LOGINนิ้วเรียวเคาะลงโต๊ะเป็นจังหวะขณะที่มืออีกข้างยกขึ้นเท้าคาง ดวงตาวาววับฉ่ำน้ำคู่สวยเหม่อมองวิวทิวทัศน์ของเมืองกรุงผ่านกระจกของห้องทำงานบนตึกสูงนิ่งนาน สีหน้าเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
เมื่อไหร่จะฝึกงานเสร็จนะ …
ประโยคเดิม ๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวทุกวี่วันนับตั้งแต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ซีทูพี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด และยิ่งใกล้ถึงวันสิ้นสุดสถานะนักศึกษาฝึกงาน ความถี่ของการถอนหายใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แม้ว่าการได้ฝึกงานในบริษัทของครอบครัวนั้นจะสุขสบายเนื่องจากได้เริ่มทำในตำแหน่งสูง ไม่จำเป็นต้องทำงานเล็ก ๆ น้อย อาทิ ชงกาแฟหรือเดินเอกสารระหว่างแผนก ซ้ำยังมีห้องทำงานส่วนตัว
ทว่านี่กลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ...
เธอไม่ได้อยากดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ เธอไม่ได้อยากให้ใครมาคอยพะเน้าพะนอหรือก้มหัวทำความเคารพยามเดินผ่าน เพียงเพราะเธอคือฐานะทายาทที่อาจจะได้ขึ้นแท่นผู้บริหารในอนาคต
หลายคนอาจจะมองว่านี่คือชีวิตที่ทุกคนใฝ่ฝัน เส้นทางสวยงามโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ สามารถคว้าทุกอย่างมาครอบครองได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เอ่ยปาก
แต่ใครเลยจะรู้ว่าความจริงแล้ว เธออยากเป็นแค่ 'นางสาวโชติกานต์' คนธรรมดาที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นหัวหน้าทัวร์ตัวเล็ก ๆ
ก้อกก้อกก้อก
พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นดึงความสนใจ บริ้งค์ยืดหลังนั่งตัวตรง ปรายตาไปมองตัวเลขที่ปรากฏบนมุมล่างของหน้าคอมพิวเตอร์เพียงนิดก่อนเอ่ยอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา
"เชิญค่ะ"
สิ้นเสียงหวานใสบานประตูกระจกก็เปิดออกกว้าง ก่อนที่ปนัดดา เลขาวัยสี่สิบของบิดาจะก้าวเข้ามาด้านในพร้อมกับเอกสารเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทในแต่ละปีที่นำมาให้เธอศึกษาในทุกวัน
"ขอบคุณนะคะ"
บริ้งค์กล่าวขอบคุณสั้น ๆ รอกระทั่งอีกฝ่ายถอยออกไปแล้วจึงค่อยดึงแต่ละแฟ้มมากางดูรายละเอียดด้วยสีหน้าเซ็งจัด
เธอเกลียดการคิดคำนวณ เธอเกลียดการท่องจำ
แต่ไม่ว่าจะเกลียดแค่ไหนสุดท้ายก็ยังหนีมันไม่พ้น อุปกรณ์สื่อสารพลันส่งเสียงในนาทีนั้น เธอเหลือบตาไปมองมันแวบหนึ่ง มุมปากยกตัวขึ้นหลังมองเห็นข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
( ขวัญข้าว : ออกมาแรดด้วยกันหน่อยเร็ววว อีกเดี๋ยวเพื่อนจะกลับดอยแล้วนะ )
มาได้เวลาเหมือนรู้ใจ!
บริ้งค์อมยิ้มพลางจรดปลายนิ้วลงพิมพ์ข้อความตอบกลับไป ไหน ๆ ก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วัน แถมตอนนี้ก็ใกล้จะพักเที่ยง ถือซะว่าเธอออกไปทานข้าวกลางวันข้างนอก เจอรถติดจนกลับมาไม่ทันเลยต้องลาช่วงบ่ายก็แล้วกัน
หลังวางแผนหาข้ออ้างในการอู้งานเสร็จสรรพแล้วคนที่เบื่อกับการอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใจแทบขาดก็คว้ากระเป๋าสะพายแบรนด์ C คู่ใจมาคล้องบ่า ก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังประตูอย่างร่าเริง
ในจังหวะที่ขาเรียวก้าวข้ามพ้นประตูมาได้ไม่เท่าไหร่ ร่างอรชรก็ชะงักฝีเท้าหยุดกึกเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของใครบางคนที่กำลังเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องทำงานของบิดา
"โอ๊ะ! เหมือนจัง ... "
บริ้งค์พึมพำเสียงแผ่วเมื่อภาพสีหน้ายียวนกวนประสาทของผู้ชายที่เธอเคยลากมาเป็นไม้กันหมาผุดขึ้นมาในความทรงทำ แต่พอนึกถึงลักษณะท่าทางของเขาแล้ว เธอก็ส่ายหน้าไปมา
"ไม่ใช่หรอก ตาลุงนั่นเหมือนมาเฟียมากกว่านักธุรกิจเยอะ ฮึ!"
นึกถึงพฤติกรรมที่เขาทำกับเธอในคืนนั้น ริมฝีปากบางก็เบ้คว่ำน้อย ๆ ด้วยความหมั่นไส้ ไอ้เราก็อุตส่าห์ปลื้มเห็นว่าทั้งหล่อทั้งใจดี แต่ที่ไหนได้ พอเปิดปากพูดที อยากจะเอามืออุดมันซะเดี๋ยวนั้น!
"แล้วจะไปนึกถึงตาบ้านั่นทำไมเนี้ย โอ๊ยยย อารมณ์เสีย"
ใบหน้าหวานหงิกงอ สะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวก่อนเร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้าไปในลิฟต์ คอยดูนะวันนี้เธอจะช็อปปิ้งให้หายเครียดกันไปข้างเลย ใช้เวลาเพียงไม่นานเธอก็มาถึงห้างสรรพสินค้า
"ง้อ~ อย่าโกรธแม่บริ้งค์นานเลยนะคะ"แม้ใจจะเหลวเป็นน้ำไปแล้วเพราะคำออดอ้อนหวานหูที่ชื่นชอบ ทว่าพอนึกถึงช่วงพักหลังที่ภรรยาเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ทำกิจกรรมมิหนำซ้ำบางวันยังกลับไปนอนค้างที่บ้านใหญ่ ทิ้งให้เขานอนเดียวดาย ระบายอารมณ์ด้วยมืออยู่เพนท์เฮ้าส์คนเดียว ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก"หนูรักพี่น้อยลง""ใครบอก! หนูไม่เคยรักพี่น้อยลงเถอะ มีแต่จะรักมากขึ้น มากขึ้นทุ๊กวันนน~ ใช่ไหมครับน้องมาร์คสุดหล่อ""ฮึ ปากบอกว่ารัก แต่ทำไมพอพี่กอดพี่จูบก็ผลักออก พี่ชักจนมือจะถลอกหมดแล้ว"พวงแก้มนวลพลันร้อนฉ่า ลนลานยกสองมือประกบปิดกั้นสองหูของหลานชายจากถ้อยคำสองแง่สองง่ามแล้วถลึงตา เอ่ยเอ็ดคนหื่นเสียงอ่อน"พูดอะไรเกรงใจหลานหน่อยค่ะ""หลานไม่รู้เรื่องหรอกน่า"ติณณ์เถียงหน้าตาย เลื่อนมือลงปิดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยก่อนโน้มใบหน้าลงประทับจูบ และเพียงแค่ได้สัมผัสความปรารถนาที่อัดอั้นมานานก็พลันปะทุลุกโชน มืออีกข้างที่ยังว่างจึงสอดล็อกท้ายทอยไม่ให้เธอถอยหนีแล้วเพิ่มน้ำหนักการบดจูบ ตะโบมดูดดึงด้วยความโหยหาเสียงทุ้มร้องคำรามด้วยความรู้สึกดีเมื่อแรงขัดขืนค่อย ๆ ผ่อนลง กระทั่งกลายเป็นการจูบตอบอ
ความคุ้นชินทำให้เด็กชายมารุตโผเข้าหาสองแขนเรียวเล็กที่อ้ารอรับอย่างง่ายดาย ซ้ำใบหน้าขาวกลมยังซุกซบคลอเคลีย ไม่เหลือบแลผู้ปกครองที่ยังยืนอยู่อีกเลยมิรินส่ายหน้าระอากึ่งเอ็นดู "ดูสิดู พอได้เจอสาว ก็ลืมพ่อกับแม่เชียว""พี่ชินท์กับพี่มิรินไปเที่ยวให้สบายใจนะคะ เดี๋ยวบริ้งค์ดูหลานให้เอง จะค้างสักสองคืนก็ได้น้า เผื่อว่าจะได้~ คิกคิก"บริ้งค์แกล้งลากเสียงยาว ๆ ยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนอย่างทะเล้น ส่งผลให้พวงแก้มนวลของมิรินแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ขณะที่เตชินท์เดินเอาข้าวของจำเป็นไปเก็บให้ที่โต๊ะของเธออย่างรู้งานกระเซ้าเย้าแหย่กันต่ออีกครู่หนึ่งคนที่อยากมีเวลาส่วนตัวกับภรรยาใจจะขาดก็เอ่ยตัดบทแล้วลากคนข้างกายเข้าลิฟต์ บริ้งค์จึงหันมาฝากงานให้เลขาตัวจริงตรวจต่อ ส่วนตัวเธอนั้นก็เดินลิ่ว ๆ อุ้มก้อนนุ่มนิ่มสุดน่ารักตรงไปยังห้องท่านประธานก้อกก้อกก้อก"เข้ามา"น้ำเสียงห้วนจัดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนด้านในอยู่ในอารมณ์ไหน ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้บริ้งค์รู้สึกหวาดกลัว กลับกันคือยิ่งขบขันด้วยรู้ดีว่าเพราะเหตุใจช่วงนี้อีกฝ่ายจึงมีอาการแบบนี้มือเรียวผลักประตูห้องทำงานให้เปิดออกกว้างแล้วโผล่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเ
@หลายเดือนต่อมาเสียงปลายนิ้วจรดลงบนแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะขณะที่ดวงตากลมโตก็หลุบมองระหว่างแฟ้มเอกสารและหน้าจอสลับกันไป หลังจากบริษัททัวร์ที่เธอแอบไปทำงานด้วยจำต้องปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ บริ้งค์จึงทำการย้ายตัวเองมาเป็นผู้ช่วยของแอลทีชั่วคราวหนึ่งคือทำตามคำขอของสามี สองคือหวังเรียนรู้งานเพื่อนำไปต่อยอดให้บิดา แม้จะแอบผิดหวังอยู่ลึก ๆ ที่ไม่อาจสานฝันให้มารดาผู้ล่วงลับได้ แต่พอนึกถึงสีหน้าเริงร่ายามชายหนุ่มได้ตื่นมาทำงานและกลับพร้อมกัน ความรู้สึกผิดก็เบาบางลงทว่าดูเหมือนว่าหน้าที่หลักของเธอจะกลายเป็นการรับสายของท่านประธานจอมเอาแต่ใจเสียมากกว่าบริ้งค์ถอนหายใจเบา ๆ วางมือจากงานตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกรบกวนด้วยเสียงริงโทนมาตรฐานของโทรศัพท์สำนักงานที่ต่อให้ไม่ได้ยินเสียงก็รู้ดีว่าปลายสายคือใครโอ๊ยยย อะไรจะอาการหนักขนาดนั้น นึกบ่นในใจหากมือเรียวก็เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์มาแนบหูอยู่ดี"พี่ติณณ์ นี่มันรอบที่สามแล้วนะคะ"(คิดถึง)"ทราบแล้วค่ะ แต่ถ้าพี่ติณณ์จะกรุณา รบกวนเซ็นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะให้หมดด้วยนะคะ"(มาหาหน่อย)นี่เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหมเนี้ย!? คิดแล้วก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ใส่
ใบหน้ากลม ๆ เอียงมอง กะพริบตาคล้ายกำลังครุ่นคิด แต่เพียงไม่กี่วินาทีร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นนั่งบนหน้าตักแกร่งด้วยฝีมือของเด็กสาวที่วิ่งไล่ตามเด็กมาติด ๆ ด้วยห่วงว่าเด็กน้อยจะสะดุดกอหญ้าแล้วล้มคะมำกลางทางบริ้งค์หลุดหัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อสีหน้าดุ ๆ ของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหลอหลา ตัวเกร็งทันทีที่เด็กน้อยย้ายไปนั่งบนหน้าตัก แต่กระนั้นสองแขนก็ยังโอบประคองตามสัญชาตญาณแม้จะเก้ ๆ กัง ๆ เต็มที ทำให้ทุกคนที่มองเห็น พลอยยกยิ้มตามไปด้วย"บริ้งค์"ติณณ์กดเสียงต่ำพลางถลึงตาเรียกให้เด็กสาวมาอุ้มตัวเด็กชายกลับคืน แต่นอกจากเธอจะไม่ทำตามแล้ว ยังหันไปพูดคุยหยอกล้อกับมิรินอย่างสนุกสนาน ครั้นพอหันไปขอความช่วยเหลือจากเตชินท์ อีกฝ่ายก็ยักไหล่แล้วทำเมิน ทิ้งให้เขาได้แต่ปาดเหงื่อ คิดไม่ตกว่าจะจัดการกับก้อนนุ่มนิ่มนี่อย่างไร"หนม หนมโหน่ยยย~"เสียงอ้อแอ้ดังขึ้นเรียกความสนใจอีกหนแต่เพราะติณณ์มัวแต่ครุ่นคิดจึงไม่ทันฟัง ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำพลางถามย้ำว่าหลานชายพูดอะไรแต่แล้วในจังหวะที่กำลังเงี่ยหูฟังมือป้อม ๆ ก็วางทาบลงบนข้างแก้มสากแล้วตบเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ สีหน้าหงิกงอคล้ายไม่พอใจที่ผู้มีศักดิ์เป็นลุงไม่สนใจ ท
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคุณแม่"เธอใช้หัวไหล่กระแซะคนข้างกายเบา ๆ เรียก และเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยอมลดทิฐิก้มศีรษะลงทำความเคารพด้วยเธอก็คลี่ยิ้มสดใส หันไปพนมมือไหว้คนอื่น ๆ ต่อตามลำดับอาวุโสกระทั่งมาถึงเด็กหนุ่มที่ดูจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอจึงเปลี่ยนมาเป็นโบกมือพร้อมส่งยิ้มทักทายตุลยชาติโบกมือตอบรัว ๆ กระเซ้าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"คิดว่าจะเบี้ยวกันซะและ""โถว ๆ ใครจะกล้าเบี้ยวได้ล่ะ ก็มีคนแถวนี้บอกว่าถ้าแพ้แล้วจะยอมยกแผ่นเกมให้นี่นา"ตุลยชาติหัวเราะร่วน แม้จะไม่สนิทพี่ชายต่างมารดา ทว่าพอได้พบปะกันบ่อยครั้งที่มหาวิทยาลัยเพราะเขาและพี่สะใภ้ศึกษาที่เดียวกันเพียงแค่ต่างคณะ ความเกรงกลัวจึงลดลงจนกล้าหยอกล้อต่อหน้า“นี่ ๆ มีอะไรจะอวดแหละ”แววตาเป็นกระกายเหล่มองพร้อมขยับเข้าไปคว้าแขนหญิงสาว สีหน้าภาคภูมิใจยามพูดถึงของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งได้มา กระนั้นก็ไม่ลืมหันไปขออนุญาตพี่ชายต่างมารดาให้พอเป็นพิธี"ขอยืมตัวพี่สะใภ้แป็บนะพี่"ต่อให้ไม่พอใจที่ถูกดึงตัวไปอย่างกะทันหัน ทว่าเขาก็ไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธอยู่ดีเพราะพริบตาเดียวคนตัวเล็กก็เดินลิ่ว ๆ ไปกับน้องชาย ไม่คิดชายตาแลเขาสักนิด ฮึ้ย! ไหนบอกจะ
@หนึ่งปีต่อมานานนับนาทีแล้วที่รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหากผู้โดยสารยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงดวงตาที่เกลือกกลิ้ง แหงนขึ้นมองสิ่งแวดล้อมรอบกายผ่านกระจกนับตั้งแต่วันที่ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศจนได้พบกับครอบครัวชลาทิศ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ติณณ์ได้มีโอกาสหวนกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกครั้งบ้านที่มีแต่ความทรงจำแสนเลวร้าย ... บ้านที่พรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไป ....ความสับสนลังเลพลันบังเกิดขึ้นในจิตใจ การที่เขาตอบรับคำเชิญแล้วมาปรากฎกายที่นี่ มันจะมีผลดีมากกว่าผลเสียจริง ๆ เหรอ คนอื่น ๆ จะให้การต้อนรับมากกว่าผลักไสอย่างนั้นหรือคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขณะครุ่นคิด แม้เขาจะล้มเลิกความคิดแก้แค้นไปนานแล้ว ทว่าความไม่คุ้นชินทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวเป็นดอกเห็ดกระทั่งเมื่อความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหลังมือก่อนเลื่อนเข้ากอบกุม มอบขวัญและกำลังใจให้ผ่านสายตาเป็นห่วงเป็นใย คำตอบที่กำลังตามหาก็ผุดขึ้น"ตื่นเต้นเหรอคะ มือเย็นเชียว"ติณณ์เลิกคิ้วงุนงงพลางยกมืออีกข้างที่ยังวางขึ้นทาบลงบนข้างแก้มแล้ววินาทีต่อมาเขาก็สะดุ้ง เอ่อ...มันเย็นจริง ๆ ด้วยแฮะท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของคนไม่รู







