INICIAR SESIÓNคนหนึ่งเทิดทูนบูชา ส่วนอีกคนไม่เคยศรัทธาในความรัก แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเสือร้ายที่เคยประกาศก้องว่าไม่ชอบเด็กมีโอกาสได้ลิ้มรสเนื้อสาว (ซีรีส์ LOVE LINE)
Ver másเปรี้ยง!!
เสียงกึกก้องดังลั่นเสียจนพื้นสั่นสะเทือนปลุกให้คนที่เพิ่งข่มตาหลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมงสะดุ้งเฮือกสุดตัว ผวาหยัดกายลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ใบหน้าคมคายซีดเผือด หน้าผากกว้างเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตผุดพราย ลมหายใจหอบกระชั้นเร็วแรงขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องที่มีแสงสว่างวาบสาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ
ก่อนที่เจ้าตัวจะถอนหายใจ คลายความแข็งเกร็งลงหลายส่วนเมื่อพบว่าข้างกายว่างเปล่า มีเพียงเขาที่ใช้งานและทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ....
"เมื่อไหร่จะหายจากอาการพวกนี้สักทีวะ! แม่ง!"
คำสบถหยาบคายมากมายพรั่งพรูออกมาจากปากหนาพร้อมพ่นลมหายใจหนัก ๆ ขณะที่สองมือสากยกขึ้นลูบใบหน้าแรง ๆ เรียกสติ
ดวงตาคมกริบสีนิลเหลือบมองตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดของนาฬิกาตั้งโต๊ะหัวเตียงเพียงนิดก่อนที่ร่างสูงจะตวัดขาลงจากเตียง มุ่งตรงไปยังห้องน้ำด้วยร่างเปลือยเปล่า
ซ่าาาา~
ใบหน้าคมคายแหงนขึ้นรับสายน้ำชุ่มฉ่ำที่ไหลลงมาตกกระทบ หวังใช้ความเย็นช่วยดับความร้อนรุ่มภายในกายลงบ้าง หลังพยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านให้กลับมาเป็นปกติร่วมสิบนาทีแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่
ดวงตาแดงก่ำเหม่อมองเพดานสีขาวครีมอย่างเลื่อนลอย ทั้งที่อายุอานามก็ปาไปครึ่งชีวิต แต่ร่างกายก็ยังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองกับมันมาเสมอ โดยเฉพาะเสียงที่เกิดจากแสงสว่างวาบนั่น
'นอนนะคะคนดี แม่จะอยู่กับติณณ์ตรงนี้ไม่ไปไหน'
ติณณ์หลับตาลงช้า ๆ อย่างเหนื่อยใจ แม้ว่าเวลาจะผันผ่านมานานหลายสิบปี ทว่าประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอื้อนเอ่ยข้างใบหูในวันนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเสมอ
น้ำเสียงอบอุ่นที่คอยปลอบประโลมยามเขาเจ็บป่วย แววตาอ่อนโยนที่คอยทอดมองเขาด้วยความรักอย่างบริสุทธิ์คู่นั้น และรอยยิ้มหวานที่ประดับอยู่บนใบหน้าสะสวยแม้นจะเผชิญกับการทำร้ายจิตใจอยู่ทุกคืนวัน
ทุกอย่างยังคงติดตรึงในความทรงจำไม่จางหาย ....
หากไม่ใช่เพราะ 'ผู้ชายคนนั้น' ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้ หากไม่ใช่เพราะมัน ทั้งเขาและมารดาคงยังมีความสุขอยู่ด้วยกัน คิดถึงตรงนี้มือสากก็กำเข้าหากันแน่นจนสั่นเทา
สักวัน ... มันต้องมีสักวันที่เขาทำให้บ้านนั้นได้ลิ้มรสกับความสูญเสียบ้าง!
+++++++++++++++++++
พี่ติณณ์ผู้เคยเป็นตัวร้าย (ที่น่าสงสาร) จากเรื่อง รักเลยตามเลย
และน้องบริงค์ สาวน้อยผู้เคยมองโลกเป็นสีชมพูจากเรื่อง สัญญารักร้าย
"ง้อ~ อย่าโกรธแม่บริ้งค์นานเลยนะคะ"แม้ใจจะเหลวเป็นน้ำไปแล้วเพราะคำออดอ้อนหวานหูที่ชื่นชอบ ทว่าพอนึกถึงช่วงพักหลังที่ภรรยาเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ทำกิจกรรมมิหนำซ้ำบางวันยังกลับไปนอนค้างที่บ้านใหญ่ ทิ้งให้เขานอนเดียวดาย ระบายอารมณ์ด้วยมืออยู่เพนท์เฮ้าส์คนเดียว ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก"หนูรักพี่น้อยลง""ใครบอก! หนูไม่เคยรักพี่น้อยลงเถอะ มีแต่จะรักมากขึ้น มากขึ้นทุ๊กวันนน~ ใช่ไหมครับน้องมาร์คสุดหล่อ""ฮึ ปากบอกว่ารัก แต่ทำไมพอพี่กอดพี่จูบก็ผลักออก พี่ชักจนมือจะถลอกหมดแล้ว"พวงแก้มนวลพลันร้อนฉ่า ลนลานยกสองมือประกบปิดกั้นสองหูของหลานชายจากถ้อยคำสองแง่สองง่ามแล้วถลึงตา เอ่ยเอ็ดคนหื่นเสียงอ่อน"พูดอะไรเกรงใจหลานหน่อยค่ะ""หลานไม่รู้เรื่องหรอกน่า"ติณณ์เถียงหน้าตาย เลื่อนมือลงปิดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยก่อนโน้มใบหน้าลงประทับจูบ และเพียงแค่ได้สัมผัสความปรารถนาที่อัดอั้นมานานก็พลันปะทุลุกโชน มืออีกข้างที่ยังว่างจึงสอดล็อกท้ายทอยไม่ให้เธอถอยหนีแล้วเพิ่มน้ำหนักการบดจูบ ตะโบมดูดดึงด้วยความโหยหาเสียงทุ้มร้องคำรามด้วยความรู้สึกดีเมื่อแรงขัดขืนค่อย ๆ ผ่อนลง กระทั่งกลายเป็นการจูบตอบอ
ความคุ้นชินทำให้เด็กชายมารุตโผเข้าหาสองแขนเรียวเล็กที่อ้ารอรับอย่างง่ายดาย ซ้ำใบหน้าขาวกลมยังซุกซบคลอเคลีย ไม่เหลือบแลผู้ปกครองที่ยังยืนอยู่อีกเลยมิรินส่ายหน้าระอากึ่งเอ็นดู "ดูสิดู พอได้เจอสาว ก็ลืมพ่อกับแม่เชียว""พี่ชินท์กับพี่มิรินไปเที่ยวให้สบายใจนะคะ เดี๋ยวบริ้งค์ดูหลานให้เอง จะค้างสักสองคืนก็ได้น้า เผื่อว่าจะได้~ คิกคิก"บริ้งค์แกล้งลากเสียงยาว ๆ ยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนอย่างทะเล้น ส่งผลให้พวงแก้มนวลของมิรินแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ขณะที่เตชินท์เดินเอาข้าวของจำเป็นไปเก็บให้ที่โต๊ะของเธออย่างรู้งานกระเซ้าเย้าแหย่กันต่ออีกครู่หนึ่งคนที่อยากมีเวลาส่วนตัวกับภรรยาใจจะขาดก็เอ่ยตัดบทแล้วลากคนข้างกายเข้าลิฟต์ บริ้งค์จึงหันมาฝากงานให้เลขาตัวจริงตรวจต่อ ส่วนตัวเธอนั้นก็เดินลิ่ว ๆ อุ้มก้อนนุ่มนิ่มสุดน่ารักตรงไปยังห้องท่านประธานก้อกก้อกก้อก"เข้ามา"น้ำเสียงห้วนจัดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนด้านในอยู่ในอารมณ์ไหน ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้บริ้งค์รู้สึกหวาดกลัว กลับกันคือยิ่งขบขันด้วยรู้ดีว่าเพราะเหตุใจช่วงนี้อีกฝ่ายจึงมีอาการแบบนี้มือเรียวผลักประตูห้องทำงานให้เปิดออกกว้างแล้วโผล่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเ
@หลายเดือนต่อมาเสียงปลายนิ้วจรดลงบนแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะขณะที่ดวงตากลมโตก็หลุบมองระหว่างแฟ้มเอกสารและหน้าจอสลับกันไป หลังจากบริษัททัวร์ที่เธอแอบไปทำงานด้วยจำต้องปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ บริ้งค์จึงทำการย้ายตัวเองมาเป็นผู้ช่วยของแอลทีชั่วคราวหนึ่งคือทำตามคำขอของสามี สองคือหวังเรียนรู้งานเพื่อนำไปต่อยอดให้บิดา แม้จะแอบผิดหวังอยู่ลึก ๆ ที่ไม่อาจสานฝันให้มารดาผู้ล่วงลับได้ แต่พอนึกถึงสีหน้าเริงร่ายามชายหนุ่มได้ตื่นมาทำงานและกลับพร้อมกัน ความรู้สึกผิดก็เบาบางลงทว่าดูเหมือนว่าหน้าที่หลักของเธอจะกลายเป็นการรับสายของท่านประธานจอมเอาแต่ใจเสียมากกว่าบริ้งค์ถอนหายใจเบา ๆ วางมือจากงานตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกรบกวนด้วยเสียงริงโทนมาตรฐานของโทรศัพท์สำนักงานที่ต่อให้ไม่ได้ยินเสียงก็รู้ดีว่าปลายสายคือใครโอ๊ยยย อะไรจะอาการหนักขนาดนั้น นึกบ่นในใจหากมือเรียวก็เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์มาแนบหูอยู่ดี"พี่ติณณ์ นี่มันรอบที่สามแล้วนะคะ"(คิดถึง)"ทราบแล้วค่ะ แต่ถ้าพี่ติณณ์จะกรุณา รบกวนเซ็นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะให้หมดด้วยนะคะ"(มาหาหน่อย)นี่เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหมเนี้ย!? คิดแล้วก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ใส่
ใบหน้ากลม ๆ เอียงมอง กะพริบตาคล้ายกำลังครุ่นคิด แต่เพียงไม่กี่วินาทีร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นนั่งบนหน้าตักแกร่งด้วยฝีมือของเด็กสาวที่วิ่งไล่ตามเด็กมาติด ๆ ด้วยห่วงว่าเด็กน้อยจะสะดุดกอหญ้าแล้วล้มคะมำกลางทางบริ้งค์หลุดหัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อสีหน้าดุ ๆ ของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหลอหลา ตัวเกร็งทันทีที่เด็กน้อยย้ายไปนั่งบนหน้าตัก แต่กระนั้นสองแขนก็ยังโอบประคองตามสัญชาตญาณแม้จะเก้ ๆ กัง ๆ เต็มที ทำให้ทุกคนที่มองเห็น พลอยยกยิ้มตามไปด้วย"บริ้งค์"ติณณ์กดเสียงต่ำพลางถลึงตาเรียกให้เด็กสาวมาอุ้มตัวเด็กชายกลับคืน แต่นอกจากเธอจะไม่ทำตามแล้ว ยังหันไปพูดคุยหยอกล้อกับมิรินอย่างสนุกสนาน ครั้นพอหันไปขอความช่วยเหลือจากเตชินท์ อีกฝ่ายก็ยักไหล่แล้วทำเมิน ทิ้งให้เขาได้แต่ปาดเหงื่อ คิดไม่ตกว่าจะจัดการกับก้อนนุ่มนิ่มนี่อย่างไร"หนม หนมโหน่ยยย~"เสียงอ้อแอ้ดังขึ้นเรียกความสนใจอีกหนแต่เพราะติณณ์มัวแต่ครุ่นคิดจึงไม่ทันฟัง ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำพลางถามย้ำว่าหลานชายพูดอะไรแต่แล้วในจังหวะที่กำลังเงี่ยหูฟังมือป้อม ๆ ก็วางทาบลงบนข้างแก้มสากแล้วตบเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ สีหน้าหงิกงอคล้ายไม่พอใจที่ผู้มีศักดิ์เป็นลุงไม่สนใจ ท