Masukภายในห้องพักห้องหนึ่งของโรงเตี๊ยมแห่งเดิม ร่างงามสง่าของจ้าวจิ่นหลงยังคงนั่งสงบเรียบนิ่งอยู่ในนั้น เขาเพียงนั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น เมื่อได้รับฟังความจากลูกน้องของเขาที่ได้ไปสืบทราบมาให้ได้ยิน
ข่าวที่ได้รับฟังคำการรายงานจากลูกน้องของเขานั้น เป็นข่าวคราวประวัติความเป็นมาของสตรีนางหนึ่ง
นางผู้ซึ่ง...
ได้ตัวเขาแล้ว...
กลับไม่รับผิดชอบ!
“นางเป็นอดีตองค์หญิงของแคว้นเฉินแห่งนี้นามว่าเฉินเจียวเหมยพะย่ะค่ะองค์ชาย นางสร้างเรื่องจนถูกถอดยศสืบเนื่องมาจากไม่ยินยอมที่จะเป็นองค์หญิงบรรณาการพะย่ะค่ะ”
คำกล่าวรายงานยาวเหยียดของสายสืบประจำตัวแห่งจ้าวจิ่นหลงทำเอาจ้าวจิ่นหลงถึงกับเลิกคิ้วคมเข้มขึ้นอย่างฉงน
สายสืบยังคงเอ่ยคำอย่างต่อเนื่องไม่มีตกหล่น “ในปีนั้นเป็นปีที่นางจะต้องเดินทางไปเป็นองค์หญิงบรรณาการให้แก่องค์ชายนะ พะย่ะค่ะ”
“หืม...” จ้าวจิ่นหลงถึงกับส่งเสียงในลำคอเบาๆ ก่อนเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“องค์หญิงบรรณาการแห่งข้าเช่นนั้นหรือ”
“พะย่ะค่ะ” สายสืบก้มหัวรับคำอย่างมั่นอกมั่นใจ
จ้าวจิ่นหลงเริ่มหรี่ตาลงเพื่อคบคิดแลวิเคราะห์
ในปีนั้นเขาที่เป็นองค์ชายแคว้นจ้าวจะต้องเดินทางมาเชื่อมสัมพันธ์กับองค์หญิงบรรณาการของแคว้นเฉินเพื่อให้สัญญาสงบศึกเป็นที่สมบูรณ์ แต่ทว่า...เมื่อมาถึงแคว้นเฉินแล้ว กลับกลายเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลายที่ต่างพากันมารอต้อนรับเขา แทนที่จะเป็นองค์หญิง
ในปีนั้นฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงให้เหตุผลว่าองค์หญิงที่มียังทรงอ่อนเยาว์เกินไป พวกนางยังคงอยู่ในวัยเพียงไม่เกินห้าหนาวเท่านั้น และต่อมาอัครเสนาบดีหลิวจึงได้นำตัวบุตรสาวของเขานามว่าหลิวหลีมาแนะนำตัวให้แก่เขา และนางก็ได้ทำการอุกอาจคุกเข่าขอร้องบิดาของนางต่อหน้าเขาว่าต้องการเพียงนายทหารคนหนึ่งคนเดียวเท่านั้น นายทหารท่านนั้นนามว่าจูหยวนจาง เขาเองก็รู้จัก แน่นอนว่าจูหยวนจางก็รู้จักเขา
นั่นจึงทำให้เขาลงสัญญานามสงบศึกมือเปล่าโดยไม่ได้สตรีบรรณาการกลับไป
จ้าวจิ่นหลงหรี่ตาคมเข้มสีนิลลงพลางคิด
เฉินเจียวเหมยอย่างนั้นหรือ?
องค์หญิงบรรณาการที่บังอาจหนีเขาไปอย่างนั้นหรือ
นางหนีเขาไปแล้วคราหนึ่ง อย่างนั้นหรือ
อันใดกัน?
ครั้งนั้นนางหนีเขาไปอย่างไม่ใยดีก็ว่าหนักหนาพอตัวอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้...
นางหนีเขา
ทั้งๆ ที่...
นาง...
นาง...
ฮึ่ม! ยิ่งคิดยิ่งอับอาย เสียเชิงชายอย่างยิ่งยวด
นางเป็นสตรีชนิดใดกัน
ไยถึงทำกับเขาได้ถึงเพียงนี้
เขาที่เป็นถึงบุรุษผู้สูงศักดิ์
เขาที่มีรูปร่างสง่างามสมส่วน
เขาที่มีใบหน้าหล่อเหลาเหนือชาย
เขาที่มีดีทุกอย่างทุกด้านเหนือบุรุษทั้งหลาย
แต่นาง...
นางกลับทำกับเขาเยี่ยงนี้
ได้อย่างไรกัน?
เมื่อจ้าวจิ่นหลงคิดได้อย่างนั้น คิ้วคมเข้มพลันขมวดเข้าหากันมุ่น ใบหน้าได้รูปคมคายพลันตึงเครียด รูปร่างสง่างามสมส่วนพลันกระตุกลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
“ข้าจะต้องไล่ล่านางให้มาเป็นชายาของข้าให้จงได้”
จบคำจ้าวจิ่นหลงเพียงยกยิ้มมุมปากสีแดงสดอย่างเจ้าเล่ห์ดุดัน ด้วยมาดของผู้สูงศักดิ์เปี่ยมพลังเหลือร้าย
ภายในโรงหมอของเฉินเจียวเหมย
หญิงสาวยังคงนั่งต้มยาห้ามครรภ์อย่างหมายมาดไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากวิ่งหนีบุรุษผู้หนึ่งอย่างนึกอับอายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ก่อนจะวิ่งวกวนกลับเข้ามายังโรงหมอแห่งนี้
นางดื่มไปแล้วหลายหม้อ แต่นางก็ยังคงต้องดื่มต่อไป
ดื่มจนกว่านางจะมั่นใจว่านางจะไม่ตั้งครรภ์อย่างแน่นอน
อา...
บุรุษอะไร
ช่างมีเรี่ยวแรงมากมายมหาศาล
เขากระทำการอย่างนั้นกับนางอยู่จนตลอดเกือบทั้งคืน
ทำอยู่หลายครั้งหลายครา
ทำแล้วทำอีกอยู่นั่นล่ะ
ฤทธิ์ของยาสูตรพิเศษก็ช่างเหลือร้าย
ไยนางถึงเป็นหมอที่เก่งกาจปานนี้กัน ผสมยาที่มีอิทธิฤทธิ์ร้ายแรงเยี่ยงนั้น ได้อย่างไร...
น่าเจ็บใจยิ่งนัก
ยิ่งคิดยิ่งอับอาย
อับอายเหลือจะกล่าว
นางจะทำอย่างไรดี
ในขณะที่เฉินเจียวเหมยยังคงนั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องราวของตนเองอยู่นั้นเสียงประตูโรงหมอพลันเปิดออกเสียงดัง
เฉินเจียวเหมยไม่เสียเวลาหันหลังไปมอง นางรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทางหลังโรงหมอในทันที
บุคคลที่เข้ามาในโรงหมอแห่งนี้ถึงกับงุนงง เขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ต้องการมาหาซื้อยาไปกินแค่เพียงเท่านั้น
ไยท่านหมอต้องหนีเขาไป เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ แล้วจะหยิบยาไปต้มกินเองได้หรือไม่กัน ชาวบ้านท่านนั้นได้แต่ครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจในชีวิตของตนเอง
เฉินเจียวเหมยที่ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีมาทางด้านหลังของโรงหมอเป็นผลสำเร็จแล้วนั้น นางจึงหยุดยืนเพื่อให้ตัวเองได้หายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือกำลัง
ในยามนี้อารมณ์ของเขาที่เคยควบคุมได้ กลับควบคุมเอาไว้ไม่ได้ อย่างที่ไม่เคยเป็น เขาเอื้อมฝ่ามือดึงผ้าคาดเอวของนางออกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะดึงทึ้งอาภรณ์ของนางออกอย่างไม่ปราณี ในขณะที่เขายังคงพรมจูบนางไปเรื่อยๆ อย่างดุดัน นางเพียงส่งเสียงสั่นๆ ออกมาเพื่อห้ามปรามเขา “ม่ะ ไม่นะ อา...” นางห้ามเขาแต่กลับจิกกดไหล่ของเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เช่นนั้นแล้ว เขาควรทำอย่างไร เขากำลังปวดหนึบถึงเพียงนี้ ในขณะที่นางก็กำลังช่วยเขาดึงอาภรณ์ออกจากเรือนร่างอยู่อย่างนั้น “ไยเจ้าถึงทำอย่างนี้” เสียงของเขาเริ่มแหบพร่าถามออกไป “ท่านนั่นล่ะ ไยทำอย่างนี้ อา...” นางถามกลับด้วยเสียงกระเส่าชวนเร่งเร้าให้เขาแทรกเรือนกาย และเพียงไม่นาน อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของเราทั้งสองก็หลุดร่วงไป เขาพรมจูบนางอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ใบหน้างดงาม ตามลำคอระหง และก้มต่ำลงที่หน้าอกอวบนูนชูช่องามเด่น ฝ่ามือของเขาก็สำรวจทำความรู้จักกับเรือนร่างนวลเนียนของนางอย่างเอาแต่ใจ ทุกซอก ทุกมุม
นางเข้ามาภายในห้องแห่งนี้เพื่อมองหากำยานสูตรพิเศษของนาง และเพียงครู่ต่อมานางก็เริ่มรู้สึกแปลกประหลาดจนต้องกอดต้นเสาเอาไว้แน่น ก่อนที่บุรุษรูปงามผู้นี้จะพาเรือนร่างงามๆ ของเขาก้าวเท้าเข้ามา และเมื่อเขาเข้ามา เขาก็ถอดเสื้อออกทีละชั้น ทีละชั้นจนเห็นแผงอกหนาแน่น ช่วงไหล่บึกบึน วงแขนล่ำสัน ช่วงเอวงดงาม เฉินเจียวเหมยถึงกับต้องกัดริมฝีปากอย่างเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่านแบบที่ไม่เคยเป็น ดูดวงตาเรียวยาวคมเข้มดุดัน จมูกตั้งตรง ริมฝีปากสีแดงๆ อา...ไม่ไหวแล้ว นางไม่ไหวแล้ว เฉินเจียวเหมยเริ่มฟุ้งซ่านมากมาย กำยานของนางก็มิรู้ได้ว่าถูกวางเอาไว้ตรงไหน นางสูดดมเข้าไปจนกำลังรู้สึกคลั่งแทบบ้าในเพลานี้ จ้าวจิ่นหลงยังคงจ้องมองสตรีที่กำลังทำหน้าตาน่าขย้ำอยู่ในขณะนี้ด้วยอารมณ์บางอย่างเริ่มพุ่งขึ้นสูงพาร่างทั้งร่างของเขาเริ่มปวดหนึบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับ ร่างระหงของนางก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเขา นางคล้ายกับอยากจะวิ่งหนีออกไปจากห้องแห่งนี้แต่เท้าของนางกลับเดินมาหาเขา ดวงตาของนางกำลังฉ่ำน้ำซึ่งน่าจะเป็นน้ำตา แต่นางกล
ในค่ำคืนเดือนมืดบรรยากาศโดยรอบเรือนกายมีกลิ่นอายของคู่รักคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงคู่กันเข้าห้องพักไป ในขณะที่อีกคู่หนึ่งกำลังจะได้เจอะเจอกันและทำความรู้จักกันแบบผิดธรรมชาติ โดยธรรมชาติสรรค์สร้าง ภายในโรงเตี๊ยมใจกลางหมู่บ้านของชายแดนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับโรงหมอของสตรีนางหนึ่งนามว่าเฉินเจียวเหมย “อาเป่า!” เสียงหวานใสของเฉินเจียวเหมยเอ่ยขึ้นอย่างดุดันไปทางหลงจู๊ประจำโรงเตี๊ยมแห่งนี้ “เจ้าเอากำยานสูตรพิเศษของข้าไปไว้ที่ใด” หลงจู๊นามว่าอาเป่าทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงเอานิ้วขึ้นจิ้มตรงขมับเอียงหน้าไปมาซ้ายทีขวาที ก่อนตอบออกมาอย่างมั่นใจได้อย่างแนบเนียน “ห้องฝั่งตะวันตกขอรับ” “มันใช่ห้องนั้นที่ไหนกันเล่า อาเป่า” เฉินเจียวเหมยเอ่ยอย่างดุดันใส่หน้าอาเป่า “เมื่อวานก็ลืมเอาไปไว้ มาวันนี้ก็เอาไปวางผิดห้อง มันใช่หรือไม่ หา!” เฉินเจียวเหมยหน้าแดงหูแดงตวาดอาเป่าอย่างออกรสออกชาติพลางยกฝ่ามือขึ้นเพื่อหมายจะตีอาเป่าให้หลายๆ ที “ขออภัยที่รบกวน” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งพลันดัง เฉินเจียวเหมยที่กำลังดึงสาบเสื้อตรงคอของ
สามสิบห้าปีผ่านไป… จ้าวจิ่นหลงและเฉินเจียวเหมยยังคงจับจูงมือกันสละราชบัลลังก์และเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินที่ทอดยาวแห่งชีวิตบั้นปลายของพวกเขาเสมอเหมือนช่วงชีวิตในวัยหนุ่มสาวไม่ผิดเพี้ยน ทั้งสองเพียงเคียงคู่กันหันหน้าเข้าหาธรรมชาติโดยการมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญแต่อยู่ใกล้ขุนเขาลำเนาไพรและลำธารน้อยใหญ่อย่างผาสุกหาได้มีใครล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดสูงศักดิ์ที่แท้จริงไม่ “อาหลง” เสียงหวานล้ำของเฉินเจียวเหมยยังคงเรียกขานนามของใครบางคนด้วยความรู้สึกเฉกเช่นหญิงสาวผู้หนึ่ง “หืม...” จ้าวจิ่นหลงเพียงขานรับคำเบาๆ อย่างรอฟังว่านางจะกล่าวสิ่งใด “ข้าจะบรรเลงพิณให้ท่านฟัง ดีหรือไม่” “อืม...ย่อมดี” “ท่านอยากฟังเพลงใด” “เพลงที่เจ้าแต่งอย่างไร” “ข้าแต่งหลายเพลง” “เอาเพลงที่เจ้าจะบอกรักข้าได้” “หืม...ท่านนี่” “ตามนั้น...” และแล้วเสียงเพลงพิณกู่ฉินก็ถูกบรรเลงเป็นบทเพลงแผ่วเบาคล้ายกับเสียงกระซิบกระซาบแผ่วหวานของสองสามีภรรยาคุยกันอยู่อ
หลังจากที่จ้าวจิ่นหลงจัดการภายในราชสำนักอยู่ร่วมเดือน งานอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่อลังการจึงเกิดขึ้น นำความปลื้มปิติยินดีมาสู่แว่นแคว้นได้อย่างกว้างขวางไกลออกไปถึงถิ่นฐานอันทุรกันดาร และต่อมาไม่นาน การแต่งตั้งเฉินเจียวเหมยขึ้นเป็นฮองเฮาให้เป็นหงส์เคียงคู่มังกรจึงเกิดขึ้น จ้าวจิ่นหลงในอาภรณ์สีทองเลอค่าในมาดของบุรุษเหนือบุรุษเดินเคียงข้างกันมากับเฉินเจียวเหมยในอาภรณ์สีทองอร่ามกรุยกรายลากยาวหลายเซี๊ยะเดินกรีดกรายเข้ามายังท้องพระโรงด้วยมาดของสตรีผู้สูงศักดิ์เหนือผู้ใด ในฐานะบิดาและมารดาแห่งแผ่นดิน ทั้งสองเพียงเดินจับจูงมือกันมาตามวิสัย ก่อนจะขึ้นนั่งประจำแท่นประทับสูงสุดเคียงคู่กันไปอย่างนี้ในทุกๆ วัน เหล่าผู้กล้ายอมสละทุกสิ่งเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ ตั้งแต่โบราณมาแต่ไหนแต่ไร เหล่าผู้คนต้องห้ำหั่นเพราะคำว่าอำนาจ สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดได้ครอบครองอำนาจที่แท้จริง สิ่งเที่ยงแท้คือความไม่เที่ยง จ้าวจิ่นหลงและเฉินเจียวเหมยรู้ดี แต่ความไม่เที่ยงอย่างนี้ล่ะที่ทั้งสองตระหนักได้อย่างเที่ยงแท้ ถึงแม้ว่าอำนาจที่ทั้งสองได้มาและถ
ในเวลาต่อมา ก่อนที่ผู้คนพลทหารจะล้มตายระเนระนาดไปมากมายยิ่งกว่านี้ เบื้องหน้าของผืนแผ่นดินแห่งแคว้นจ้าวพลันปรากฏรูปขบวนอันยิ่งใหญ่อลังการ มีสัญลักษณ์กองธงของแคว้นเฉินผืนโตโบกสะบัดขวักไขว่ปลิวไสวอย่างสง่างามมาแต่ไกล กลุ่มกำลังขุมใหม่ที่กำลังเคลื่อนพลมาอย่างยิ่งใหญ่จนเรียกสายตาของทุกผู้คนได้ในขณะนี้ ประกอบไปด้วยทหารสามสิบหมื่นชีวิตและชาวบ้านหลายร้อยครัวเรือนร่วมขบวนมาอย่างสามัคคีโดยมีเบื้องหน้าเป็นอ๋องเฉินผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นเฉินและมีแม่ทัพใหญ่นามว่าจูหยวนจางนำขบวนเดินหน้ามาอย่างองอาจสมชายชาติทหาร ตรงกลางรูปขบวนของจอมทัพอันทรงพลังเหล่านี้ มีรถม้าคันใหญ่หลายคันกำลังอัญเชิญเกี้ยวหลังงามตกแต่งเอาไว้ด้วยผ้าสีแดงมงคลปักดิ้นสีทองอร่ามงามตาอยู่โดยรอบ ความยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายนี้สามารถทำให้การสู้รบระหว่างกลุ่มกำลังของแคว้นจ้าวพลันหยุดชะงักลงในทันทีทันใดเมื่อขบวนของแคว้นเฉินอันยิ่งใหญ่เคลื่อนตัวมาในตำแหน่งที่เหมาะสม สาสน์สำคัญของแคว้นเฉินจึงถูกอัญเชิญมายังเบื้องหน้าของอ๋องเฉินผู้เป็นตัวแทนพระองค์ของฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินในทันที “ข้าเฉินหยางหมิงเซียน เจ้าแห่งแคว้นเฉิน” เสียงทรงพลังแล







