LOGIN
บนโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งภายในห้องพักห้องหนึ่ง
บัดนี้ได้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานชนิดหนึ่งซึ่งเป็น แบบพิเศษ
พิเศษมาก....
กลิ่นกำยานที่บรรจุอยู่ในโถกำยานอันนี้มีส่วนผสมของตัวยาชนิดพิเศษที่ช่วยให้คู่สามีภรรยาได้รักกันมากยิ่งขึ้น
มีความต้องการกันและกันมากยิ่งขึ้น
สร้างอารมณ์กำหนัดให้สุดแสนจะมีความรัญจวนมากๆ ยิ่งๆ ขึ้น
และมีความสามารถที่จะทำให้คู่สามีภรรยาได้มีทายาทได้ในเร็ววันยิ่งๆ ขึ้น
กลิ่นกำยานกลิ่นนี้นั้น มันกำลังทำงานตามหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี
ดีมาก...
ถึงแม้ว่าผู้ที่ได้สูดดมจะมิใช่สามีภรรยา
ถึงแม้ว่าผู้ที่ได้สูดดมจะมิได้นำพาสิ่งใดๆ ต่อกัน และ...
ถึงแม้ว่าผู้ที่ได้สูดดมจะมิได้รู้จักมักคุ้นกันและกันก็ตามที
กลิ่นกำยานชนิดพิเศษนี้นั้น มันกำลังแผ่กลิ่นหอมอันทรงพลังกำจายให้แก่ร่างกายของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีได้
เป็นอย่างดี...
มันกำลังสร้างความปั่นป่วนพลุ่งพล่านกระจัดกระจายพาอารมณ์กระเจิดกระเจิงได้
เป็นอย่างดี...
“อา...ท่ะ...ท่าน...ท่านเป็น...ใคร” เสียงหวานใสครางกระเส่าของสตรีนางหนึ่งเอ่ยถามบุรุษผู้หนึ่งออกมาขณะกำลังเอื้อมวงแขนเรียวสวยของตนโอบเกี่ยวบุรุษผู้นี้เอาไว้แน่น
“เจ้า...นั่นล่ะ...เป็นใคร” ฝ่ายบุรุษตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าปนกระเส่าไม่แพ้กันขณะกอดรัดโรมรันอยู่กับสตรี
“อืม...ไย...ไยท่าน...ทำอย่างนี้ อา...” น้ำเสียงแว่วหวานพร้อมลมหายใจติดขัดของสตรียังคงคาดคั้นขณะแอ่นอกยกกายเข้าหาร่างใหญ่กำยำที่กำลังครอบงำเรือนร่างของนาง
“เจ้า...นั่นล่ะ...ไยทำเยี่ยงนี้” เสียงครางกดต่ำของบุรุษยังคงคาดคั้นขณะดันร่างล่ำๆ ของตนเบียดเสียดแทรกซึมเข้าหาสตรี
“ป่ะ...ปล่อยข้า...นะ”
“เจ้า...นั่นละ...ปล่อยข้า”
“ไม่นะ...ปล่อยนะ...”
“ปล่อยข้า”
“อา...”
“อืม...”
ถึงแม้ว่าประโยคที่เอื้อนเอ่ยจะเป็นอย่างนั้น แต่ทว่าการกระทำกลับมิได้เป็นอย่างนั้นแต่อย่างใด
คนสองคน
ร่างสองร่าง
ยังคงสอดประสานเข้าหากันอย่างรุนแรงเร่าร้อนกระชั้นถี่
แม้แต่อาภรณ์ยังถูกถอดออกจากเรือนร่างของแต่ละฝ่ายอย่างไม่ใยดี
เตียงนอนม่านมุ้งพลันสั่นไหวไปมาอย่างไม่ปราณี
ฝ่ายบุรุษยังคงก้มหน้าลงซุกไซร้อยู่ตรงซอกคอหอมกรุ่นของสตรีอย่างไม่อาจห้ามได้ ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่อาจห้ามใจ ห้ามอารมณ์ ห้ามความพลุ่งพล่าน ห้ามความต้องการ ห้ามทุกสิ่งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้
ฝ่ายสตรีก็เช่นเดียวกัน นางมิอาจห้ามปรามความต้องการของตนในยามนี้ได้แต่อย่างใด
ในยามนี้นางทำได้เพียงโอบกอดเขา แอ่นกายเข้าหาเขา ตอบรับทุกสัมผัสของเขาอย่างรัญจวนเร่งเร้า เข้าขาได้เป็นอย่างดี
“ข้าบอกให้ปล่อย” นางยังคงคำรามแม้ว่ากายงามยังคงตอบรับ
“เจ้านั่นล่ะปล่อยข้า” เขายังคงคำรามแม้กายงามยังคงรุกล้ำ
“ปล่อย อา...”
“อืม...”
“อ๊ะ...ท่าน...”
“อืม...เจ้า...”
ทั้งสองคนยังคงพยายามเถียงกันไปมาในขณะที่กายายังคงแทรกซึม
กลิ่นกำยานยังคงตลบอบอวลในขณะที่อารมณ์รัญจวนยังคงทำงาน
ร่างสองร่างที่เมื่อครู่ยังคงมีอาภรณ์ติดอยู่อย่างรุ่มร่ามแต่ทว่าเพียงไม่นานอาภรณ์เหล่านั้นพลันถูกดึงทึ้งฉีกขาดจนเหลือเพียงร่างสองร่างเปลือยเปล่าคลุกเคล้ากันไปมาอยู่บนเตียงนอน
เสียงถกเถียงกันยังคงดัง…
อย่างต่อเนื่อง
“ไยทำอย่างนี้ อื้ม...”
“เจ้านั่นล่ะ กล้าดีอย่างไร อา...”
“ท่าน...ปล่อยนะ...”
“เจ้า...ปล่อยก่อน”
“อา...”
“อืม...”
ในยามนี้อารมณ์ของเขาที่เคยควบคุมได้ กลับควบคุมเอาไว้ไม่ได้ อย่างที่ไม่เคยเป็น เขาเอื้อมฝ่ามือดึงผ้าคาดเอวของนางออกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะดึงทึ้งอาภรณ์ของนางออกอย่างไม่ปราณี ในขณะที่เขายังคงพรมจูบนางไปเรื่อยๆ อย่างดุดัน นางเพียงส่งเสียงสั่นๆ ออกมาเพื่อห้ามปรามเขา “ม่ะ ไม่นะ อา...” นางห้ามเขาแต่กลับจิกกดไหล่ของเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เช่นนั้นแล้ว เขาควรทำอย่างไร เขากำลังปวดหนึบถึงเพียงนี้ ในขณะที่นางก็กำลังช่วยเขาดึงอาภรณ์ออกจากเรือนร่างอยู่อย่างนั้น “ไยเจ้าถึงทำอย่างนี้” เสียงของเขาเริ่มแหบพร่าถามออกไป “ท่านนั่นล่ะ ไยทำอย่างนี้ อา...” นางถามกลับด้วยเสียงกระเส่าชวนเร่งเร้าให้เขาแทรกเรือนกาย และเพียงไม่นาน อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของเราทั้งสองก็หลุดร่วงไป เขาพรมจูบนางอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ใบหน้างดงาม ตามลำคอระหง และก้มต่ำลงที่หน้าอกอวบนูนชูช่องามเด่น ฝ่ามือของเขาก็สำรวจทำความรู้จักกับเรือนร่างนวลเนียนของนางอย่างเอาแต่ใจ ทุกซอก ทุกมุม
นางเข้ามาภายในห้องแห่งนี้เพื่อมองหากำยานสูตรพิเศษของนาง และเพียงครู่ต่อมานางก็เริ่มรู้สึกแปลกประหลาดจนต้องกอดต้นเสาเอาไว้แน่น ก่อนที่บุรุษรูปงามผู้นี้จะพาเรือนร่างงามๆ ของเขาก้าวเท้าเข้ามา และเมื่อเขาเข้ามา เขาก็ถอดเสื้อออกทีละชั้น ทีละชั้นจนเห็นแผงอกหนาแน่น ช่วงไหล่บึกบึน วงแขนล่ำสัน ช่วงเอวงดงาม เฉินเจียวเหมยถึงกับต้องกัดริมฝีปากอย่างเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่านแบบที่ไม่เคยเป็น ดูดวงตาเรียวยาวคมเข้มดุดัน จมูกตั้งตรง ริมฝีปากสีแดงๆ อา...ไม่ไหวแล้ว นางไม่ไหวแล้ว เฉินเจียวเหมยเริ่มฟุ้งซ่านมากมาย กำยานของนางก็มิรู้ได้ว่าถูกวางเอาไว้ตรงไหน นางสูดดมเข้าไปจนกำลังรู้สึกคลั่งแทบบ้าในเพลานี้ จ้าวจิ่นหลงยังคงจ้องมองสตรีที่กำลังทำหน้าตาน่าขย้ำอยู่ในขณะนี้ด้วยอารมณ์บางอย่างเริ่มพุ่งขึ้นสูงพาร่างทั้งร่างของเขาเริ่มปวดหนึบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับ ร่างระหงของนางก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเขา นางคล้ายกับอยากจะวิ่งหนีออกไปจากห้องแห่งนี้แต่เท้าของนางกลับเดินมาหาเขา ดวงตาของนางกำลังฉ่ำน้ำซึ่งน่าจะเป็นน้ำตา แต่นางกล
ในค่ำคืนเดือนมืดบรรยากาศโดยรอบเรือนกายมีกลิ่นอายของคู่รักคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงคู่กันเข้าห้องพักไป ในขณะที่อีกคู่หนึ่งกำลังจะได้เจอะเจอกันและทำความรู้จักกันแบบผิดธรรมชาติ โดยธรรมชาติสรรค์สร้าง ภายในโรงเตี๊ยมใจกลางหมู่บ้านของชายแดนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับโรงหมอของสตรีนางหนึ่งนามว่าเฉินเจียวเหมย “อาเป่า!” เสียงหวานใสของเฉินเจียวเหมยเอ่ยขึ้นอย่างดุดันไปทางหลงจู๊ประจำโรงเตี๊ยมแห่งนี้ “เจ้าเอากำยานสูตรพิเศษของข้าไปไว้ที่ใด” หลงจู๊นามว่าอาเป่าทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงเอานิ้วขึ้นจิ้มตรงขมับเอียงหน้าไปมาซ้ายทีขวาที ก่อนตอบออกมาอย่างมั่นใจได้อย่างแนบเนียน “ห้องฝั่งตะวันตกขอรับ” “มันใช่ห้องนั้นที่ไหนกันเล่า อาเป่า” เฉินเจียวเหมยเอ่ยอย่างดุดันใส่หน้าอาเป่า “เมื่อวานก็ลืมเอาไปไว้ มาวันนี้ก็เอาไปวางผิดห้อง มันใช่หรือไม่ หา!” เฉินเจียวเหมยหน้าแดงหูแดงตวาดอาเป่าอย่างออกรสออกชาติพลางยกฝ่ามือขึ้นเพื่อหมายจะตีอาเป่าให้หลายๆ ที “ขออภัยที่รบกวน” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งพลันดัง เฉินเจียวเหมยที่กำลังดึงสาบเสื้อตรงคอของ
สามสิบห้าปีผ่านไป… จ้าวจิ่นหลงและเฉินเจียวเหมยยังคงจับจูงมือกันสละราชบัลลังก์และเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินที่ทอดยาวแห่งชีวิตบั้นปลายของพวกเขาเสมอเหมือนช่วงชีวิตในวัยหนุ่มสาวไม่ผิดเพี้ยน ทั้งสองเพียงเคียงคู่กันหันหน้าเข้าหาธรรมชาติโดยการมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญแต่อยู่ใกล้ขุนเขาลำเนาไพรและลำธารน้อยใหญ่อย่างผาสุกหาได้มีใครล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดสูงศักดิ์ที่แท้จริงไม่ “อาหลง” เสียงหวานล้ำของเฉินเจียวเหมยยังคงเรียกขานนามของใครบางคนด้วยความรู้สึกเฉกเช่นหญิงสาวผู้หนึ่ง “หืม...” จ้าวจิ่นหลงเพียงขานรับคำเบาๆ อย่างรอฟังว่านางจะกล่าวสิ่งใด “ข้าจะบรรเลงพิณให้ท่านฟัง ดีหรือไม่” “อืม...ย่อมดี” “ท่านอยากฟังเพลงใด” “เพลงที่เจ้าแต่งอย่างไร” “ข้าแต่งหลายเพลง” “เอาเพลงที่เจ้าจะบอกรักข้าได้” “หืม...ท่านนี่” “ตามนั้น...” และแล้วเสียงเพลงพิณกู่ฉินก็ถูกบรรเลงเป็นบทเพลงแผ่วเบาคล้ายกับเสียงกระซิบกระซาบแผ่วหวานของสองสามีภรรยาคุยกันอยู่อ
หลังจากที่จ้าวจิ่นหลงจัดการภายในราชสำนักอยู่ร่วมเดือน งานอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่อลังการจึงเกิดขึ้น นำความปลื้มปิติยินดีมาสู่แว่นแคว้นได้อย่างกว้างขวางไกลออกไปถึงถิ่นฐานอันทุรกันดาร และต่อมาไม่นาน การแต่งตั้งเฉินเจียวเหมยขึ้นเป็นฮองเฮาให้เป็นหงส์เคียงคู่มังกรจึงเกิดขึ้น จ้าวจิ่นหลงในอาภรณ์สีทองเลอค่าในมาดของบุรุษเหนือบุรุษเดินเคียงข้างกันมากับเฉินเจียวเหมยในอาภรณ์สีทองอร่ามกรุยกรายลากยาวหลายเซี๊ยะเดินกรีดกรายเข้ามายังท้องพระโรงด้วยมาดของสตรีผู้สูงศักดิ์เหนือผู้ใด ในฐานะบิดาและมารดาแห่งแผ่นดิน ทั้งสองเพียงเดินจับจูงมือกันมาตามวิสัย ก่อนจะขึ้นนั่งประจำแท่นประทับสูงสุดเคียงคู่กันไปอย่างนี้ในทุกๆ วัน เหล่าผู้กล้ายอมสละทุกสิ่งเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ ตั้งแต่โบราณมาแต่ไหนแต่ไร เหล่าผู้คนต้องห้ำหั่นเพราะคำว่าอำนาจ สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดได้ครอบครองอำนาจที่แท้จริง สิ่งเที่ยงแท้คือความไม่เที่ยง จ้าวจิ่นหลงและเฉินเจียวเหมยรู้ดี แต่ความไม่เที่ยงอย่างนี้ล่ะที่ทั้งสองตระหนักได้อย่างเที่ยงแท้ ถึงแม้ว่าอำนาจที่ทั้งสองได้มาและถ
ในเวลาต่อมา ก่อนที่ผู้คนพลทหารจะล้มตายระเนระนาดไปมากมายยิ่งกว่านี้ เบื้องหน้าของผืนแผ่นดินแห่งแคว้นจ้าวพลันปรากฏรูปขบวนอันยิ่งใหญ่อลังการ มีสัญลักษณ์กองธงของแคว้นเฉินผืนโตโบกสะบัดขวักไขว่ปลิวไสวอย่างสง่างามมาแต่ไกล กลุ่มกำลังขุมใหม่ที่กำลังเคลื่อนพลมาอย่างยิ่งใหญ่จนเรียกสายตาของทุกผู้คนได้ในขณะนี้ ประกอบไปด้วยทหารสามสิบหมื่นชีวิตและชาวบ้านหลายร้อยครัวเรือนร่วมขบวนมาอย่างสามัคคีโดยมีเบื้องหน้าเป็นอ๋องเฉินผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นเฉินและมีแม่ทัพใหญ่นามว่าจูหยวนจางนำขบวนเดินหน้ามาอย่างองอาจสมชายชาติทหาร ตรงกลางรูปขบวนของจอมทัพอันทรงพลังเหล่านี้ มีรถม้าคันใหญ่หลายคันกำลังอัญเชิญเกี้ยวหลังงามตกแต่งเอาไว้ด้วยผ้าสีแดงมงคลปักดิ้นสีทองอร่ามงามตาอยู่โดยรอบ ความยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายนี้สามารถทำให้การสู้รบระหว่างกลุ่มกำลังของแคว้นจ้าวพลันหยุดชะงักลงในทันทีทันใดเมื่อขบวนของแคว้นเฉินอันยิ่งใหญ่เคลื่อนตัวมาในตำแหน่งที่เหมาะสม สาสน์สำคัญของแคว้นเฉินจึงถูกอัญเชิญมายังเบื้องหน้าของอ๋องเฉินผู้เป็นตัวแทนพระองค์ของฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินในทันที “ข้าเฉินหยางหมิงเซียน เจ้าแห่งแคว้นเฉิน” เสียงทรงพลังแล







