๆ นานาว่าพระสนมไป่มีใจริษยาต่อกุ้ยเฟยที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสนมที่สูงสุดรองมาจากฮองเฮาถึงแม้จะได้รับการอวยยศเป็นชินอ๋องถึงสามปี เคยมีสัมพันธ์กับสตรีมาบ้างตั้งแต่อายุสิบสี่ แต่ถึงกระนั้นก็ล้วนเป็นการเรียนรู้ที่จะตอบสนองความต้องการทางกายที่บุรุษเพศพึงมี โดยไม่มีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเช่นนั้น...เขาจึงไม่เคยเรียนรู้ความคิดอ่านของสตรีมาก่อนฮ่องเต้มิได้ตอบ หากแต่กระตุกริมฝีปากขึ้น“เดิมทีพระสนมไป่ถวายตัวแก่ข้า ก็เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีของเหอเป่ยกับถงเยว่ เจ้าคิดว่าการที่นางปลิดชีพในวังหลวงเช่นนี้ แคว้นเหอเป่ยจะคิดเช่นไร”คนฟังหรี่ตาลง ตอบเสียงทุ้มอย่างมีหลักการ“หากคิดในด้าน
ถึงแม้อีกฝ่ายจะมิใช่พ่อบังเกิดเกล้า แต่อย่างไรเสียนางมาใช้ชีวิตในร่างนี้ เขาก็ยังเป็นพ่อที่ควรปกป้องบุตร!ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“เสด็จพ่อมีความเห็นอย่างไรเพคะ”ไป่ซีลู่มองดูบุตรสาวที่ไม่ยอมสบตาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เขารู้ว่าที่ผ่านมาเขา ‘จงใจ’ เพิกเฉยบุตรีคนนี้เป็นอย่างมาก เรื่องที่สมควรปกป้องก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแต่นั่น...ก็เพื่อนางทั้งสิ้น...หากเขาออกตัวปกป้อง มีหรือที่พระมเหสีและไป่ลู่อิงจะไม่เพิ่มความรุนแรงเข้าไป แต่หากเขาทำตัวไม่สนใจแล้วพวกนางก็จะทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะความคับแค้นใจ ถึงแม้พระมเหสีจะเป็นชายาเอก หากแต่เขากลับปักใจอยู่ที่ชายารองเพียงผู้เดียว“ความสุขของเจ้าอยู่ที่ถงเยว่”เสียงทุ้มกล่าวออกมาด้วยความนุ่มนวล แต่นั่นกลับทำให้ไป่มู่ชิงเหลือบมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตาประโยคที่ดูจะเรียบง่ายและเหมือนจะเป็นการบังคับกลายๆ นั่นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหนึ่งที่ไป่มู่ชิงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีนั่นก็คือ...ความเป็นห่วงไม่ต้องมีคำพูดโจ่งแจ้ง ทว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายกลับทำให้นางรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ถึงแม้แฝงไปด้วยความขึ้งเครียด แต่ก็ยัง
ไป่ลู่อิงรีบพยักหน้ารับ แสร้งตีหน้าขรึมหันไปทางเจ๋ากูกู“เจ้ามีเรื่องต้องคุยกับข้า”ไป่มู่ชิงกระตุกริมฝีปากเล็กน้อย ทว่ากลับแสร้งทำท่าทีเศร้าสร้อย แอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆจะแกล้งผู้อื่นทั้งที ช่วยมีสมองมากกว่านี้ได้หรือไม่ อย่าทำตัวเป็นตัวร้ายในละครหลังข่าวไปหน่อยเลย!เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก พระมเหสีจึงกระแอมเสียงขึ้นครั้งหนึ่ง“ชิงเอ๋อร์ เรื่องวันนี้คงทำให้เจ้าตกใจมาก เจ้ากลับไปพักที่ตำหนักเถิด”“เพคะ”ไป่มู่ชิงรีบย่อตัวรับด้วยความรวดเร็ว เหลือบมองใบหน้าไป่ลู่อิงที่เต็มไปด้วยความขัดเคืองใจ แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้คิดเปิดโปงแต่อย่างใดนอกจากกล่าวลาแล้วรีบออกไปให้พ้นจากสองแม่ลูกโรคจิตนี่เสียหากแต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินออกไปตามใจคิดด้วยซ้ำ จู่ๆ ข้าหลวงจากตำหนักเจ้าแคว้นก็ก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยความเร่งรีบ“ถวายพระพรพระมเหสีและองค์หญิงทั้งสองพ่ะย่ะค่ะ”คราวนี้พระมเหสีหันไปมองใบหน้าไป่ลู่อิงพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเชิงเป็นคำถาม ในขณะที่องค์หญิงห้าโคลงศีรษะเบาๆ ใบหน้าซีดเผือดขึ้นมาอยู่บ้าง ถึงนางจะหาเรื่องแกล้งไป่มู่ชิงอยู่ตลอด แต่ก็เป็นการกลั่นแกล้งเพียงเล็กน้อยให้สำราญใจเท่านั้นข้ามิ







